เตือน! สหกรณ์ลงทุนตลาดหุ้น ติดตามข้อมูลใกล้ชิด

22 เมษายน 2561
12,346

ไม่พบสิ่งผิดปกติสหกรณ์ออมทรัพย์ ตั้งกองทุนส่วนบุคคลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น 180,000 ล้านบาท เตือนความเสี่ยงต้องติดตามภาวะการลงทุน ความผันผวนทางเศรษฐกิจใกล้ชิด

นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่าได้เข้าตรวจสอบสหกรณ์ออมทรัพย์ นำเงินไปลงทุนในตลาดหุ้นแต่ยังไม่พบสิ่งผิดปกติ เพราะส่วนใหญ่ลงทุนตามข้อกำหนดชัดเจน  โดยเลือกลงทุนกับบริษัทขนาดใหญ่ที่มีความมั่นคง  

อย่างไรก็ตาม ได้แจ้งเตือนเรื่องการลงทุนมีความเสี่ยงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยสหกรณ์ออมทรัพย์ตั้งกองทุนส่วนบุคคลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น แต่ต้องเป็นไปตามพ.ร.บ.สหกรณ์ มาตรา 62 (7) ซึ่งจะมีประกาศของคณะกรรมการพัฒนาสหกรณ์แห่งชาติกำหนดรายละเอียดของการลงทุนไว้ชัดเจน ด้วยการให้สหกรณ์ลงทุนในหุ้นกู้ของบริษัทหลักทรัพย์จดทะเบียน (บลจ.)ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยหุ้นที่ลงทุนนั้น จะต้องเป็นหุ้นของบลจ.ที่ถูกจัดอันดับอยู่ในระดับไม่ต่ำกว่าเอลบ (A-)  และต้องเป็นหุ้นที่มีการค้ำประกัน ซึ่งจากการตรวจสอบข้อมูลขณะนี้ยังไม่พบสิ่งผิดปกติ และไม่ได้มีข้อกังวลแต่อย่างใด

กรณีที่เกิดขึ้นกับสหกรณ์ที่นำเงินลงไปหุ้นเหล่านี้ ยังอยู่ในระดับที่กรมฯ คุมได้ ถ้าสหกรณ์ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดตามประกาศ แล้วมีการตรวจสอบอยู่เสมอ จะไม่มีความเสี่ยง ที่ผ่านมาเมื่อกรมฯ ไปตรวจเจอถ้าเป็นหุ้นเกรดต่ำกว่านี้ ก็สั่งให้แก้ไข ซึ่งการลงทุนนั้น นับว่ามีความเสี่ยง กรมฯ จึงเตือนสหกรณ์ต่าง ๆ ว่า ต้องติดตามสภาวะเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด เพราะมีความผันผวน โดยตลอด ไม่รู้ว่าโตขึ้นหรือไม่

ถ้าเศรษฐกิจโตตลาดทุนก็ต้องการเงินขยายธุรกิจหุ้นขึ้น เมื่อเศรษฐกิจซบเซาหุ้นลง การลงทุนไม่มี ผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้ดอกเบี้ย 5-6% ก็หลือ 3-4% แล้วกรรมการที่บริหารสหกรณ์ก็ไปแบกรับความคาดหวังสมาชิกได้เงินปันผลต่อปี จึงอาจทำให้เกิดเสียหายขึ้นมาได้

ในแนวทางการควบคุม ที่ผ่านมากรมฯ ควบคุมเฉพาะการลงทุนให้เป็นไปตามประกาศของคณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติ  โดยไม่ได้จำกัดวงเงินการลงทุน เพราะการลงทุนในลักษณะนี้เมื่อก่อนปี 2542  ไม่เคยเกิดขึ้น จนกระทั่งหลังปี 2542 กฎหมายเปิดให้ลงทุนได้ และในช่วงประมาณ 3 - 4 ปีให้หลังมานี้ สหกรณ์ต่าง ๆ มีเงินอยู่ในระบบจำนวนมาก จึงหาช่องทางไปลงทุนต่อ แต่อย่างไรก็ดีในขณะนี้กรมฯยังอยู่ระหว่างการพิจารณาการออกเกณฑ์มากำกับการลงทุนในหุ้นของสหกรณ์ไม่ให้เกิน 20% ของทุนเรือนหุ้นรวมทุนสำรอง คาดว่า ในเร็ว ๆ นี้ จะได้ข้อสรุปและสามารถผลักดันออกมาได้

เกณฑ์กำกับดังกล่าวเมื่อออกมาแล้วอาจทำให้สหกรณ์ประมาณ 10 แห่ง ได้รับผลกระทบ เพราะมีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นเกินกว่า 20% ซึ่งจากการสำรวจพบว่า สหกรณ์เหล่านี้นำเงินไปลงทุนมากกว่า 100,000 ล้านบาท ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ปัญหา กรมฯ กำลังหารือกับผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อหาทางผ่อนเกณฑ์การบังคับ ด้วยการขยายเวลาให้สหกรณ์ที่ได้รับผลกระทบสามารถปรับตัวได้ทัน และค่อย ๆ ลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นลงปีละ 20% จนกลับเข้ามาอยู่ในระดับที่เกณฑ์กำหนด

แชร์ข่าว :
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง