เกาะติดภารกิจวันนี้ '9หมูป่าออกจากถ้ำ' เปิดแผนรักษาเยียวยา

9 กรกฎาคม 2561
11,373

ลุ้นให้กำลังใจ ภารกิจวันนี้ "9หมูป่าออกจากถ้ำ" พร้อมเปิดแผนรักษาเยียวยา เผยห่วงว่าจะมีการสอบถามเหตุการณ์ในถ้ำบ่อยๆ

ผู้สื่อข่าวรายงาน ตลอดช่วงเช้าที่บริเวณถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน จ.เชียงราย เจ้าหน้าที่เร่งลำเลียงขวดอากาศออกซิเจนที่มีการเติมออกซิเจนตั้งแต่ช่วงคืนนี้ เพื่อให้นักดำน้ำและเจ้าหน้าที่หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ หรือหน่วยซีล นำเข้าไปวางภายในถ้ำหลวงฯ ก่อนที่จะเริ่มเปิดปฏิบัติการช่วยเหลือโค้ชและนักฟุตบอลทีมหมูป่าอะคาเดมีแม่สาย อีก 9 คน ที่ยังเหลืออยู่ภายในถ้ำ หลังจากช่วงค่ำวันที่ 8 ก.ค. ได้ลำเรียงน้องๆทีมหมูป่าฯออกมา และนำส่งโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์แล้ว 4 คน ซึ่งทั้งหมดปลอดภัย

ทั้งนี้ นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้บัญชาการเหตุการณ์ ศอร. กล่าวเมื่อคืนนี้ (8ก.ค.) การช่วยเหลือ อีก 9 คนที่เหลือในถ้ำ จะปฏิบัติการต่อได้ก็เมื่อมีความพร้อมครั้งต่อไปในไม่ช้านี้ เนื่องจากต้องวางระบบทั้งหมดใหม่ โดยเฉพาะการเติมและวางถังออกซิเจนตามรายทาง ซึ่งใช้ไปจนหมดสิ้นแล้วในวันนี้ ซึ่งจะต้องมีการเตรียมพร้อมครั้งใหม่และเมื่อพร้อมก็จะเริ่มงานได้ทันที ซึ่งยังไม่สามารถระบุเวลาที่แน่นอนได้ อยู่ในระหว่าง 10-20 ชั่วโมงถัดจากนี้ ซึ่งทั้งนี้ก็จะต้องประกอบด้วยความพร้อมของหลายด้านประกอบกันเช่นในวันนี้ หากมีความพร้อมเช่นในวันนี้ก็จะเริ่มปฏิบัติการได้โดยทันที

"จะเริ่มระดมทุกทีมประชุมวางแผน รถรับส่งทุกคัน ฮ.ทุกลำก็จะต้องร่วมประชุม รวมทั้งคนควบคุมพื้นที่และการจราจร ว่าการปฏิบัติการในวันนี้ต้องมีการปรับแก้ตรงไหนหรือไม่ เรื่องของเวลาและการเคลื่อนตัวมีปัญหาหรือไม่ ต้องประเมินและปรับแก้ตรงไหนหรือไม่ภายในคืนนี้ ทีมแพทย์ก็ต้องประเมินว่าการให้ยาใดที่สมควรและเหมาะสมการปฐมพยาบาลให้ผลอย่างไร ทีมขนส่งก็ต้องประเมินว่าใช้เวลามากน้อย และอุปกรณ์ในรถสิ่งใดจำเป็นและสิ่งใดสามารถนำออกไปได้ เพื่อให้ลดน้ำหนักรถ เพื่อให้ปฏิบัติการครั้งต่อไปรวดเร็วยิ่งขึ้นและมีประสิทธิภาพสูงสุดไร้ข้อผิดพลาด"

ขณะที่ นพ.ธงชัย เลิศวิไลรัตนพงศ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 1 กล่าวว่า รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์จะให้การดูแลผู้ป่วยที่รอดชีวิตจากการติดอยู่ในถ้ำหลวงที่ชั้น 8 อาคารอุบัติเหตุ ซึ่งจัดเป็นหอผู้ป่วยเฉพาะกิจ (Cohort ward) จัดระบบควบคุมการติดเชื้อตามมาตรฐาน ตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญด้านการป้องกันควบคุมโรค เมื่อมาถึงโรงพยาบาลจะได้รับการตรวจร่างกายจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ประเมินภาวะอุณหภูมิร่างกาย การขาดน้ำ ขาดสารอาหาร ตรวจเอกซเรย์ปอด เก็บเลือด ปัสสาวะส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการค้นหาการติดเชื้อ รวมทั้งตรวจพิเศษอื่นๆ ตามการประเมินของผู้เชี่ยวชาญ

สำหรับการเจาะเลือดตรวจเพื่อดูใน 1 ส่วนสำคัญ ได้แก่ 1.ดูเม็ดเลือดว่าเป็นอย่างไร มีการติดเชื้ออะไรหรือไม่และอิเล็กโทรไลต์ในร่างกายเป็นอย่างไร โดยมีความเป็นห่วงในเรื่องของความผิดปกติทางเมทาบอลิก (Refeeding Syndrome) ซึ่งเป็นภาวะหลังจากอดอาหารหรือขาดอาหารมานาน แล้วกลับมาได้รับอาหารใหม่ที่จะมีความเสี่ยงมากจากการอดอาหารมามากกว่า 10 วัน ในส่วนนี้สามารถตรวจเลือดและทราบผลได้ที่รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์ รวมถึงการติดเชื้อบางโรคด้วย เช่น โรคฉี่หนู โรคเมลิออยโดซิส เป็นต้น และ 2.ส่งเลือดตรวจที่ผ้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์หรือห้องแล็บของคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อตรวจสอบและเฝ้าระวังว่ามีการติดโรคอุบัติใหม่หรือโรคอุบัติิซ้ำจากสัตว์ในถ้ำมาสู่ผู้รอดชีวิตหรือไม่ ซึ่งหากผลออกมาเป็นลบทั้งหมดคือไม่ติดเชื้อใดๆ จะทราบภายใน 24 ชั่วโมง แต่หากจำเป็นต้องมีการตรวจยืนยันซ้ำอีกครั้งจะทราบผลใน 48 ชั่วโมง

"เมื่อแพทย์ดูแลรักษาและประเมินร่างกายแล้วว่าอยู่ในระดับที่เรียบร้อยดี คือ ความดันดี หายใจได้ในระดับปกติ ไม่มีอาการเหนื่อยหอบ ไม่มีการติดเชื้อในปอดภายใน 24 ชั่วโมงก็จะอนุญาตให้ญาติใกล้ชิดเข้าเยี่ยมได้ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแพทย์ที่รักษา โดยผู้เข้าเยี่ยมจะให้เฉพาะพบหน้าพูดคุย ห้ามกอดหรือสัมผัสร่างกายผู้ป่วย โดยต้องนั่งห่างจากผู้ป่วย 1-2 เมตร เพื่อป้องกันไม่ให้มีการติดโรคที่ผู้ป่วยอาจจะติดมาจากในถ้ำมายังญาติจนกว่าผลการตรวจเลือกยันยันจากจุฬาฯจะแล้วเสร็จ" นพ.ธงชัยกล่าว

ในส่วนของการดูแลเฝ้าระวังและเยียวยาจิตใจ นพ.ธรณินทร์ กองสุข ผอ.รพ.สวนปรุง จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า ทีมสุขภาพจิตมีการปรึกษาหารือกันตลอด เบื้องต้นต้องให้ทีมแพทย์ที่ดูแลทางร่างกายดูแลจนพ้นวิกฤติทางกายไปก่อน ทีมสุขภาพจิตชุดใหญ่จึงจะเข้าไปดูแลต่อ แต่ระหว่างดูแลด้านร่างกายจะมีจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นของรพ.เชียงรายประชานุเคราะห์ให้การดูแลด้วย โดยประเมินเรื่องสภาวะจิตใจ ความเครียดความกังวลต่างๆ ว่าอยู่ในระดับใด มากน้อยเพียงไร และวางแผนให้การดูแลเยียวยาจิตใจตามปัญหาที่พบ ระยะต่อจากนั้นอาจจะมีการประเมินซ้ำอย่างละเอียดประมาณ 1 เดือน หรือ 3 เดือน เพื่อให้เด็กรู้ว่าจะต้องปรับตัวอย่างไร

นพ.ธรณินทร์ กล่าวว่า ในแต่ละวิกฤติจะมีความแตกต่างกัน และมีผลต่อสภาพจิตใจที่แตกต่างกัน เช่น ไฟไหม้ แผ่นดินไหว ถูกข่มขืน การฟื้นตัวจะแตกต่างกัน กรณีการติดอยู่ในถ้ำยังไม่เคยเจอ คิดว่าอาจจะเหมือนการติดในตึกถล่ม กลุ่มวิชาการที่หารือมีการทบทวนองค์ความรู้ว่าควรจะเป็นอย่างไร แบบไหน ต้องเรียนรู้ไปด้วย สิ่งที่เกิดขึ้นกับเขาภายในถ้ำไม่รู้ว่ามีอะไรบ้าง แต่เฉพาะความมืด ความกลัว ความกังวลอาจจะยังไม่มากนักสำหรับเด็กที่เคยเข้าไปในถ้ำนั้นมาหลายครั้งและพอจะทราบว่าภายในถ้ำมีความมืด และดูจากภาพเด็กๆ ที่ปรากฏออกมาก่อนหน้านี้ที่ไม่ได้พบความรุนแรง สภาพร่างกายดี มองในเชิงบวกอาจจะไม่มีบาดแผลทางจิตใจมาก เมื่อได้รับการดูแลเยียวยาจากทีมสุขภาพจิตในระยะหนึ่งอาจจะกลับมาเป็นปกติได้

อย่างไรก็ตามตอนนี้พวกเขากลายเป็นคนของประเทศ การดำรงชีวิตอาจจะไม่ง่าย อาจจะต้องถูกจับตามองตลอดเวลา หากปรับตัวไม่ได้จะเกิดปัญหาต่อเขาได้ สิ่งที่ต้องเฝ้าระวังคือภาวะเครียดรุนแรงหลังประสบภาวะวิกฤติในชีวิต ซึ่งนอกจากการเผชิญภาวะวิกฤติในถ้ำแล้ว เมื่อออกมาข้างนอกเจอชีวิตที่เปลี่ยนไป ทั้งสื่อสนใจ คนทั่วไปสนใจ ครอบครัว พ่อแม่ก็มีการเปลี่ยนไป บางคนอาจจะสอบถามเรื่องราวต่างๆ มากขึ้น บางครอบครัวจะปกป้องมากขึ้น ซึ่งทีมสุขภาพจิตจะต้องมาสร้างความเข้าใจเชิงบวกแก่ครอบครัวมากขึ้น เช่นเดียวกันจะต้องเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ที่สื่อให้ความสนใจมากขึ้นด้วย

"ห่วงว่าจะมีการสอบถามเหตุการณ์ในถ้ำบ่อยๆ จากสื่อ หรือในชีวิตของเขาอาจจะต้องถูกทวนเรื่องนี้ซ้ำๆ ถ้าเด็กๆ และโค้ชมองว่าการติดในถ้ำเป็นเรื่องความกล้าหาญ หรือเรื่องการผจญภัยก็คงไม่เป็นอะไร แต่หากมองว่ามันคือเรื่องทุกข์ทรมาน จะเกิดผลในแง่ลบต่อจิตใจ รวมถึง การที่ชีวิตเปลี่ยนหากปรับตัวไม่ได้จากการถูกจับจ้องตลอดจะทำให้เครียดมากทั้งในระยะสั้น ระยะยาว จึงต้องเตรียมให้น้องๆ พูดคุยในเชิงบวก และเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพจิตให้มาก เพราะการถามซ้ำๆ ในภาษาสุขภาพจิตจะเรียกว่าเป็นการบาดเจ็บทางจิตใจซ้ำๆ หวนนึกถึงเหตุการณ์ซ้ำ เรื่องนี้คาดการณ์ไว้ว่าจะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นจะต้องคุยกับเด็กก่อน เพราะสภาพจิตใจ ความเข้มแข็งของแต่ละคนแตกต่างกัน เรื่องนี้ไม่ควรเร่งรัด ต้องรอให้พร้อม" นพ.ธรณินทร์กล่าว

แชร์ข่าว :
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง