นักลงทุนหวั่น ‘ภัยไซเบอร์’ สกัดการเติบโตธุรกิจ

4 เมษายน 2561
4,465

ผลวิจัยโดยไพรซ์วอเทอร์เฮาส์คูเปอส์(พีดับบลิวซี) เผยว่า นักลงทุนทั่วโลกต่างมีความกังวลว่า ความไม่ปลอดภัยทางไซเบอร์จะส่งผลกระทบต่อการเติบโตของธุรกิจ

ศิระ อินทรกำธรชัย ประธานกรรมการบริหาร และหุ้นส่วน บริษัท พีดับบลิวซี ประเทศไทย กล่าวว่า การถูกโจมตีทางไซเบอร์ (Cyber attack) ถือเป็นภัยคุกคามของการดำเนินธุรกิจในสายตาของนักลงทุนทั่วโลกในขณะนี้ 

โดย 41% ของนักลงทุนและนักวิเคราะห์เห็นตรงกันว่า เป็นภัยคุกคามอันดับที่ 1 ของภาคธุรกิจ โดยปรับตัวขึ้นจากอันดับที่ 5 ในปี 2560 และใกล้เคียงกับมุมมองของซีอีโอทั่วโลก หรือกว่า 40% ที่มองว่า ภัยไซเบอร์เป็นภัยคุกคามอยู่ในลำดับที่ 3รองจากกฎระเบียบที่เข้มงวดมากเกินไป และปัญหาการก่อการร้าย ตามลำดับ

ด้วยเหตุนี้ นักลงทุนถึง 64% จึงเชื่อว่า ผู้นำธุรกิจต้องหันมาให้ความสำคัญกับการลงทุนเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากภัยไซเบอร์เป็นภารกิจอันดับต้นๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค

อย่างไรก็ดี นอกเหนือจากภัยไซเบอร์แล้ว นักลงทุนยังได้แสดงความกังวลต่อปัจจัยอื่นๆ ได้แก่ ความไม่แน่นอนทางภูมิศาสตร์การเมือง 39% เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว 37% ประชานิยม 33% และการคุ้มครองทางการค้า 32%

ศิระบอกว่า โดยภาพรวมปัจจัยที่นักลงทุนไทยส่วนใหญ่กังวลว่าจะกระทบการดำเนินธุรกิจ ไม่แตกต่างกับนักลงทุนทั่วโลกมากนัก โดยความไม่แน่นอนทางการเมือง เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และภัยไซเบอร์ เป็นความกังวลหลักที่นักลงทุนมองว่า จะกระทบการเติบโตของธุรกิจในระยะข้างหน้าหากไม่เร่งปรับตัว

ดังนั้น ภาคธุรกิจไทยจำเป็นจะต้องตื่นตัวในเรื่องของการกำกับดูแลความเสี่ยง และกำหนดกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจอย่างรัดกุมและรอบคอบ พร้อมทั้งศึกษา และลงทุนด้านเทคโนโลยีที่จำเป็น เพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับองค์กรของตน ควบคู่ไปกับการมีมาตรการป้องกันภัยทางไซเบอร์ที่เข้มแข็ง

เชื่อมั่นเศรษฐกิจมากขึ้น

ฮิลลารี อีสต์แมน หัวหน้าสายงานบริหารความสัมพันธ์นักลงทุน ประจำ พีดับบลิวซี โกลบอล เสริมว่า นักลงทุนและซีอีโอมีมุมมองที่แตกต่างกันไป พิจารณาไปตามปัจจัยภายในและภายนอก ประกอบกับประสบการณ์ที่ธุรกิจต้องพบเจอในแต่ละวัน เช่น ขณะที่การเฟ้นหาพนักงานที่มีทักษะตรงกับความต้องการขององค์กรถือเป็นความท้าทายของผู้บริหารในอันดับต้นๆ แต่มุมของนักลงทุนจะสนใจแนวโน้มของสังคมโดยรวมที่มีผลกระทบต่อตัวธุรกิจมากกว่า

ผลสำรวจยังพบว่า ทั้งนักลงทุนและซีอีโอทั่วโลกมีความเชื่อมั่นต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปีนี้มากกว่าปีที่ผ่านมา โดย 54% ของนักลงทุนที่ทำการสำรวจ เชื่อว่า ทิศทางเศรษฐกิจโลกจะมีการปรับตัวดีขึ้นกว่าปีก่อน ขณะที่ 57% ของซีอีโอแสดงความเชื่อมั่นเช่นกัน 

อย่างไรก็ดี นักลงทุนมีมุมมองเชิงลบต่อแนวโน้มการเติบโตของรายได้ของธุรกิจทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เมื่อเปรียบเทียบกับซีอีโอทั่วโลก โดยมีนักลงทุนน้อยกว่า 1 ใน 4 หรือ 23% เท่านั้น ที่เชื่อมั่นมากว่า รายได้ของธุรกิจที่ตนลงทุนจะเติบโตในอีก 12 เดือนข้างหน้า เทียบกับความเชื่อมั่นของซีอีโอทั่วโลกที่ 42%

นอกจากนี้ ยังมีนักลงทุนเพียง 1 ใน 5 เท่านั้น หรือ 20% ที่เชื่อมั่นว่า รายได้ของธุรกิจที่ตนลงทุนจะเติบโตในอีก 3 ปีข้างหน้า เปรียบเทียบกับซีอีโอทั่วโลกที่ 45%

ลงทุนซิเคียวริตี้ลดเสี่ยง

นักลงทุนยังมองว่า กระแสของการเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ จะส่งผลกระทบต่อการลงทุนและการเติบโตของธุรกิจในอีก 5 ปีข้างหน้ามากกว่าซีอีโอ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงในเทคโนโลยีการผลิตและบริการจากการเข้ามาของปัญญาประดิษฐ์ หุ่นยนต์ และ บล็อกเชน สัดส่วน 85% ของนักลงทุน เทียบกับ 64% ของซีอีโอทั่วโลก

พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป (81% ของนักลงทุน เทียบกับ 68% ของซีอีโอทั่วโลก) และการเปลี่ยนแปลงช่องทางการจัดจำหน่าย (76% ของนักลงทุน เทียบกับ 60% ของซีอีโอทั่วโลก) ขณะที่มากกว่า 1 ใน 4 หรือ 26% ยังเชื่อด้วยว่า การเข้ามาของเอไอจะส่งผลให้เกิดแผนการลดจำนวนพนักงานในวงกว้างกว่าปีก่อน

“นักลงทุนคาดว่า กระแสของการเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจมากกว่าซีอีโอ ซึ่งทั้งหมดส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนในระยะยาว ดังนั้น การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพระหว่างบริษัทและนักลงทุน จะเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ปัญหานี้ โดยหากผู้บริหารสามารถแสดงให้เห็นได้ชัดเจนว่า บริษัทมีการดำเนินการในการรับมือกับความท้าทายที่เข้ามา ก็จะสามารถเรียกความเชื่อมั่นและดึงดูดการลงทุนจากนักลงทุนในระยะยาวได้” อีสต์แมน กล่าว

นอกเหนือจากนี้ ช่องว่างของความกังวลเกี่ยวกับความไว้วางใจในการทำธุรกิจที่ลดลง (Declining trust in business) ระหว่างนักลงทุนกับผู้บริหารยังกว้างขึ้นอย่างมีนัย โดยนักลงทุนที่ถูกสำรวจมากกว่า 1 ใน 3 หรือ 36% แสดงความกังวลต่อความไว้วางใจในการทำธุรกิจที่ลดลงระหว่างลูกค้าและบริษัทเปรียบเทียบกับผู้นำธุรกิจที่ 18%

นักลงทุนส่วนใหญ่ หรือ 60% เชื่อว่า ธุรกิจต้องมีความโปร่งใสในเรื่องของผลตอบแทนและสิทธิประโยชน์ เพื่อให้ได้มาซึ่งความไว้วางใจจากพนักงาน (เทียบกับ 51% ของซีอีโอ) ขณะที่ซีอีโอถึง 73% กลับรู้สึกว่า คุณค่าขององค์กร ถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด (เทียบกับ 56% ของนักลงทุน)

จากการสำรวจนี้ชี้ให้เห็นว่า นักลงทุนส่วนใหญ่มีความกังวลต่อความเสี่ยงที่มากับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีมากกว่าซีอีโอ นั่นแปลว่าการลงทุนด้านการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ การเพิ่มทักษะด้านดิจิทัล และการฝึกอบรม จะเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้บริหาร หากต้องการเรียกความเชื่อมั่นในการดำเนินธุรกิจจากนักลงทุน

แชร์ข่าว :
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง