อึ้ง!! คน กทม.อายุเกิน 18 ปี ป่วยจิตเวช กว่า 5 แสน

6 พฤษภาคม 2561
4,104

กรมสุขภาพจิต เผย ผลสำรวจพบ คน กทม.ป่วยจิตเวช-มีปัญหาสุขภาพจิต กว่า 5 แสนคน ปมสภาพแวดล้อมหนาแน่นส่งผลเครียดทั้งมลพิษอากาศ-การใช้ชีวิตประจำวัน เร่งพัฒนาระบบดูแลใจ

กรมสุขภาพจิต เผยผลสำรวจระดับชาติ ล่าสุดในปี 2556 พบคนในกทม.อายุ18 ปีขึ้นไป ร้อยละ 11.5 ป่วยทางจิตเวชและมีปัญหาสุขภาพจิต คาดว่ามีประมาณ 520,000 คน เร่งพัฒนาระบบการดูแลสุขภาพใจ เล็งพัฒนาประธานชุมชนในพื้นที่กทม. กว่า 2,000 ชุมชน เป็นผู้เชี่ยวชาญสุขภาพจิตชุมชนเป็นพลังเครือข่ายป้องกันการป่วยร่วมกับอสส.พร้อมวิจัยพัฒนาโปรแกรมบริหารใจสร้างสุขให้ผู้สูงวัยใน กทม.ผลทดลองใช้ในปี 2560 พบว่าได้ผลดี คะแนนความสุขพุ่งขึ้นชัดเจน    

โดย "น.ต.นพ.บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์" อธิบดีกรมสุขภาพจิต เปิดเผยว่า สภาพสังคมและสิ่งแวดล้อมรอบตัวที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วขณะนี้ ล้วนส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของคนในสังคม โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ เช่นใน กทม.ประชาชนที่ปรากฏในทะเบียนราษฎร์จำนวน 5.6 ล้านกว่าคน แต่สภาพความเป็นจริง คาดว่าจะมีประมาณ 10 ล้านคน สภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยที่หนาแน่นซึ่งจะส่งผลต่อสุขภาพจิต โดยเฉพาะการเผชิญกับความเครียดกับสิ่งแวดล้อม มลพิษทางอากาศ  การเดินทาง การใช้ชีวิตประจำวัน 

ผลการสำรวจกรมสุขภาพจิตครั้งล่าสุดในปี 2556 พบว่าประชาชนในกทม.อายุ 18 ปีขึ้นไป ป่วยทางจิตเวชและมีปัญหาสุขภาพจิตร้อยละ 11.5 หรือประมาณ 520,000 คน

ขณะนี้ "กรมสุขภาพจิต" ได้ร่วมมือกับ "กทม." จัดระบบบริการรักษาฟื้นฟูผู้ป่วยจิตเวชทุกโรคทั้งเด็กและผู้ใหญ่ที่มีอาการรุนแรง ยุ่งยาก ซับซ้อน ส่วนการส่งเสริมและป้องกันปัญหาเพื่อให้ประชาชนใน กทม. ทุกกลุ่มวัยมีสุขภาพจิตดี และมีภูมิต้านทานปัญหาสุขภาพจิต  ก็มีศูนย์สุขภาพจิตที่ 13 ซึ่งตั้งอยู่ที่ชุมชนวัดม่วงแค เขตบางรัก เป็นหน่วยงานหลักประสานความร่วมมือสนับสนุนวิชาการความรู้ต่างๆ แก่หน่วยงานเครือข่ายใน กทม.และที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการวิจัยหารูปแบบการส่งเสริมสุขภาพจิตที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตความเป็นชุมชนเมือง ที่มักไม่ค่อยมีเวลาใส่ใจ พูดคุยกับคนรอบข้างหรือเพื่อนบ้านเหมือนในชนบท

ยุทธศาสตร์สำคัญจะเน้นสร้างความเข้มแข็งชุมชนที่มี 2,068 ชุมชน ซึ่งมีสภาพหลากหลายทั้งชุมชนแออัด คอนโดมีเนียม บ้านจัดสรร  โดยวางแผนพัฒนาศักยภาพแกนนำภาคประชาชนในชุมชน 2 กลุ่ม คือกลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุข (อสส.) ของกทม.ที่มีอยู่แล้ว ต่อยอดให้เป็นอสส.เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตชุมชนเช่นเดียวกับที่ อสม.ทุกจังหวัด 

และกลุ่มที่ 2 คือประธานชุมชนซึ่งเป็นผู้ที่รู้จักพื้นที่และชุมชนดีที่สุด จะจัดอบรมให้ความรู้เป็นกรณีพิเศษ พัฒนาให้เป็นประธานชุมชนเชี่ยวชาญสุขภาพจิตชุมชนด้วย  ได้ให้ศูนย์สุขภาพจิตที่ 13 จัดทำหลักสูตรเป็นการเฉพาะแล้ว อาจใช้เป็นต้นแบบพัฒนาสุขภาพจิตในชุมชนเมืองขนาดใหญ่ในพื้นที่อื่นๆในอนาคตได้ด้วย

ขณะที่ "นพ.ทวีศักดิ์ สิริรัตน์เรขา" ผู้อำนวยการศูนย์สุขภาพจิตที่ 13 กล่าวว่า ในปีที่ผ่านมาศูนย์ฯได้จัดทำโครงการศึกษาวิจัยโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพจิต เพื่อพัฒนาเป็นเทคโนโลยีสร้างความสุขให้ผู้สูงอายุในพื้นที่ กทม. ซึ่งขณะนี้มีจำนวน 900,000 กว่าคน หรือร้อยละ18 ของประชากรทั้งหมด  มากเป็นอันดับ 2 รองจากวัยแรงงาน ร้อยละ 92 ยังช่วยเหลือตนเองได้ดีไปไหนมาไหนได้  โดยผู้สูงอายุร้อยละ 61 เคยรู้สึกเบื่อหน่าย วิตกกังวล เครียด  มีภาวะซึมเสร้าติดต่อกันเป็นสัปดาห์ และส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ 97 จะอยู่บ้าน  ไม่ได้เข้าเป็นสมาชิกชมรมผู้สูงอายุที่มี 354 ชมรม เนื่องจากชมรมขาดกิจกรรมจูงใจ และกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ

           โปรแกรมส่งเสริมความสุขที่วิจัยครั้งนี้  ออกแบบให้สอดคล้องวิถีชีวิตผู้สูงอายุชุมชนเมือง เรียกว่าเอมบีแคท ( Mindfulness-based Cognitive Behavior and Acceptance Therapy:MBCAT ) เป็นการประยุกต์การฝึกสติร่วมกับกิจกรรมการสร้างสุข 5 มิติ  มี  8 กิจกรรม ผลการทดลองใช้ในชมรมผู้สูงอายุที่อยู่ในศูนย์บริการสาธารณสุขของ กทม.ใน 8 พื้นที่ได้แก่ ราชปรารภ , บางซื่อ , บางเขน , บุคคโล , วัดไผ่ตัน , ทับเจริญ , ล้อม-พิมเสน-ฟักอุดม และบมจ.ธนาคารนครหลวงไทย  มีผู้สูงอายุเข้าร่วมโครงการ 235 คน ใช้เวลา 8 สัปดาห์ 8 ครั้ง ครั้งละ 3 ชั่วโมงและให้ไปฝึกสติต่อที่บ้าน  จากการประเมินผลพบว่าให้ผลดี ผู้สูงอายุมีความสุขเพิ่มขึ้นชัดเจนเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงก่อน

ทั้งนี้ กิจกรรมตามโปรแกรมที่จัดขึ้นใน 8 สัปดาห์นั้น ประกอบด้วย  สัปดาห์ที่ 1 เน้นการเริ่มความสุข โดยฝึกกระบวนการหายใจเพื่อสร้างสติและสมาธิ และการละเล่นพื้นบ้าน  เช่น มอญซ่อนผ้า  

สัปดาห์ที่ 2 การสร้างสุขที่ได้ปล่อยวางคือสุขสงบ มีการทำสมาธิ การออกกำลังกาย 7 วัน 7 ท่า  

สัปดาห์ที่ 3 เป็นการสร้างสุขที่ใจทำให้เกิดสุขสบาย  เน้นการฝึกการสนทนากับตนเอง การออกกำลังกายด้วยโยคะสติ          

สัปดาห์ที่ 4 ฝึกการสร้างสุขจากจินตนาการ โดยทำสมาธิและฝึกสติ 

สัปดาห์ที่ 5 ฝีกการบริหารสมอง เน้นฝึกการบริหารสมองทั้ง 2 ซีก 2 ท่าในเวลาเดียวกัน และฝึกการพับกระดาษด้วยเท้า 

สัปดาห์ที่ 6 ฝึกการสร้างคุณค่าความภาคภูมิใจให้ตนเอง ด้วยกิจกรรมวาดภาพทบทวนชีวิตตนเองตั้งแต่เกิด ถึงปัจจุบันและเป้าหมายชีวิตที่ต้องการ 

สัปดาห์ที่ 7 ฝึกด้านการสร้างความสุขในชีวิตประจำวัน กิจกรรมหัวเราะบำบัด

สัปดาห์ที่ 8  กำหนดสุขภาพกายและใจที่คาดหวัง โดยนำการฝึกสติ 14 จังหวะตามแนวคิดหลวงพ่อเทียน มาใช้
 

แชร์ข่าว :
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง