เปิดวิชั่น “เอนก พนาอภิชน”  ซีอีโอ “อินทัชโฮลดิ้งส์”

11 กุมภาพันธ์ 2561 | โดย ดาริน โชสูงเนิน
18,430

แม้ไม่โดดเด่นเหมือนเช่นในอดีต แต่เป็นธุรกิจที่ไม่ตาย..! “เอนก พนาอภิชน” ผู้กุมบังเหียน “อินทัชโฮลดิ้งส์” เชื่อเช่นนั้น พร้อมเปลี่ยนความท้าทาย โลกเทคโนโลยีเป็นโอกาสเรียนรู้ พลิกธุรกิจรับมือโลกดิจิทัล

ลืมกระเป๋าสตางค์ไม่กลับไปเอา แต่ลืมโทรศัพท์มือถือต้องยูเทิร์นรถ..!!

วลีดังกล่าวบ่งชี้ว่าเทรนด์ของโลกยุคดิจิทัลกำลังมีบทบาทเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค สอดคล้องกับเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว...!!

เช่นเดียวกับธุรกิจโทรคมนาคมที่ถือว่าเป็น ธุรกิจค้างฟ้า” ยังไม่มีใครมาทดแทนได้ แม้อุตสาหกรรมอาจไม่เติบโตโดดเด่นเหมือนในอดีต 

หนึ่งในนั้น คือ บมจ.อินทัชโฮลดิ้งส์ หรือ INTUCH บริษัทลงทุน (Holding Company) ในธุรกิจโทรคมนาคมเบอร์ 1 ของไทย” ทั้ง บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ ADVANC ประกอบธุรกิจผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือแบรนด์ AIS และบมจ.ไทยคม หรือTHCOM ประกอบธุรกิจดาวเทียมและธุรกิจต่างประเทศ

โดย INTUCH  มีรายได้หลักจากทั้ง ADVANC และ THCOM ตามสัดส่วนการถือหุ้น โดยถือหุ้นใน ADVANC สัดส่วน 40.45% และถือหุ้นใน THCOM สัดส่วน 41.14 %  (ข้อมูลผู้ถือหุ้น ณ วันที่: 10 ส.ค.2560)

ตัวเลขการเติบโต 3 ปีย้อนหลัง (2558-2560) ของ ADVANC และ THCOM พบว่า ในส่วนของ ADVANC มีกำไรสุทธิปี 2560 อยู่ที่ 30,077.31 ล้านบาท ในปี 2559 อยู่ที่ 30,666.54 ล้านบาท  และปี 2558  อยู่ที่ 39,152.41 ล้านบาท ขณะที่ THCOM  ขาดทุนสุทธิ ปี 2560 อยู่ที่ 2,649.78 ล้านบาท ปี 2559 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 1,611.77 ล้านบาท และปี 2558 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 2,122.15 ล้านบาท 

ผลักดันการเติบโตของ INTUCH ในช่วง 3 ปีที่่ผ่านมา มีกำไรสุทธิในปี 2560 อยู่ที่ 10,673.18 ล้านบาท กำไรสุทธิในปี 2559 อยู่ที่ 16,397.61 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิในปี 2558 อยู่ที่ 16,077.79 ล้านบาท

ทว่า การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี หากอินทัชยังคงยึดติดอยู่กับการดำเนินธุรกิจรูปแบบเดิมๆ โอกาสการเติบโตยั่งยืนย่อมยากขึ้น จึงต้องเดินแผนรักษาฐานที่มั่นในธุรกิจเดิม TMT หรือ Technology, Media และ Telecommunication พร้อมไปกับรุกสู่ “ธุรกิจใหม่ (New Business) เอนก พนาอภิชนรักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหารบมจ.อินทัชโฮลดิ้งส์ หรือ INTUCH เผยก่อนจะร่ายยาวถึงแผนธุรกิจปีนี้ ให้ “กรุงเทพธุรกิจ Biz Week” ฟังในส่วนของธุรกิจใหม่ว่า  

ในปัจจุบันได้เข้าไปลงทุนในรูปแบบ ธุรกิจเงินร่วมลงทุน” (Venture Capital - VC) และการลงทุนในผู้ประกอบการใหม่ (Startup) ที่สนใจ ไม่ใช่เพียงการลงทุน แต่บริษัทยังจะช่วยผู้ประกอบการด้านการตลาดและสร้างเครือข่ายธุรกิจ โดยการผนึกกำลัง (Synergy) กับบริษัทต่างๆ ในเครือ ซึ่งดำเนินการมากว่า 5 ปีแล้ว

ส่วนในปีนี้กำลังศึกษาที่จะเข้าไปลงทุนเพิ่มในธุรกิจ Startup ซึ่งมีอยู่ในพอร์ตกว่า 10 ราย คาดว่าจะได้ข้อสรุปในปีนี้ราว 2-3 รายภายใต้เงินลงทุน 200 ล้านบาท แต่หากเป็นดีลที่ดีและเงินลงทุนเกินกว่าที่บริษัทกำหนดไว้ ก็ไม่มีปัญหาในการเพิ่มวงเงินลงทุน 

ขอเพียงธุรกิจดังกล่าวสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของบริษัทในเครือ 

เราลงทุน VC ถือเป็นการช่วยพัฒนาตลาด แต่ก็ต้องยอมรับว่า เมืองไทยตลาด VC ที่มีคุณภาพมีจำนวนน้อยราย ขณะที่นักลงทุนที่ต้องการมีจำนวนมาก ฉะนั้นต้องศึกษาและหาให้เจอ

สำหรับธุรกิจ VC ที่บริษัทเข้าไปร่วมแล้วประสบความสำเร็จ อาทิ บริษัท วงใน มีเดีย จำกัด (WONGNAI)” ผู้พัฒนาเว็บไซต์และแอพพลิเคชัน แนะนำร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยว ปัจจุบันมีคนติดตามจำนวนมาก ซึ่ง INTUCH ถือหุ้นสัดส่วน 10% โดยมีแผนจะนำ WONGNAI เข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) ภายใน 1-2 ปีจากนี้ ล่าสุด WONGNAI ยังเริ่มหาธุรกิจใหม่ๆเข้ามาเสริมรายได้อีกช่องทาง เช่น ธุรกิจความงาม ,สปา เป็นต้น 

ซีอีโออินทัช  ยังระบุถึงขาธุรกิจหลัก ด้านธุรกิจโทรคมนาคมสนับสนุนโครงข่ายโครงสร้างพื้นฐานว่า  ยังมุ่งมั่นดำเนินการ ไม่ว่าจะเป็นโครงข่ายโทรศัพท์มือถือ หรือดาวเทียม เพื่อช่วยบริการต่างๆ ของภาครัฐที่ต้องการ Bandwidth (ปริมาณการรับ และการส่งข้อมูลของอินเทอร์เน็ต) ที่สูงขึ้น จึงเชื่อมั่นว่าธุรกิจของกลุ่มอินทัช จะมีส่วนส่งเสริมและสนับสนุนอนาคตของสังคมไทย และมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนแผนงานของภาครัฐเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศได้ไม่น้อย

“การเติบโตของกลุ่มอินทัชพระเอกยังคงมาจากแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิสตามสัดส่วนการถือหุ้น คิดเป็นรายได้ของ ADVANC ที่เข้ามาใน INTUCH ราว 95% แม้ว่าในปัจจุบันธุรกิจของ ADVANC จะไม่เติบโตมากจากการแข่งขันที่รุนแรงแต่ธุรกิจยังเติบโตได้ ถือว่าเป็นความ“ท้าทาย”(challenge) ที่ต้องสร้างการเติบโต”

โดยเจ้าตัวระบุว่า แนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรมยังเป็นตัวเลขสองหลัก แต่ว่าในแง่ของรายได้ลดน้อยลง เพราะว่ามีอัตราค่าบริการถูกลง สะท้อนผ่านการใช้งานข้อมูล”(data) ของลูกค้าของ AIS ไตรมาส 3 ปี 2560 อยู่ที่ 5.9 GB เพิ่มขึ้น 64% เทียบกับปี 2559 อยู่ที่ 3.6GB ขณะที่ตัวเลขไตรมาส 4 น่าจะมากขึ้น หลังบริษัทมีการลงทุนโครงข่าย 4จี ครอบคลุมทั่วประเทศ

เราเชื่อว่าธุรกิจของ AIS ที่อยู่บนพฤติกรรมผู้บริโภคที่เป็นแบบนี้ บวกกับเทรนด์เทคโนโลยีใหม่ๆ การใช้ data ยังคงมีอยู่เรื่อยๆ แทบจะเป็นปัจจัย 4 ของชีวิตแทนปัจจัยเดิมๆ แล้ว

ดังนั้น จึงเป็นหนึ่งในเหตุผลที่กลุ่ม INTUCH ปรับโครงสร้างธุรกิจโดยการนำบมจ.ซีเอสล็อกซอินโฟหรือ CSL จากเดิมอยู่ภายใต้บมจ.ไทยคม ย้ายมาอยู่กับ ADVANC ล่าสุดกระบวนการอยู่ในขั้นตอนการทำเทนเดอร์ออฟเฟอร์ (การทำคำเสนอซื้อหุ้นต่อผู้ถือหุ้นทั่วไป)

โดย CSL มีจุดแข็งในแง่ที่มีการขายและบริการให้กับลูกค้าที่เป็นองค์กร ดังนั้นพนักงานของ CSLจะเชี่ยวชาญในเรื่องดังกล่าว ซึ่งต้องการให้ ADVANC เพิ่มรายได้ด้านคอบเปอร์เรตมากขึ้น ประกอบกับ ADVANC มีการลงทุนการลงทุนบริการฟิกซ์บรอดแบนด์หรือ อินเทอร์เน็ตเพื่อการใช้อยู่กับที่ รองรับพฤติกรรมการใช้งานตลอดเวลาทั้งนอกบ้านและในบ้านซึ่ง CSL ก็มีการลงทุนเหมือนกัน ซึ่งการที่ทั้งสองบริษัทมารวมกันน่าจะส่งผลดีมากกว่า 

แม้ปัจจุบันรายได้ voice(เสียง) ลดลง แต่จะมีรายได้จาก data เพิ่มขึ้น และรายได้จาก corporate เข้ามาเสริม แต่จะเป็นลักษณะค่อยเป็นค่อยไป เพราะว่าฐานลูกค้าเรายังเล็กอยู่

ขณะที่ ธุรกิจดาวเทียม ภายใต้ บมจ.ไทยคม หรือ THCOM เขาบอกว่า ประกาศตัวเลขปี 2560 ขาดทุนสุทธิ 2,650 ล้านบาท จากกำไรสุทธิปีก่อน 1,610 ล้านบาท รับแรงกดดันจาก การด้อยค่าสินทรัพย์ดาวเทียมภายใต้สัมปทาน มูลค่า 3.2 พันล้านบาท หลังมีการปรับตัวลดลงของราคาตลาด การให้บริการดาวเทียมจากการแข่งขันรุนแรง รวมถึงการยกเลิกสัญญาของลูกค้ารายใหญ่ทั้งในและต่างประเทศ การด้อยค่าความนิยมของบริษัทย่อย OAS” (ผู้ให้บริการดาวเทียมภาคพื้นดิน หรือ VSAT ประเทศออสเตรเลีย)กว่า 113 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้ส่งผลกระทบต่ออินทัชมากนัก เพราะว่า THCOM ส่งกำไรเข้ามาคิดเป็น แค่2%”ของกำไรทั้งหมด โดยส่วนกำไรหลักๆ มาจาก ADVANC

นอกจากนี้ แม้ THCOM มีแต่ข่าวลบ แต่ในธุรกิจยังมีสตอรี่ที่น่าสนใจ นั่นคือ ธุรกิจมือถือในประเทศลาว ภายใต้บริษัท แอลทีซี เทเลคอม (LTC)  ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีส่วนแบ่งตลาด” (Market share) อันดับ 1 ในประเทศลาว ประกอบกับ ธุรกิจมือถือในลาวค่าบริการยังถือว่าแพงหากเทียบกับเมืองไทย 

ถือเป็นสินทรัพย์ภายใต้ THCOM ที่มีมูลค่า” เอนก แจงและว่า ปัจจุบัน THCOM ถือหุ้นสัดส่วน 49% และรัฐบาลลาวถือหุ้น 51% และอยู่กำลังศึกษานำ LTC เข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ลาว กระบวนการล่าสุดอยู่ระหว่าง การจ้างที่ปรึกษาทางการเงิน” (FA) คาดว่าอีกไม่นานน่าจะเข้าระดมทุนได้

เราต้องยอมรับว่าธุรกิจดาวเทียมเป็นธุรกิจที่อ่อนไหวมาก เพราะมีส่วนเกี่ยวข้องกับภาครัฐ แต่ภายใต้ความไม่แน่นอน บริษัทยังมีธุรกิจมือถือเข้ามาช่วยในภาวะที่ธุรกิจขาดทุนเช่นนี้

สำหรับ ทิศทางของกลุ่มอินทัชในปีนี้ หาก ADVANC เติบโตเราก็โตไปด้วย โดยเป้าหมายปีนี้มากกว่าปี 2560 เนื่องจากประเมินว่าเศรษฐกิจจะขยายตัว แต่หากไปดูกำลังซื้อภาคประชาชนยังน่าเป็นห่วง แต่ก็ยอมรับว่าเมื่อมือถือเป็นปัจจัย 4 แม้จะมีความทุกข์ ความสุขประชาชนก็ยังส่งสติ๊กเกอร์ไลน์กันตลอด แม้จะไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงแบบหวือหวา แต่ก็มีอัตราการใช้ตลอด

อย่างไรก็ตาม การทำธุรกิจในอนาคต ถือเป็นความท้าท้าย” เพราะต้องเป็นการลงทุนใน คน จากการที่ธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ดังนั้นองค์กรต้องผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างคนรุ่นเก่ากับรุ่นใหม่  จากความต้องการที่แตกต่างกัน โดยคนรุ่นเก่าต้องการความมั่นคงขององค์กร สวัสดิการที่ดี ขณะที่คนรุ่นใหม่พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ตลอดเวลา หากงานนั้นมีความท้าท้าย และตอบโจทย์ความต้องการ ฉะนั้น จึงเป็นสิ่งที่กลุ่มอินทัชเริ่มปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป และความแตกต่างระหว่างคนรุ่นใหม่และรุ่นเก่า 

บนความเชื่อที่เขาย้ำว่าว่า.. ธุรกิจเทเลคอมยังไม่มีอะไรมาทดแทนได้ ไม่เหมือนธุรกิจอื่นที่กำลังถูกปั่นป่วน (Disrupt) เช่น ธุรกิจน้ำมันที่ยังมีไฟฟ้าเข้ามาเป็นสิ่งทดแทน 

---------------

กว่าจะเป็น ซีอีโอ อินทัช

 หลัง ฟิลิป เชียง ชองแทน แจ้งความประสงค์จะขอลาออกจากตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารกับคณะกรรมการบริษัทในการประชุมคณะกรรมการบริษัทเมื่อวันที่ 25 พ.ค.2560 โดยให้เหตุผลถึงปัญหาด้านสุขภาพ จำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัด และต้องใช้เวลาในการรักษาและพักฟื้นเป็นเวลานาน ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ก่อนจะแต่งตั้งให้ เอนก พนาอภิชน” ที่ในขณะนั้นนั่งเก้าอี้รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานการเงินและบัญชี ขึ้นมารักษาการดำรงตำแหน่งรักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหารแทน เมื่อวันที่ 1 ก.ค.2560 เป็นต้นไป ปัจจุบนนั่งเก้าอี้ซีอีโอ มาได้ 6 เดือน 

เพื่อรอกระบวนการสรรหา CEO คนใหม่

ทว่า “เอนก” ไม่ใช่ใครที่ไหน เขาคือลูกหม้อที่ทำงานอยู่กับบริษัทในเครือมาร่วม 20 ปี ตั้งแต่ธุรกิจ สมุดหน้าเหลืองภายใต้บริษัท บมจ.ซีเอสล็อกซอินโฟ หรือ CSL ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของอินทัช ก่อนจะย้ายมาทำงานในอินทัชดูแลในส่วนไฟแนนซ์นานกว่า 10 ปี แต่ระหว่างทางมีการโยกย้ายไปนั่งใน บมจ.ไทยคม ในงานด้านการเงินเป็นส่วนใหญ่

การมีประสบการณ์ดูแลด้านการเงินของกลุ่มอินทัช ถือว่าสอดคล้องกับธุรกิจของอินทัชที่เป็น Holding Company ที่เข้าไปลงทุนในบริษัทอื่นๆ ฉะนั้น เรื่องไฟแนนซ์จึงถือว่าเป็นสิ่งสำคัญ

------------

โบรกชี้แนวโน้มผลประกอบการดี

บล.เคจีไอ ระบุว่า คาดการณ์ผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 2560 ของ INTUCH เติบโตสอดคล้องไปกับการโตของ ADVANC โดยคาดว่า กำไรสุทธิงวดไตรมาส 4/60 อยู่ที่ 2,900 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน แต่ลดลง 1% เทียบกับไตรมาส 3 ที่ผ่านมา

แม้ว่าในผลประกอบการไตรมาส 4/60 ของ บมจ.ไทยคมหรือ THCOMลดลงกว่า 44% จากไตรมาสก่อน ตามการใช้บริการดาวเทียมไอพีสตาร์ (ไทยคม 4) ที่ลดลง แต่อย่างไรก็ตามประเมินว่ากำไรในงวดไตรมาส 4 ของ INTUCH จะทรงตัวจากไตรมาสก่อนเนื่องจากยังมีส่วนแบ่งผลกำไรบมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ ADVANC อยู่ที่ 3,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน และเพิ่มขึ้น 1% เทียบกับไตรมาสก่อน ฉะนั้น การเติบโตของ ADVANC ช่วยพยุงกำไรงวดไตรมาส 4/60

สำหรับปี 2561 จะได้แรงหนุนจากการที่ THCOM บันทึกกำไรจากการขาย บมจ. ซีเอสล็อกซ์อินโฟหรือ CSLและเชื่อว่าส่วนแบ่งกำไรจาก ADVANC จะสูงขึ้น ในขณะเดียวกันผลการดำเนินงานปกติ THCOM มีแนวโน้มที่จะพลิกเป็นขาดทุน หลังยุติการให้บริการดาวเทียมไอพีสตาร์แก่ลูกค้ารายใหญ่ในออสเตรเลีย และการใช้งานที่ลดลงในประเทศไทย

ดังนั้น ประเมินผลการดำเนินงานปีนี้ของ INTUCH จะเพิ่มขึ้นเพียง 5%เทียบกับปีก่อน มาเป็น1.24 หมื่นล้านบาท อย่างไรก็ตามเชื่อว่าบริษัทจะมีการบันทึกกำไรจากการขายสินทรัพย์เข้ามาราว1.6พันล้านบาท จากการที่ THCOM เตรียมขาย CSLออกไปให้ ADVANC ในช่วงต้นปีนี้ จึงประเมินว่าปีนี้INTUCH จะมีกำไรสุทธิที่ 1.4 หมื่นล้านบาท เติบโต 15% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน 

จากนโยบายการจ่ายปันผลของ INTUCH ที่จ่ายปันผลทั้งหมดที่ได้รับมาจากบริษัทในเครือต่อไปให้กับผู้ถือหุ้นทั้งหมด ทำให้คาดว่า INTUCH จะจ่ายปันผลปี2561 อยู่ที่ 3.03 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ 5.2% รวมทั้งกระบวนการขายหุ้น CSLของ THCOM จะเสร็จสิ้นในช่วงไตรมาส 1/61 และน่าจะมีการจ่ายปันผลพิเศษออกมาราว1.1-1.2 บาทต่อหุ้น ดังนั้น INTUCH ซึ่งถือหุ้น THCOM 41.14% น่าจะมีการจ่ายปันผลเพิ่มจากที่คาดได้อีก0.15-0.17 บาท คิดเป็นผลตอบแทนส่วนเพิ่ม 0.3%

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีความเสี่ยงขาลงต่อประมาณการกำไรปี60-61 ของ THCOM แต่ก็มีผลกระทบต่อราคาเหมาะสมของ INTUCH น้อย โดยประเมินว่าราคาเหมาะสมที่ลดลงทุกๆ 1 บาท ของ THCOM จะส่งผลให้ราคาเหมาะสมของ INTUCH ลดลงเพียง0.12 บาท ดังนั้น ยังคงคำแนะนำซื้อเนื่องจาก ราคาในตลาดยังมี upside จากราคาเป้าหมายปีนี้อีก 25%คาดอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลงวดครึ่งปีหลังจะจูงใจที่ 2.3 และเพิ่มเป็น5%-5.5% ในปีนี้

 

 

 

 

 

แชร์ข่าว :
Tags: