ตามรอยฟาร์มออร์แกนิค 300  ปี

22 กุมภาพันธ์ 2561 | โดย ประกายดาว แบ่งสันเทียะ
20,246

เปิดวิถีเกษตรอินทรีย์ สไตล์เยอรมัน ฟาร์มออแกนิคครอบครัว “โลโบลด์” อายุเก่าแก่กว่า 100 ปีตามเอกสาร แต่มรดตกทอดยาวนานกว่า 300 ปี จากวันที่คนไม่รู้ว่าออร์แกนิค ถึงอย่างไร จนถึงวันที่ออร์แกนิค คืออาหารชั้นเลิศที่ตลาดต้องแย่งกันซื้อ

กว่าจะมาเป็นตลาดเกษตรอินทรีย์ (ออร์แกนิค) ที่ผู้บริโภคตื่นตัวและมีผู้ผลิตและผู้ซื้อมากขึ้น โดยที่มีตลาดเติบโตเกินตัวเลขสองหลักต่อเนื่องทุกปีในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา

เกษตรกรผู้คิดริเริ่มปลูกพืชพันธุ์และพัฒนาผลิตผลจากเกษตรอินทรีย์ ไม่ใช่เพียงต้องมีหัวใจเป็นนักอนุรักษ์ธรรมชาติ แต่ต้องเป็นผู้นำเทรนด์ความเปลี่ยนแปลง ปฏิวัติตลาด สู้อดทน พิสูจน์ว่าเกษตรอินทรีย์ เป็นตลาดสินค้าแห่งอนาคต ให้คุณค่า และกำลังทำรายได้ เป็นสินค้าที่ผู้บริโภคถามหา

และมองเห็นอนาคตที่เกษตรอินทรีย์จะมาแทนที่สารเคมี ต้องต้องยอมเจ็บตัวทางการตลาด ล้มลุกคลุกคลานมาก่อน ไม่ใช้เคมี เร่งผลิตตามที่ตลาดปัจจุบันต้องการ

เกษตรอินทรีย์ในยุโรปเริ่มต้นบูมเมื่อ 30 ปีที่แล้วว่านานแล้ว แต่สำหรับเกษตรกร แห่งเมืองนูเรมเบิร์ก ประเทศเยอรมนี หนึ่งในเมืองเก่าแก่ใจกลางประเทศ ที่ปัจจุบันกลายเป็นศูนย์แสดงสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่มีชื่อเสียงระดับโลกมากกว่า 27 ปี เริ่มต้นจากคนยังไม่รู้จักจนกลายเป็นงานแสดงที่รวมพลคนด้านสินค้าออแกนิคที่ได้รับรองมาตรฐานระดับโลกเข้ามาจัดงาน

ทว่า ลึกลงไปคือฐานกำลังการผลิตของเกษตรกรในเมืองนูเรมเบิร์ก ที่หน่วยงานด้านการเตรียมงานแสดงสินค้าเกษตรอินทรีย์จากไทย จากกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ พาไปดูวิถีครอบครัวเกษตรอินทรีย์ที่อายุกว่า 300 ปี

ต้นตระกูลออแกนิก “โลโบลด์ “ กำเนิดขึ้นจากความเชื่อทวดของเขา(โยฮันเนส โลโบลด์)ทำเกษตรและส่งต่อมรดกของปศุสัตว์ ตั้งแต่ ไก่ หมู วัว แพะ และพืชผัก ใช้หลักทฤษฎีเกษตรผสมผสาน เช่นเดียวกันกับเมืองไทย ในพื้นที่เดียวกัน ต้องใช้ประโยชน์สูงสุด

โดยปู่ของ “โยฮันเนส โลโบลด์” เป็นเกษตรกรอายุ 57 ปี ทายาทรุ่นที่ 3 แห่งหมู่บ้านเกษตรอินทรีย์พื้นที่ 150 เฮกตาร์ เชื่อว่าออแกนิกคือโลกแห่งความเป็นจริงเกษตรกร ที่จะกลายเป็นเทรนด์ จึงมีใจรัก แน่วแน่ และศรัทธากับสิ่งที่เราเป็นผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงให้โลกได้ยั่งยืน

จนที่สุด ตลาดเติบขึ้นทุกปี และกลายเป็นเทรนด์ของคนยุคใหม่ที่หันมาใส่ใจสุขภาพ รักษ์โลก

ปัจจุบัน โยฮันเนสโลโบลด์ ทำงานเกษตรในฟาร์ม โดยมีผู้ช่วยทั้งภรรยา และลูกชายอายุวัย 35 ปี ช่วยกันดูแลพื้นที่เกษตรที่เริ่มต้นบริหารจัดการเอง ตั้งแต่ การปลูกพืชอาหารออแกนิคเองเพื่อเลี้ยงวัว หมู แกะ และอื่นในฟาร์ม

“เริ่มต้นรุ่นปู่ทดลองทำออแกนิค เพราะดีต่อคนเลี้ยง และสัตว์ รวมถึงคนบริโภค แต่ยุคแรกๆค่อนข้างลำบาก ทำให้ฟาร์มข้างๆ เลิกกิจการไปหมด แต่ปู่ก็ยังทำต่อมาจนขยายมาถึงรุ่นพ่อ และปัจจุบัน" โยฮันเนสสัตว์เลี้ยงเพื่อเป็นอาหารที่เติบโตในฟาร์มแห่งนี้ สัตว์จะอารมณ์ดีเป็นพิเศษเพราะมีพื้นที่เป็นห้องโล่งกว้างของแต่ละคอกตัวเอง ให้ออกจากกรงมาวิ่งเล่นได้ตามอัธยาศัย เมือเจ็บป่วยก็กินพืชสมุนไพรเป็นอาหาร โดยไม่ต้องพึ่งพายาปฏิชีวนะ

ที่สำคัญมีโรงงานแปรรูป และมีรถทรัคสำหรับขนเนื้อสัตว์ ไปแล่ขายในตลาดนัดทุกๆ สุดสัปดาห์ หากผลผลิตเหลือจากตลาดจึงนำมาแปรรูปเป็นไส้กรอก

ขณะเดียวกัน ยังส่งเนื้อสัตว์ออแกนิกเหล่านี้ไปยังถูกส่งไปร้านอาหารด้านออแกนิกในเมืองที่ความต้องการเพิ่มขึ้นทุกปี เฉลี่ยปีละ 20-25% รายได้หลักอีกทางหนึ่งมาจากการส่งนมออแกนิคไปยังโรงงานรับซื้อวันละ 500 ลิตร

จากยุคเริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน ราคาปศุสัตว์ออแกนิคเพิ่มขึ้นสูงมากเป็นเท่าตัว โดยเฉพาะไก่ หากเทียบราคาเนื้อไก่ทั่วไป ไก่ออแกนิกราคาสูงกว่า 300% จนทำให้เพื่อนๆ ของเขาเริ่มสนใจหันมาทำเกษตรอินทรีย์บ้าง เพราะตลาดตตอบรับ ราคาดี จึงความคุ้มค่ากับการลงทุนในปัจจุบัน

ตอนนี้ผลผลิตของฟาร์ม ไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด กำลังหาพื้นที่เพิ่มเติม ต้องทำงานวันละ 8 ชั่วโมงในวันธรรมดา และ6 ชั่วโมงในวันเสาร์อาทิตย์ ไม่มีวันหยุด และช่วงที่ฤดูผลิตบางครั้งต้องทำงานถึงวันละ 20 ชั่วโมง

คำบอกเล่าของโยฮันเนส ที่อยู่กับเกษตรของครอบครัวมาตั้งแต่จำความได้ เล่าอย่างอารมณ์ดีและไม่รู้สึกเบื่อ เขารักในเกษตรอินทรีย์ และปศุสัตว์ อินทรีย์ของครอบครัวที่ส่งต่อมาถึงเขา จึงทำให้เขาเลือกเรียนด้านเกษตร เพื่อมาต่อยอดธุรกิจครอบครัว

ยุคของโยฮันเนส ทายาทรุ่นที่ 2 จึงขยายพื้นที่เพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ และขยายชนิดพืชและสัตว์เลี้ยงเพิ่ม ทั้งที่ดินของตัวเองและที่ดินเช่าข้างๆ โดยพ่อของเขาขยับไปทำไปสนใจเลี้ยงผึ้งออแกนิค

แรงงานสำคัญที่พัฒนาฟาร์มจึงมี 3 คนพ่อ แม่ ลูก ที่เป็นนายจ้างและพนักงานดูแลกิจการทั้งหมด ในทุกกระบวนการ เพราะมีเทคโนโลยีมาช่วยบริหารจัดการ รวมถึงภาครัฐ

สิ่งที่สนใจสำหรับการส่งต่อมรดกด้านแกษตรอินทรีย์มาถึงรุ่น 3 นั่นที่เป็นจุดแข็งที่รักษาความเป็นฟาร์มอันเก่าแก่ ที่ต่อธุรกิจมาได้เพราะ ทายาทที่ปลูกฝัง มีวินัย และรับผิดชอบต่องานที่ทำด้วยความรัก และภาคภูมิใจที่ได้เป็นผู้สานต่อธุรกิจครอบครัว ซึ่งเป็นดีเอ็นเอ ของชาวเยอรมัน สามารถอยู่กับสิ่งเดิมๆซ้ำๆ และทำอย่างรู้จริงโดยไม่รู้สึกว่า เบื่อหน่าย เจ็บปวด แต่สามารถพัฒนาต่อยอดนวัตกรรมได้ในทุกๆ วัน

แต่ละวันที่ทำงานด้วยความสุข และสนุก บางวันเลี้ยงไก่ เป็ด วัว แพะ และหมู สลับหน้าที่หมุนเวียนหน้าที่กันไปในครอบครัว

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ครอบครัวออแกนิกโลโบลด์ ส่งต่อมรดกผืนดินเกษตรอันบริสุทธิ์แห่งนี้มาถึงรุ่นที่ 3 นั่นเพราะมีการทำงานเป็นทีม ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน และเป็นจังหวะที่เหมาะสมเมื่อตลาดตอบรับจึงได้ขายได้ราคาดี ทำให้เลี้ยงตัวเองได้ และที่สำคัญ ทายาทของครอบครัวมีความรักในอาชีพของครอบครัว

องค์ความรู้ที่ครอบครัวโลโบลด์ สั่งสม โดยมีโยฮันเสน เป็นผู้สืบทอด และต่อยอดพัฒนานวัตกรรมการเลี้ยง การแปรรูป ทำให้เขาปรมาจารย์ ถูกเชิญไปเป็นอาจารย์ด้านผลิตผลทางการเกษตรไปสอนเด็กในสถาบันต่างๆ ให้กับแหล่งวิชาการด้านการเกษตรในเมืองแห่งนี้ รวมถึงฟาร์มแห่งนี้ก็เป็นแหล่งเรียนรู้ ดูงาน ของนักเรียน นักศึกษา และงานวิจัยด้านเกษตรออแกนิกมากมาย

ในช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมา ภาครัฐของเยอรมนีเริ่มส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ เพราะเป็นความมั่นคงทางอาหารและปลอดภัยต่อสุขภาพเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จึงสนับสนุนเงินทุนเพื่อลงทุนด้านเครื่องจักรและเทคโนโลยีที่จำเป็นให้กับครอบครัวโลโบลด์

สิ่งที่เกษตรอินทรีย์ในเยอรมันแตกต่างจากไทย เป็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนอยู่ในตัวเอง ชาวเยอรมัน มีศักยภาพทำเดี่ยวได้เอง ในทุกกระบวนการตั้งแต่ต้นน้ำ อาหารสัตว์ เลี้ยงสัตว์ แปรรูปจนถึงทำตลาดเอง

ขณะที่วิถีเกษตรกรไทย เน้นเพาะปลูกอย่างเดียว และรวมกลุ่มการผลิตและมีวิถีชีวิต และวัฒนธรรม สังคมแทรกซึมอยู่ในวิถีเกษตรกรไทย ที่เป็นทั้งจุดขายต่อยอดไปสู่ท่องเที่ยวได้ แต่ขาดศักยภาพในการรูปและการตลาด

ด้านฟาร์มเกษตรออแกนิกแห่งนี้ ทำเดี่ยวเพื่อป้อนตลาดภายในประเทศ ไม่ถึงขั้นส่งออก แต่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากลด้านออแกนิคหลากหลาย ตั้งแต่ภายในประเทศ แต่ยังไม่โดดเด่นทางด้านวัฒนธรรม และวิถีชีวิต ที่ยังขาดเสน่ห์ ยังไม่โดดเด่นถึงขั้นมาชมฟาร์ม เพื่อพักผ่อน เพราะเยอรมันไม่โดดเด่นด้านงานบริการ

นี่จึงเป็นโอกาสสำหรับเมืองไทย ที่ส่งออกมาตีตลาดยุโรป เพราะความต้องการตลาดยังสูงขึ้นต่อเนื่องมากกว่า 10% ทุกปี โดยใช้จุดแข็งรวมกลุ่มการผลิตจนได้รับมาตรฐานส่งออก ทีมีหมู่บ้านเกษตรอินทรีย์ไทยหลายรายได้รับมาตรฐานระดับส่งออก และนำไปสู่การขยายภาคการท่องเที่ยว

----------------------------

ครัวออร์แกนิคโลโบลด์

-ใจรักและภาคภูมิใจในครอบครัว

-รู้จริง ทำจริง และพัฒนาให้ดีขึ้นทุกวัน

-จัดการเองทุกกระบวนการผลิตต้นน้ำถึงปลายน้ำ

-นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยพัฒนา

 

 

แชร์ข่าว :
Tags: