'น้องแบม' คาใจผลสอบสภาคณาจารย์บางประเด็น เหมือนปัดไปให้พ้นทาง

19 มีนาคม 2561
2,732

"น้องแบม" คาใจผลสอบสภาคณาจารย์บางประเด็น ผลที่ออกมาเหมือนเป็นการปัดไปให้พ้นทางมากกว่า ซึ่งต้องขอดูอีกครั้ง ขอนำข้อมูลที่ได้ไปวิเคราะห์ก่อนว่าจะมีการร้องเรียนเพิ่มเติมหรือไม่

เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2561 เวลา 14.30 น. ที่ห้องประชุมสภาคณาจารย์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ผศ.ดร.วิรัติ ปานศิลา ประธานสภาคณาจารย์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม แถลงข้อเท็จจริง กรณีผลการตรวจสอบอาจารย์หัวหน้าภาควิชา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ซึ่งเป็นอาจารย์ที่สั่งให้ นางสาวปณิดา ยศปัญญา หรือน้องแบม นิสิตชั้นปีที่ 4 มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กราบเจ้าหน้าที่ที่กระทำการทุจริต ที่ศูนย์พักพิงคนไร้ที่พึ่ง จ.ขอนแก่น และอาจารย์ทุบหลังน้องแบม โดยมีน้องแบมหรือนางสาวปณิดา ยศปัญญา เดินทางมาร่วมรับฟังการแถลงในครั้งนี้ด้วย

ผศ.ดร.วิรัติ ปานศิลา ประธานสภาคณาจารย์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวว่า ภายหลังจากที่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้ส่งหนังสือแจ้งผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีที่สภาคณาจารย์ ยื่นหนังสือต่อทางมหาวิทยาลัย ให้มีการสอบสวนอาจารย์ที่เกี่ยวข้อง ใน 6 ประเด็น สำหรับเรื่องที่เกิดขึ้นนั้น ปรากฏว่า ผลการสอบข้อเท็จจริง เป็นข้อเท็จจริงตามที่ทางสภาคณาจารย์ยื่นข้อเรียกร้องไป คือ 1. อาจารย์ของหลักสูตรได้มีการร่วมกันปกปิดการปลอมแปลงเอกสารเบิกเงินซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายหรือไม่คือ ผลการสอบข้อเท็จจริงคือ ไม่พบว่ามีการปกปิดการปลอมแปลงเอกสารเบิกเงิน ตามที่ได้ยื่นหนังสือมา

ข้อ 2. เหตุใดอาจารย์จึงไม่ให้นิสิตดำเนินการแจ้งความเพื่อเป็นการป้องกันนิสิต ซึ่งจะเป็นผลดีต่อนิสิตในภายหลังหากว่ามีการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด แต่กลับนำนิสิตไปไกล่เกลี่ย และมีการบังคับข่มขืนใจให้นิสิตก้มกราบผู้กระทำผิดหรือไม่ ข้อเท็จจริง คือ ไม่ปรากฏว่ามีอาจารย์ห้ามไม่ให้นิสิตแจ้งความ และไม่ปรากฏว่าได้มีการขอร้องให้นิสิตพาไปแจ้งความ แต่กลับนำนิสิตไปไกลเกลี่ย และก้มกราบ ซึ่งเป็นการกราบจริง แต่ไม่ได้สั่งให้กราบเท้า ซึ่งมีการไกล่เกลี่ยกันทั้งหมด 4 คน กราบในส่วนต่าง ๆ เช่น กราบตัก มีเพียงน้องแบมคนเดียวที่กราบเท้า มีนิสิต 2 คนร้องไห้ แต่ไม่ทราบเหตุผล

ข้อ 3. มีการใช้มือฟาดนิสิตหรือไม่ และหากมี อาจารย์คนดังกล่าวทำผิดจรรยาบรรณหรือไม่ ข้อเท็จจริง คือ มีการฟาดจริง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างตั้งคณะกรรมการสอบสวนอาจารย์ว่าด้วยเรื่องจรรยาบรรณ โดยมีตนเป็น 1 ในคณะกรรมการทั้งสิ้น 5 คน แบ่งเป็น รองอธิการบดี 1 คน กรรมการ 2 คน กรรมการและเลขานุการ 1 คน และผู้ช่วยเลขานุการ 1 คน ร่วมสอบข้อเท็จจริงด้วย คาดว่าจะทราบผลภายใน 30 วัน หรืออย่างช้าที่สุดไม่เกิน 60 วัน

ข้อ 4 การเรียกนิสิตมาสอบสวนและกระบวนการสอบสวนโดยคณะ ใช้อำนาจถูกต้องหรือไม่ ให้ความเป็นธรรมกับนิสิตหรือไม่ และมีการละเมิดสิทธิของนิสิตหรือคุกคามนิสิตหรือไม่ ข้อเท็จจริง สรุปว่าไม่ได้เป็นการละเมิดสิทธิของนิสิต เนื่องจาก ป.ป.ท. และมหาวิทยาลัย ต้องการข้อมูลจากนิสิต และได้มีการบันทึกเสียง เพื่อส่งให้กับทางมหาวิทยาลัย โดยได้มีการแจ้งให้นิสิตงดนำเครื่องมือสื่อสารเข้าไประหว่างทำการสอบสวน

ข้อ 5 เหตุใดต้องมีการห้ามแชร์ข่าว และการห้ามนิสิตแชร์ข่าว แต่ให้นิสิตบางกลุ่มโพสต์ข้อความในเชิงโจมตีนิสิต เป็นการละเมิดสิทธิของนิสิตหรือไม่ และเป็นการปฏิบัติ 2 มาตรฐานหรือไม่ ข้อเท็จจริง คือ มีการประชุมของภาควิชา โดยมีการขอความร่วมมือไม่ให้แชร์ข่าวสาร และทาง ป.ป.ท.ได้ขอความร่วมมือ ในการงดให้รายละเอียด ข้อมูล ข่าวสาร ต่อเจ้าหน้าที่ศูนย์คนไร้ที่พึ่ง ซึ่งไม่ได้ห้ามแต่เป็นการข้อความร่วมมือ ซึ่งอาจเป็นการเข้าใจผิดของแต่ละคนและข้อ 6 ให้มีกลไกในการคุ้มครองนิสิต เนื่องจากกำลังศึกษาชั้นปีที่ 4 ขณะที่อาจารย์คู่กรณีเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาการทำพัฒนานิพนธ์ ประธานและกรรมการหลักสูตร และเป็นหัวหน้าภาควิชา ที่มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาผลการเรียน อีกทั้งป้องกันไม่ให้อาจารย์ใช้อำนาจหน้าที่ละเมิดสิทธินิสิต ข้อเท็จจริง คือ นิสิตเรียนอยู่ชั้นปีที่ 4 ซึ่งภายหลังจากเกิดปัญหา ก็ได้ให้นิสิตเปลี่ยนพื้นที่การทำวิจัย จากเดิมที่ จ.ขอนแก่น เป็นพื้นที่อื่น ซึ่งทางอาจารย์รับปากในเรื่องของการดูแลพัฒนานิพนธ์ของนิสิต ซึ่งการตัดเกรดก็ทำให้รูปแบบของคณะกรรมการตามระเบียบของคณะ

ทั้งนี้ในการสอบเท็จจริง ไม่ได้บอกว่าใครถูกใครผิด ผลการสอบจะบอกเพียงว่าเหตุการณ์ เกิดขึ้นจริงหรือไม่ ซึ่งต่อจากนี้คงเป็นเรื่องการสอบจรรยาบรรณ ของอาจารย์ ว่าจะเป็นอย่างไร ก็ขอให้ติดตามกัน หากทราบผลเป็นที่แน่นอนแล้วก็จะแจ้งให้ทราบอีกครั้งหนึ่ง

ด้าน นางสาวปณิดา ยศปัญญา หรือน้องแบม นิสิตชั้นปีที่ 4 สาขาการพัฒนาขุมชน คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวว่า หลังจากได้รับทราบผลการสอบเท็จจริงในวันนี้ ส่วนตัวยังค้างคาใจในหลายประเด็น เพราะบางประเด็นผลที่ออกมาเหมือนเป็นการปัดไปให้พ้นทางมากกว่า ซึ่งต้องขอดูอีกครั้ง ขอนำข้อมูลที่ได้ไปวิเคราะห์ก่อนว่าจะมีการร้องเรียนเพิ่มเติมหรือไม่

ประเด็นที่ยังคาใจ คือ เรื่องนิสิตไม่ได้ร้องขอในเรื่องการแจ้งความ ซึ่งเราเคยบอกไปแล้ว หลักฐานชุดเดียวกันกับที่ส่งหลักฐานให้กับทาง ป.ป.ท. มีอาจารย์ 2 ท่าน ที่ไม่ใช่ อ.ที่ปรึกษา และ อ.หัวหน้าภาค บอกให้ไปแจ้งความ ซึ่งหากหัวหน้าภาครับฟังลูกน้อง ก็ต้องมีการตัดสินใจดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ใช่มาไกล่เกลี่ย เพราะว่าการทุจริต มันเป็นสิ่งร้ายแรงที่เราไม่ควรมองข้ามไป

อีกประเด็น คือ เรื่องการเปิดเผยสถานที่ฝึกงาน คือเราไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเปิดเผย เพราะว่าเราเป็นคนร้องเรียน เป็นคนเปิดโปงการทุจริต แล้วสิ่งที่ควรปกปิดคือสถานที่ทำวิจัย แต่ทางอาจารย์กลับเปิดเผยสถานที่ทำวิจัยกับสื่อ ให้สื่อไปประกาศออกไปทั่วประเทศ หากสมมุติว่าทาง ป.ป.ท. ได้ตรวจสอบการทุจริตในพื้นที่ตนเองทำวิจัย และพบว่าพื้นที่นั้นมีการกระทำทุจริตจริง ความปลอดภัยของตนเองนั้นอยู่ตรงไหน

ตอนนี้มีทั้งตำรวจ และทหาร มาดูแลอย่างใกล้ชิด แต่หลังจากนี้ต่อไป เมื่อตำรวจ ทหาร ไม่อยู่แล้ว เรื่องเงียบลงไปแล้ว ก็มีความกังวลอยู่บ้าง ในเรื่องของความปลอดภัย หรือการคุกคามในรูปแบบต่าง ๆ แต่ชีวิตคนเราก็ต้องดำเนินต่อไป แต่ต้องระวังตัวมากขึ้น ซึ่งตอนนี้ได้กำลังใจจากการลงพื้นที่ทำวิจัย มีคนที่จำได้ก็มาให้กำลังใจ บอกให้เราทำดีต่อไป

แชร์ข่าว :
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง