ฮาบิแททบุกซีบีดีกรุงเทพฯชู'คอนโดหรู’เจาะนักลงทุน

26 มกราคม 2561
13,097

ฮาบิแทท กรุ๊ป เดินหน้าลงทุนคอนโด ไฮเอนด์ วางกลยุทธ์เจาะกลุ่มนักลงทุน-ต่างชาติ ปีนี้เตรียมเปิดตัว5โครงการมูลค่า 4 พันล้าน ประเดิมบุกโซนซีบีดี กรุงเทพฯ ยึดทำเลซอยร่วมฤดี-สุขุมวิท-ทองหล่อ วางยอดขาย 3 พันล้าน รุกโรดโชว์ต่างประเทศเพิ่มลูกค้าต่างชาติ

นายชนินทร์ วานิชวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮาบิแทท กรุ๊ป จำกัด ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์พรีเมียมเพื่อการลงทุน เปิดเผยว่า แนวทางการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของบริษัทตั้งแต่ปี 2555 มองโอกาสตลาดด้านการพัฒนาคอนโดมิเนียมกลุ่มลักชัวรีเพื่อการลงทุน จึงเริ่มพัฒนาโครงการที่เมืองท่องเที่ยวหลัก “พัทยา” ต่อเนื่องในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

ปัจจุบันมีคอนโด ที่พัทยา 6 โครงการ ได้แก่ เดอะวิลล์ จอมเทียน โครงการครอสทู ไวบ์ พัทยา ซีเฟียร์ โครงการเบสท์ เวสเทิร์น พรีเมียร์ เบย์เฟียร์ พัทยา ใน 3 โครงการดังกล่าว มียอดขาย100% โครงการครอสทู พัทยา โอเชียนเฟียร์ มียอดขาย 70-80% โครงการบลูเฟียร์ พัทยา แมเนจบายเบสท์ เวสเทิร์น พรีเมียร์ คอลเล็คชั่น มียอดขาย 70% และล่าสุด โครงการวินด์แฮม แอทลาส วงศ์อมาตย์ พัทยา มียอดขาย 50%

โดยทั้ง 6 โครงการมีมูลค่ารวมกว่า 3,700 ล้านบาท มียอดขายในปี 2560 กว่า 1,300 ล้านบาท และยอดรับรู้รายได้รวมทั้งสิ้นแล้วกว่า 700 ล้านบาท ปัจจุบันมีโครงการเดอะวิลล์ จอมเทียน และครอสทู ไวบ์ พัทยา ซีเฟียร์ ที่เปิดให้บริการแก่ลูกค้าและมีเอเยนต์ ดูแลการลงทุน และมอบผลตอบแทนจากการลงทุนให้แก่นักลงทุนในโครงการแล้ว

รุกซีบีดีกรุงเทพฯผุดคอนโดหรู

นายชนินทร์ กล่าวว่า ปีนี้บริษัทวางแผนพัฒนาที่อยู่อาศัย 5 โครงการ มูลค่า 4,000ล้านบาท โดยเป็นการขยายการลงทุนอสังหาฯ ในกรุงเทพฯ เป็นครั้งแรก ปีนี้เปิดตัว 4 โครงการ ในตลาดที่อยู่อาศัย ไฮเอนด์ โซนซีบีดี ประเดิมโครงการแรกเป็นโครงการที่อยู่อาศัยระดับอัลตร้า ลักชัวรี ภายใต้ชื่อ “เลอรอย” (LEROY Ruamrudee) ในซอยร่วมฤดี ซึ่งเป็นหนึ่งในทำเลที่มีราคาที่ดินแพงที่สุดในประเทศไทย รวมถึงยังเป็นทำเลที่มีราคาที่ดินปรับเพิ่มขึ้นมากที่สุด

โดยบริษัทได้ซื้อที่ดินขนาด 200 ตร.ว. ในซอยร่วมฤดี 2 พัฒนาเป็นบ้านพักอาศัยจำนวน 2 หลัง 8 ชั้น 6 ห้องนอน ขนาดพื้นที่ใช้สอยกว่า 2,160 ตร.ม. ราคาเริ่มต้นหลังละ 108 ล้านบาท มูลค่าโครงการรวม 250 ล้านบาท

นอกจากนี้ เตรียมพัฒนาโครงการคอนโด พรีเมียม รูปแบบโลว์ ไรส์ ในโซนสุขุมวิท อีก 3 โครงการ ภายใต้ชื่อโครงการ “วาลเด้น” (Walden) แต่ละโครงการจะมีจำนวนยูนิตไม่มาก หรือกว่า 100ยูนิต โครงการแรกที่ อโศก ระยะ500-600เมตร จากสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน มูลค่าโครงการ700ล้านบาท

ส่วนอีก 2 โครงการอยู่ในทำเลสุขุมวิท –ทองหล่อ หรือระหว่างซอย สุขุมวิท31และ สุขุมวิท39ใกล้กับย่านธุรกิจ ที่มีแนวรถไฟฟ้าวิ่งเกาะกลางตลอดความยาวของถนนตั้งแต่หัวถนน ทำให้เป็นย่านที่ดินราคาสูง โดยทั้ง 2 โครงการมีมูลค่าโครงการละ800-950ล้านบาท รวมมูลค่า3โครงการคอนโดหรูกว่า2,500 ล้านบาท

เปิดราคาไม่เกิน2แสนต่อตร.ม.

ปัจจุบันราคาคอนโด ในย่านสุขุมวิท เฉลี่ยอยู่ที่ 2.5-3แสนบาทขึ้นไป ต่อตร.ม. ด้วยราคาดังกล่าว ทำให้ผลตอบแทนการปรับราคาของอสังหาฯ และผลตอบแทนอัตราเช่าอยู่ที่3-4%

ขณะที่โครงการของบริษัทในโซนซีบีดี สุขุมวิท ที่เตรียมเปิดตัวในครึ่งปีแรกราคาเฉลี่ยจะอยู่ที่ 1.7-2แสนบาทต่อ ตร.ม. ซึ่งจะทำให้นักลงทุนได้รับผลตอบแทนลงทุนที่อัตรา5%

ทั้งนี้ โครงการอสังหาฯ ในกรุงเทพฯ จะมีโมเดลธุรกิจที่แตกต่างจากพัทยา โดยมีทั้งรูปแบบซื้อเพื่อลงทุนและซื้อเพื่อพักอาศัย แต่จะเน้นที่รูปแบบการลงทุนเป็นหลัก โดยบริษัทจะมีการบริหารจัดการการเช่าและอำนวยความสะดวกเรื่องการบำรุงรักษาห้องให้ผ่านบริษัท ฮาบิแทท ฮอสพิทอลลิตี้ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือที่มีทีมงานมืออาชีพและมีประสบการณ์ด้านการบริหารจัดการการเช่าเป็นผู้ดูแล

“กลยุทธ์การลงทุนในกรุงเทพฯ เน้นขยายโครงการขนาดเล็ก จำนวนยูนิตไม่มาก โดยชูทำเลซีบีดี ที่เหมาะกับการลงทุนและซื้ออยู่อาศัย เพื่อลดความเสี่ยงจากการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ ที่มีคู่แข่งขันจำนวนมากและเป็นกลุ่มทุนในตลาดฯ”

ปีนี้มีแผนลงทุนคอนโด ที่พัทยาเหนือ 1มูลค่า1,250ล้านบาท ในช่วงปลายปี2561 โดยยังยึดโมเดลการลงทุนแบบการันตีการเช่า โดยมีเชนโรงแรม ระดับโลก จากสหรัฐ เป็นผู้บริหารและจัดการการเช่า

ปี2563 เล็งเข้าตลาดฯ

นายชนินทร์ กล่าวว่าปี 2563 บริษัทวางแผนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อระดมทุนขยายธุรกิจอสังหาฯกลุ่มไฮเอนด์ ในกรุงเทพฯ มากขึ้น เนื่องจากเป็นทำเลที่มีการลงทุนสูง เห็นได้จากราคาที่ดินที่พัทยาไร่ละ 30-40 ล้านบาท ขณะที่ทำเลในกรุงเทพฯ ที่สามารถพัฒนาคอนโดไฮเอนด์ได้ อยู่ที่ไร่ละ 300-400 ล้านบาท หรือ ตร.ว.ละ 8 แสนบาทถึง 1 ล้านบาท

ทั้งนี้ มั่นใจตลาดอสังหาฯ ของไทยในปี 2561 จะยังคงเติบโตในทิศทางบวกมากขึ้น จากปัจจัยเสริมหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นทำเลยุทธศาสตร์ที่บริษัทเลือกลงทุนทั้งในพัทยา และโซนซีบีดี กรุงเทพฯ มีการเติบโตและมีดีมานด์สูงต่อเนื่อง รวมถึงนโยบายส่งเสริมการลงทุนของภาครัฐที่ยังคงดึงดูดความสนใจของนักลงทุนและผู้ประกอบการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโครงการขยายเส้นทางรถไฟฟ้า หรือโครงการส่งเสริมการลงทุนในเขตระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี)

รวมถึงการลงทุนในอสังหาฯ เพิ่มขึ้นของนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะสิงคโปร์ จีน ฮ่องกง และไต้หวัน ซึ่งเติบโตต่อเนื่อง ปีนี้บริษัทเตรียมโรดโชว์โครงการในประเทศดังกล่าว ตลอดจนเพิ่มสัดส่วนลูกค้าต่างชาติ จาก 10-15% เป็น 30%

 ทั้งนี้ ตั้งเป้ายอดขายปี 2561 อยู่ที่ 3,000 ล้านบาท และมีรายได้จากค่าเช่าเพิ่มขึ้น 20% ในอีก 3 ปีข้างหน้านี้ เพื่อสร้างผลตอบแทนให้แก่ผู้ชื้อตามที่ตั้งเป้าหมายไว้

 

แชร์ข่าว :
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง