ชวนพนักงานออฟฟิศปรับ 3 ป. ลดเสี่ยงจากโรคออฟฟิศซินโดรม

23 กรกฎาคม 2561
4,685

กรมควบคุมโรค ชวนพนักงานออฟฟิศปรับ 3 ป. ลดปวดเมื่อย ลดเสี่ยงจากโรคออฟฟิศซินโดรม

นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขครบรอบ 100 ปี การสาธารณสุขไทย ภายใต้แนวคิด “เพื่อประชาชนสุขภาพดี 100 ปี แห่งการพัฒนา”  กรมควบคุมโรค จึงมุ่งมุ่นที่จะสร้างความสุขและสุขภาพให้แก่ประชาชนในทุกกลุ่มวัย ทั้งกลุ่มเด็ก วัยเรียน วัยรุ่น วัยทำงาน จนถึงวัยผู้สูงอายุ หลายปีที่ผ่านมา กลุ่มวัยทำงานพบป่วยโรคออฟฟิศซินโดรมจำนวนมาก โดยเฉพาะพนักงานออฟฟิศที่ต้องนั่งโต๊ะเป็นเวลานาน

จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ในปี 2556-2560 พบว่าประเทศไทยมีผู้ใช้คอมพิวเตอร์ประมาณ 30.8 ล้านคน เป็นกลุ่มวัยทำงาน (อายุ 15 ขึ้นไป) ที่ใช้คอมพิวเตอร์ จำนวนถึง 28.1 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 91.3 ซึ่งปัญหาสุขภาพอันเนื่องจากการทำงานในออฟฟิศมีแนวโน้มสูงขึ้น การนั่งดูจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ ไม่เปลี่ยนอิริยาบถ อาจส่งผลให้เกิดโรคออฟฟิศซินโดรมได้

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคออฟฟิศซินโดรมของคนทำงาน ได้แก่ ท่าทางการทำงานที่ไม่เหมาะสม เช่น การจัดพื้นที่ทำงานเกินระยะเอื้อมของมือ หรือการทำงานโดยใช้คอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน หรือทำงานท่าเดิมเป็นเวลานาน เป็นต้น ดังนั้น การปรับสมดุลของคนทำงานออฟฟิศจึงมีความจำเป็นอย่างมาก เพื่อลดอาการปวดเมื่อยและลดโรคออฟฟิศซินโดรม วิธีการป้องกันโรคออฟฟิศซินโดรม ขอให้ยึดหลัก “3 ป.” คือ 1.ปรับสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม 2.เปลี่ยนพฤติกรรมและท่าทางการทำงาน และ 3. ออกกำลังกายเป็นประจำ

การปรับสภาพแวดล้อม คือ 1.ปรับหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้อยู่ในระดับสายตา 2.วางคีย์บอร์ดให้อยู่ในระดับข้อศอกทำมุม 90 องศา 3.นั่งหลังตรงให้หลังชิดกับพนักพิง 4.วางเท้าลงบนพื้นให้ขาทำมุม 90 องศา 5. วางข้อมือให้ตรง ไม่บิดหรืองอข้อมือ  ทั้งนี้การปรับท่าทางขณะพัก คขอให้ยึดหลัก “10-20-60” ทุก 10 นาทีให้พักสายตาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ ไปเดินเล่นและเปลี่ยนอิริยาบถทุกๆ 20 นาที เมื่อครบชั่วโมง (60 นาที) ให้ยืดเหยียดกล้ามเนื้อและแขน โดยการบริหารต้นคอ สะบัก ไหล่ แขนมือ เอวหลัง และขา

นายแพทย์สุวรรณชัย กล่าวทิ้งท้ายว่า ในโอกาสนี้ ขอเชิญชวนทุกคน ให้ปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมบริเวณโต๊ะทำงานของตนเอง ให้เหมาะสมแก่การทำงาน และปรับอิริยาบถเสมอๆ เพื่อลดการปวดเมื่อยและลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคออฟฟิศซินโดรม หากประชาชนมีข้อสงสัยสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422

แชร์ข่าว :
Tags: