'บิ๊กโจ๊ก' แจงกรณีอ้างเชื่อ 'ประวิตร' เรียกเงิน 2 ล้านนักธุรกิจ

19 ตุลาคม 2561
1,604

"บิ๊กโจ๊ก" แจงกรณีอ้างชื่อ “ประวิตร” เรียกรับเงิน เป็นเรื่องภายใน ปปง.ต้องตรวจสอบ หากไม่จริง “อัจฉริยะ” ต้องรับผิดชอบ ด้านผอ.กองคดีฯ เตรียมเปิดโปงขบวนการแอบอ้างชื่อจันทร์นี้

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 19 ต.ค.61 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รรท.ผบช.สตม. กล่าวถึงกรณีที่นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม เปิดเผยหลักฐานเป็นคลิปวิดีโอ ไฟล์เสียง และเอกสารทางไลน์ ของเจ้าหน้าที่ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. คนหนึ่งเรียกรับเงิน 2 ล้านบาท จากนักธุรกิจเช่ารถในอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ว่า จากการตรวจสอบกรณีที่นายอัจฉริยะ ระบุมีเจ้าหน้าที่ ปปง. ร่วมกันเป็นขบวนการอ้างชื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เรียกรับเงินจากนักธุรกิจรถเช่าในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ไม่เป็นความจริง และขณะนี้ พล.อ.ประวิตร ไม่ได้สั่งการใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ เนื่องจากติดราชการที่ประเทศสิงคโปร์ อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องภายในของ ปปง. ที่ต้องตรวจสอบ หากพบว่าข้าราชการ ปปง. ทำผิดจริงจะต้องดำเนินการความผิดทั้งทางวินัยและอาญา แต่ถ้าหากเรื่องที่เกิดขึ้นไม่เป็นความจริง นายอัจฉริยะ ก็ต้องรับผิดชอบ และหากเป็นเรื่องจริง ก็ถือเป็นเรื่องที่ดีที่ช่วยกันตรวจสอบ

ด้านนายพีระพัฒน์ อิงพงษ์พันธ์ ผู้อำนวยการกองคดี 1 สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กล่าวยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยตนเห็นเอกสารหนังสือราชการที่ถูกกล่าวถึง และยอมรับว่ามีความคล้ายกับลายเซ็นตัวเอง แต่ยืนยันว่าไม่ใช่ลายเซ็นตัวเองแน่นอน และล่าสุดตัวเองถูกนำชื่อไปแอบอ้างว่าชื่อ “พัฒน์” และจะมีการแถลงเปิดโปงขบวนการที่แอบอ้างชื่อตนในวันจันทร์ที่ 22 ต.ค.นี้ ซึ่งทราบว่าผู้ต้องหาเป็นนายตำรวจชั้นสัญญาบัตร สำหรับเรื่องดังกล่าว ก่อนหน้านี้คนที่เอาเงินไปจ่ายได้มาพบกับตน เมื่อมาพบตนแล้วก็พบว่าไม่ใช่ ผู้เสียหายจึงได้ไปแจ้งความ

นายพีระพัฒน์ กล่าวอีกว่า บุคคลที่นายอัจฉริยะ ออกมาเปิดเผย ซึ่งเป็นการแอบอ้างชื่อ เป็นเพียงข้าราชการ ปปง.ระดับซี 3 ซึ่งโดยอำนาจไม่มีความเป็นไปได้ที่จะสามารถวิ่งเต้นช่วยคดีได้ จึงมีการแอบอ้างตัวเอง เป็นผู้อำนวยการสำนักคดี ซึ่งมีทั้งหมด 4 คน เรื่องนี้รักษาราชการแทนเลขาธิการ ปปง. ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง และให้ออกจากราชการไว้ก่อนแล้ว ยืนยันในส่วนของปปง. มีมาตรฐานการทำงานและแบ่งเเยกงานกันทำ โดยมีบุคคลากรเข้ามาเกี่ยวข้องจำนวนมาก เชื่อว่าไม่มีช่องโหว่ให้เกิดการทุจริตเกิดขึ้น และเป็นไปตามมาตรฐานสากล แต่ก็ยอมรับว่าอาจเกิดการเเอบอ้างได้

ส่วนกรณีที่นายอัจฉริยะ นำข้อมูลมาเผยแพร่และสังคมพุ่งเป้ามาที่ตัวเองว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการเรียกรับเงินนั้น นายพีระพัฒน์ กล่าวว่า ขอตรวจสอบข้อมูลก่อน หากมีการพาดพิงปรากฏชื่อให้เสื่อมเสีย อาจจะพิจารณาปกป้องสิทธิ์ตามกฏหมายของตัวเอง โดยตั้งข้อสังเกตว่าการที่นายอัจฉริยะ พาดพิงเป็นตนนั้น อาจจะเป็นการสร้างข่าวเพื่อให้ตัวเองมีชื่อเสียงหรือไม่

ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อนกับ LINE @Bangkokbiznews ที่นี่


เพิ่มเพื่อน
แชร์ข่าว :
Tags: