CHAYO - ซื้อเมื่ออ่อนตัว

13 กรกฎาคม 2561 | โดย บล.โกลเบล็ก
1,956

คาดกำไรปี 61 เติบโตราว 29%YoY จากการรับรู้รายได้ที่จะเข้ามามากในช่วงครึ่งปีหลัง

ประเด็นสำคัญในการลงทุน :

  • CHAYO ผู้บริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่มีแนวโน้มการเติบโตต่อเนื่อง : CHAYO ประกอบธุรกิจหลักได้แก่ 1) ธุรกิจลงทุนและบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ โดยบริษัทจะประมูลซื้อสินทรัพย์ด้อยคุณภาพจากธนาคารพาณิชย์เป็นหลัก แบ่งเป็นประเภทที่มีหลักประกันและไม่มีหลักประกัน โดยประเภทที่มีหลักประกันจะมีสินทรัพย์ค้ำประกันการกู้ได้แก่ บ้าน อาคาร หรือ ที่ดิน ที่สามารถปรับปรุงหรือพัฒนาเพื่อขายได้ เป็นต้น มีระยะเวลาในการจัดเก็บรายได้ประมาณ 1-3 ปี ส่วนประเภทที่ไม่มีหลักประกันได้แก่ หนี้บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล เป็นต้น มีระยะเวลาในการจัดเก็บรายได้ประมาณ 3-5 ปี 2) ธุรกิจให้บริการเจรจาติดตามทวงถามและเร่งรัดหนี้ โดยบริษัทจะได้รับค่านายหน้าจากผู้ว่าจ้างให้ติดตามทวงถามหนี้เช่น หนี้บัตรเครดิต หนี้เงินกู้ส่วนบุคคล หนี้ค่าโทรศัพท์ เป็นต้น ผู้ว่าจ้างของบริษัท ได้แก่ SCB TBANK KKP AIS DTAC เป็นต้น 3) ธุรกิจศูนย์บริการข้อมูลลูกค้า บริษัทให้บริการติดต่อหรือรับสายโทรศัพท์ตามความต้องการของผู้ว่าจ้าง ทั้งสามธุรกิจมีสัดส่วนรายได้เป็น 78% 19% และ 3% ของรายได้รวมตามลำดับ
  • ในอดีตบริษัทขาดความต่อเนื่องในการประมูลสินทรัพย์ด้อยคุณภาพเนื่องจากอุปสรรคด้านเงินทุน : บริษัทได้เริ่มประมูลกองสินทรัพย์ด้อยคุณภาพเข้ามาตั้งแต่ปี 57 และ 58 และได้มีการจัดเก็บหนี้มาตลอดเป็นระยะเวลา 3-4 ปีแล้ว ทำให้ตั้งแต่ปี 60 จนมาถึง 1Q61 มีรายได้เติบโตช้าลงและมีแนวโน้มชะลอตัว โดยรายได้ปี 60 อยู่ที่ 206 ลบ. +4%YoY กำไรสุทธิอยู่ที่ 58 ลบ. -18%YoY และรายได้ช่วง 1Q61 อยู่ที่ 50 ลบ. –7%YoY กำไรสุทธิอยู่ที่ 14.5 ลบ. –14%YoY เนื่องจากกองสินทรัพย์ด้อยคุณภาพเข้าสู่ช่วงท้ายของการจัดเก็บรายได้ และในอดีตบริษัทมีข้อจำกัดทางด้านเงินทุน ทำให้บริษัทไม่สามารถประมูลสินทรัพย์ด้อยคุณภาพเข้ามาได้ต่อเนื่อง
  • ปลดล็อคศักยภาพในการขยายกองสินทรัพย์ด้อยคุณภาพหลัง IPO : หลังบริษัทได้เสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน(IPO) ได้เงินสดราว 400 ลบ. นำมาใช้ขยายกองสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ ซึ่งจะช่วยปลดล็อคศักยภาพการเติบโตของบริษัท ตั้งแต่ 2Q61 บริษัทซื้อมูลหนี้มูลค่ารวม 5 พันลบ. แบ่งเป็นมูลหนี้ที่มีหลักประกัน 600 ลบ. และมูลหนี้ที่ไม่มีหลักประกัน 7.9 พันลบ.จาก UOB ซึ่งคาดว่าจะเริ่มรับรู้รายได้ใน 3Q61 เป็นต้นไป นอกจากนี้บริษัทได้ปรับเป้าการซื้อมูลหนี้เพิ่มจาก 8 พันล้านบาทสู่ 1 หมื่นล้านบาท ทำให้แนวโน้มในระยะยาวบริษัทมีศักยภาพในการขยายกองสินทรัพย์ด้อยคุณภาพได้ต่อเนื่องจากการกู้เงินเนื่องจากมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนที่ต่ำเพียง 0.14 เท่า
  • คาดกำไรปี 61 เติบโตราว 29%YoY จากการรับรู้รายได้กองสินทรัพย์ด้อยคุณภาพมีหลักประกันใน 2H61 : ช่วงปลาย 1Q61 บริษัทมีเงินให้สินเชื่อแก่สินทรัพย์ด้อยคุณภาพมูลค่าราว 283 ลบ. แบ่งเป็นกองสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่ไม่มีหลักประกันมูลค่าประมาณ 85 ลบ.(รับรู้รายได้มา 3-4 ปีแล้ว) กองสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่มีหลักประกันมูลค่าประมาณ 198 ลบ. (ประมูลมาตั้งแต่ปี 60) และกองสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่ไม่มีหลักประกันจาก UOB ที่เพิ่งซื้อมาช่วง 2Q61 คาดจะเริ่มรับรู้รายได้เข้ามาใน 3Q61 ซึ่งจะช่วยหนุนให้ประมาณการรายได้และกำไรสุทธิปี 61 เติบโต 3%YoY และ 29%YoY เป็น 213 ลบ. และ 75 ลบ. ตามลำดับ บนสมมติฐานอัตรากำไรขั้นต้นและอัตรากำไรสุทธิเพิ่มขึ้นสู่ 68% และ 35% ตามลำดับจากเดิมที่ระดับ 64% และ 23% เนื่องจากมีรายได้จากสินทรัพย์ที่มีหลักประกันเพิ่มขึ้นซึ่งมีอัตรากำไรที่สูงกว่าเพราะไม่มีค่าใช้จ่ายพนักงานในการโทรติดตามหนี้ แต่มีค่าใช้จ่ายเฉพาะในกระบวนการฟ้องร้องบังคับหนี้
  • เริ่มต้นด้วยคำแนะนำ “ซื้อเมื่ออ่อนตัว” ราคาเหมาะสม 4 บาท : ฝ่ายวิจัยประเมินมูลค่าเหมาะสมโดยใช้วิธี Prospect PER ที่ 30 เท่า ซึ่งสูงกว่าคู่แข่งที่ 29 เท่า เนื่องจาก CHAYO มีความสามารถในการทำกำไรและศักยภาพในการเติบโตสูงกว่า (ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้จากรูปที่ 1 และ 2) โดยประเมินการเติบโตปี 60-62 เฉลี่ยอยู่ที่ 25% และประเมินกำไรสุทธิต่อหุ้นปี 61 ที่ 0.13 บาทได้ราคาเหมาะสม 4 บาท เนื่องจากราคาหุ้นขึ้นมาใกล้ราคาเหมาะสมแล้ว แต่บริษัทมีแนวโน้มการเติบโตที่ดีในระยะยาว จึงเริ่มต้นด้วยคำแนะนำ “ซื้อเมื่ออ่อนตัว”

ความเสี่ยง : 1. มีการเก็บหนี้ได้น้อยกว่าที่คาด      2. ไม่สามารถขายหลักประกันได้ตามที่คาดไว้

แชร์ข่าว :
Tags: