เตือน! หากตามัว สู้แสงไม่ได้ อย่าชะล่าใจอาจทำให้ตาบอด

27 สิงหาคม 2561
2,654

เตือนหากตามัว สู้แสงไม่ได้ มองเห็นภาพซ้อน และเป็นมากขึ้น อย่าชะล่าใจปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษา อาจทำให้ตาบอด

นายแพทย์ปานเนตร  ปางพุฒิพงศ์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า โรคต้อกระจก คือโรคที่เกิดจากความ ขุ่นมัวของเลนส์แก้วตาซึ่งปกติจะใส ส่วนใหญ่เป็นการเปลี่ยนแปลงตามอายุที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้แสงผ่านเข้าไปที่ จอประสาทตาด้านในลูกตาได้น้อยลง
ผู้ป่วยจะรู้สึกมีอาการตามัวตลอดเวลา สู้แสงไม่ได้ มองเห็นภาพซ้อน และเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ หากปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษาอาจทำให้ตาบอดได้ทั้งนี้สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ อาทิ วัยสูงอายุ อุบัติเหตุ เช่น ถูกของมีคม สารเคมี ฯลฯ โรคเบาหวาน การรับประทานยาบางชนิดที่มีผลข้างเคียงกระทบต่อดวงตา กรรมพันธุ์ ความผิดปกติแต่กำเนิด เป็นต้น การรักษาโรคต้อกระจกทำได้โดยการผ่าตัดต้อกระจกและใส่เลนส์แก้วตาเทียม เพื่อปรับสายตาให้เห็นเป็นปกติ

แพทย์หญิงสายจินต์  อิสีประดิฐ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง) กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้ป่วยเข้ามารับการรักษาโรคตาต้อกระจก ที่โรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์(วัดไร่ขิง) ในปี 2560 ที่ผ่านมา จำนวนประมาณ200,000 ราย โดยร้อยละ 70 เป็นผู้สูงอายุ สำหรับการรักษาจะใช้วิธีการผ่าตัดหรือสลายต้อกระจกและใส่เลนส์แก้วตาเทียม ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการของโรคไม่รุนแรงอาจใช้ยาหยอดตาเพื่อชะลออาการและความรุนแรง  ทั้งนี้การผ่าตัดจะใช้ในกรณีที่เป็นมากแล้วหรือที่เรียกว่า ต้อกระจกสุก ซึ่งแข็งมากไม่สามารถสลายต้อกระจกได้ การผ่าตัดเพื่อเอาเลนส์แก้วตาที่เป็นต้อกระจกออก แล้วใส่เลนส์แก้วตาเทียมเข้าไปแทนที่และเย็บปิดแผล ส่วนการสลายต้อกระจกด้วยคลื่นอัลตราซาวนด์ หรือ “เฟโค” เป็นวิธีการรักษาต้อกระจกที่ทันสมัยที่สุดในปัจจุบัน แผลผ่าตัดมีนาดเล็กประมาณ 3 มิลลิเมตร ทำโดยสอดเครื่องมือขนาดเล็กเข้าไปสลายต้อกระจกด้วยคลื่นความถี่สูงหรืออัลตราซาวนด์จนต้อกระจกสลายหมดแล้วใส่เลนส์แก้วตาเทียมเข้าไปแทนที่ โดยไม่ต้องเย็บแผล ซึ่งเลนส์แก้วตาเทียมเป็นวัสดุสังเคราะห์ใส่เข้าไปในถุงหุ้มเลนส์แทนที่เลนส์แก้วตาเดิม มีอายุการใช้งานได้นานตลอดชีวิต ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตประจำวัน ได้ตามปกติโดยไม่มีผลกระทบจากการทำงานหนัก ยกเว้นหากโดนกระแทกที่ตาอย่างรุนแรง อาจทำให้เลนส์ที่ใส่ไว้เคลื่อนและมีผลทำให้ตามัวลงทันที

แชร์ข่าว :
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง