ลงทุน & คลังสินค้า สตอรี่ใหม่ต่อไป THMUI

23 มกราคม 2561 | โดย ดาริน โชสูงเนิน
25,292

หุ้นต่ำกว่าราคาจอง แต่แผนธุรกิจโลดแล่น หลังเงินระดมทุนช่วยปลดล็อกข้อจำกัดที่เสียโอกาสปีละร้อยล้านบาท 'ทชากร ลีลาประชากุล' นายใหญ่ 'ไทยมุ้ย คอร์ปอเรชั่น' การันตีปีนี้รายได้โตไม่ต่ำกว่า 20%

โครงการลงทุนเครื่องทดสอบแรงดึงขนาด 400 ตัน และ สร้างคลังสินค้า อยู่ระหว่างการลงทุน คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2561 และ 2562 อาจเป็นต้นเหตุที่ทำให้ ราคาหุ้น ไทยมุ้ย คอร์ปอเรชั่น หรือTHMUI ของ 'กลุ่มลีลาประชากุล' ในฐานะหุ้นใหญ่ ยังไม่พ้นราคาจอง 2.55 บาท หลังจากวันแรกที่เข้าซื้อขายในตลาดหุ้นเมื่อวันที่ 23 พ.ย.2560 ราคาเคยขึ้นไป 'สูงสุด' ที่ 2.98 บาท ปัจจุบันซื้อขายเฉลี่ย 1.96 บาท

เมื่อยังไม่เห็นความสำเร็จของโครงการลงทุน ส่งผลให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่เคยมีต่อหุ้น THMUI ยังมีความลังเล  'ทชากร ลีลาประชากุล' ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ไทยมุ้ย คอร์ปอเรชั่น หรือ THMUI ประกอบธุรกิจจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ลวดสลิง สลิงผ้าใบ โซ่ อุปกรณ์ยกหิ้ว คงต้องเร่งมือเรียกศรัทธากลับคืนมา..!!

ผู้นำธุรกิจจัดจำหน่ายลวดสลิงคุณภาพสูง เป็นตัวแทนจำหน่ายลวดสลิงแบรนด์ระดับโลก กว่า 3,000 ราย อาทิ ไบรดอน (Bridon), คิสไวร์ (Kiswire), อูช่า (Usha) และครอสบี้ (Crosby) เและมีลูกค้าชั้นนำในกลุ่มอุตสาหกรรม ผู้ผลิตน้ำมันปิโตรเคมี , ท่าเรือ , โรงไฟฟ้า และอื่นๆ ซึ่ง 'จุดเด่น' ดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นเรตติ้งหุ้น THMUI ได้หรือไม่? 

'เงินระดมทุน' ครานี้...! เป็นเรือธงสู่ความสำเร็จของ 'ไทยมุ้ย คอร์ปอเรชั่น' ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ยืนยันกับ 'กรุงเทพธุรกิจ BizWeek'

นายใหญ่ ฉายภาพแผนธุรกิจในอนาคตให้ฟัง ว่า  วางเป้าหมายเป็น 'เบอร์ 1' ในด้านของลวดสลิงคุณภาพ พร้อมทั้งมองโอกาสในการเติบโตได้ในสินค้าเดิมและสินค้าใหม่ควบคู่กันไป โดยหลังจากได้เงินระดมทุนจำนวน 247.53 ล้านบาท เชื่อว่าองค์กรจะมีการเติบโตได้ไม่ยาก เพราะว่ามีศักยภาพในการโตแล้ว 

เราเชื่อว่าเงินระดมทุนครั้งนี้จะทำให้บริษัทสามารถขยายฐานลูกค้าได้เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มท่าเรือ และ กลุ่มโรงไฟฟ้า รวมทั้งจะช่วยลด 'ข้อจำกัดเรื่องเงินทุน' ทำให้สต็อกสินค้าได้มากขึ้นเพียงพอต่อความต้องการซื้อของลูกค้า โดยที่ผ่านมาบริษัทเสียโอกาสได้รายได้ปีละประมาณ 'หลักร้อยล้านบาท' เนื่องจากไม่มีสินค้าเพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า

'ที่ผ่านมาเรามีเงินทุนจำกัด ทำให้สต็อกสินค้าได้น้อย ทำให้มีลูกค้ามาสั่งซื้อของแต่เราไม่มีของให้ โดยที่ผ่านมาเสียโอกาสได้รายได้ แต่จากเราได้เงิน IPO เข้ามาทำให้เราสามารถเก็บสต็อกสินค้าได้มากขึ้น ทำให้เรามีรายได้จากการเสียโอกาสกลับมา'  

โดยบริษัทจะนำไป 'ลงทุนซื้อเครื่องทดสอบแรงดึงขนาด 400 ตัน' เพื่อรองรับงานของผลิตภัณฑ์ยกหิ้วขนาดใหญ่ มูลค่า 10 ล้านบาท คาดว่าจะแล้วเสร็จปี 2561 และก่อสร้าง 'คลังสินค้า' (โกดัง) มูลค่า 30 ล้านบาท เพื่อรองรับปริมาณสินค้าคงเหลือที่เพิ่มขึ้นตามลูกค้าที่เพิ่มขึ้น คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2562 ซึ่งสามารถเก็บสต็อกสินค้าได้มากขึ้น 

'การระดมทุนช่วยลดข้อจำกัดทางการเงินที่สามารถเพิ่มสต็อกสินค้าให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าได้ และทันท่วงที รวดเร็ว สินค้าคุณภาพปลอดภัย ซึ่งเป็นสิ่งที่ลูกค้าเลือก THMUI มาโดยตลอด'  

สอดคล้องกับแผนการลงทุนของภาครัฐ-เอกชน ที่มีโครงการลงทุนขนาดใหญ่ออกมาจำนวนมาก อาทิ โครงการรถไฟฟ้า และ โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) และพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 และเฟส 4 เป็นต้น ทำให้อุปสงค์ลวดสลิงและอุปกรณ์ยกหิ้วมีคุณภาพเพิ่มสูงขึ้นในทิศทางเดียวกันอีกด้วย

'ตั้งเป้าหมายรายได้ปี 2561 เติบโต 20% จากปีก่อนที่คาดว่าจะมีรายได้ราว 360-370 ล้านบาท รวมทั้งรักษากำไรขั้นต้นในระดับ 40%'  

นอกจากนี้ จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ขยายท่าเรือ ขยายสนามบิน มอเตอร์เวย์ รวมถึงพัฒนาโครงการ EEC ขณะที่ภาคเอกชนมีการลงทุนมากขึ้น เช่น กลุ่มโรงไฟฟ้า ที่ต้องใช้ลวงสลิง และบริษัทมีแผนขยายฐานลูกค้าใหม่เพิ่มในส่วนของท่าเรือ และ ขุดเจาะน้ำมัน จากที่มีการใช้ลวดสลิงเส้นใหญ่ รวมถึงบริษัทมีการให้บริการตรวจสอบสลิงมากขึ้นเพราะมีแนวโน้มการเติบโตที่ดี

สำหรับธุรกิจแบ่งออกเป็น 1.การขายสินค้า ประกอบด้วย 'ลวดสลิง' (Wire Rope) โดยลวดสลิงสามารถแบ่งออกเป็น  2 ประเภทหลักคือ ลวดสลิงเกลียวชั้นเดียวและลวดสลิงเกลียวหลายชั้นโดยคุณสมบัติของลวดสลิงจะแตกต่างกันออกไปตามวัตถุประสงค์การใช้งาน ขนาด โครงสร้าง ชนิดของแกน เกรดลวดสลิง ลักษณะผิวเส้นลวด การเรียงตัวของลวด และทิศทางเกลียว  'สลิงผ้าใบ' (Webbing Sling) เป็นใยสังเคราะห์ชนิดหนึ่ง ทนแรงดึงได้สูง และมีคุณสมบัติดีกว่าใยสังเคราะห์ประเภทอื่น  โดยสลิงผ้าใบสามารถแบ่งออกเป็นสองประเภท คือสลิงแบบแบนกับสลิงแบบกลม 'โซ่' (Chain) มีลักษณะเป็นห่วงนำมาร้อยกันต่อเป็นเส้นยาว ใช้ได้ทั้งงานยกหิ้วและมัดวัสดุที่ต้องการจะยกหิ้ว 

2.การให้บริการ ประกอบด้วย 'การให้บริการทดสอบความสามารถในการรับแรงดึงและบริการเปลี่ยนลวดสลิง' ซึ่งบริษัทมีบริการทดสอบความสามารถในการรับแรงดึงลวดสลิงตามความต้องการของลูกค้า โดยใช้เครื่องทดสอบและวิศวกรที่มีความเชี่ยวชาญ และออกใบรับรองคุณภาพให้กับลูกค้า รวมทั้งยังมีบริการเปลี่ยนลวดสลิงในกรณีที่ลวดสลิงของลูกค้าเกิดความเสียหายหรือหมดอายุการใช้งาน

'บริการตรวจสอบเครนและลวดสลิงด้วยสายตา' (Visual Inspection) โดยการบริการตรวจสอบในรูปแบบนี้เป็นการตรวจสอบสภาพความพร้อมการใช้งานเครน ว่ามีสภาพที่สมบูรณ์ พร้อมใช้งานและมีลักษณะการใช้งานที่ถูกต้อง 

'บริการตรวจสอบแบบใช้เครื่องมือแต่ไม่ทำลายชิ้นตัวอย่าง' (Non-Destructive Testing หรือ NDT) การบริการตรวจสอบแบบใช้เครื่องมือแต่ไม่ทำลายชิ้นตัวอย่างแบ่งเป็นการตรวจเครนแบ่งเป็น 3 วิธี ได้แก่ 1.การตรวจสอบด้วยสนามแม่เหล็ก 2.การตรวจสอบด้วยสารแทรกซึม 3.การตรวจสอบด้วยคลื่นความถี่สูง ในขณะที่การตรวจสอบลวดสลิงจะใช้วิธีการตรวจสอบด้วยเครื่องตรวจสอบสนามแม่เหล็กซึ่งการตรวจสอบแบบใช้เครื่องมือแต่ไม่ทำลายชิ้นตัวอย่างจะทำให้รู้สภาพการสึกกร่อนภายใน หรือการแตกหักเล็กน้อยที่ตาเปล่าไม่สามารถมองเห็นได้ 

และ 'บริการแนะนำการใช้งาน ซ่อมแซม และอบรม' บริการการแนะนำการใช้งานและซ่อมแซมลวดสลิง โดยทีมงานวิศวกรที่มีความเชี่ยวชาญและมีความรู้ความสามารถ รวมทั้งยังมีบริการอบรมให้ความรู้การใช้งานเครนเพื่อเพิ่มมาตรฐานความปลอดภัยในการทำงานให้กับลูกค้าอีกด้วย

เขา บอกว่า สำหรับ THMUI มี 'จุดแข็ง' ในเรื่องของความเชื่อมั่นที่ได้รับจากคู่ค้า และ พันธมิตร ทำให้ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นบริษัทชั้นนำของประเทศที่ไว้วางใจใช้บริการ และอยู่ในอุตสาหกรรมที่หลากหลาย ถือว่าสามารถลดความเสี่ยงในการพึ่งพิงลูกค้ารายใดเป็นพิเศษ โดยกลุ่มลูกค้าของบริษัท ได้แก่ โรงงานอุตสาหกรรมในกลุ่มวัสดุก่อสร้าง กลุ่มยานยนต์ กลุ่มเหล็ก เป็นต้น โดยมีสัดส่วนรายได้ 30.57%  กลุ่มน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ 17.24% กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง 9.47% และ กลุ่มท่าเรือ 6.58% ของรายได้จากการขายทั้งหมด

ประกอบกับ การบริหารจัดการสต็อกสินค้าโดยใช้ระบบไอทีที่ทันสมัย และความสามารถในการทำกำไร มีอัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ยที่ระดับ 40% ทำให้เชื่อมั่น

สะท้อนผ่าน ผลประกอบการงวด 9  เดือน ปี 2560 ที่บริษัทมี 'กำไรสุทธิ' จำนวน 24.69 ล้านบาท เทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน 5.19 ล้านบาท เติบโต 376% ส่วนกำไรขั้นต้นอยู่ที่ 120.82 ล้านบาท เทียบจากงวดเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 100.46 ล้านบาท และมีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 38.90%  อัตรากำไรสุทธิ 7.90% โดยปัจจัยสำคัญเป็นผลจากการเติบโตของรายได้ และความสามารถในการควบคุมค่าใช้จ่ายได้อย่างดีเยี่ยม 

สำหรับรายได้จากการขายและบริการอยู่ที่ 310.61 ล้านบาท เติบโต 25.33% จากงวดเดียวกันของปี 2559 อยู่ที่ 247.83 ล้านบาท  ซึ่งการเติบโตดังกล่าวเป็นผลจาก บริษัทสามารถนำเสนอสินค้าและบริการได้เพิ่มขึ้นตามกลยุทธ์ที่วางไว้ โดยลวดสลิงคิดเป็นสัดส่วนกว่า 60% ของยอดขายทั้งหมด 

ดังนั้น ภาพรวมธุรกิจทั้งปี 2560 จะไม่ทำให้นักลงทุนผิดหวัง เติบโตกว่ารายได้จากการขายและให้บริการในปี 2559 อยู่ที่ 356.74 ล้านบาทท้ายสุด

'นายใหญ่' ทิ้งท้ายว่า ด้วยปัจจัยบวกจากภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัว เอกชนมีการลงทุนมากขึ้น จากช่วง 3 ปีที่ผ่านมาเอกชะลอลงทุน คาดว่าผลการดำเนินงานของบริษัทจะเติบโตตามไปด้วย และหากโครงการ EEC มีการลงทุนได้จริงจะยิ่งส่งผลให้ความต้องการลวดสลิงเติบโต จะทำให้เราเติบโตต่อเนื่องในระยะยาว

โบรกฯมองศักยภาพโตต่อ

บล.เอเชียเวลธ์  ระบุ ภาวะอุตสาหกรรมของ THMUI และของลูกค้าอยู่ในช่วงของการขยายตัว  โดยบริษัทดำเนินธุรกิจจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ลวดสลิงและอุปกรณ์ยกหิ้ว รวมถึงให้บริการหลังการขายที่ครบวงจร  สัดส่วนรายได้ในช่วงปี 2557-2559 ประกอบด้วยผลิตภัณฑ์ลวดสลิงและชุดประกอบ 61% ของ รายได้รวม อุปกรณ์ยกหิ้ว 20% รายได้ค่าบริการ 7% ที่เหลือเป็นสลิงผ้าใบ-โซ่-อื่น ๆ อีกรวม 12% ซึ่งในอนาคตผลิตภัณฑ์ที่มีแนวโน้มจะมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น คือ ลวดสลิง อุปกรณ์ยกหิ้วและราย 

'ได้ค่าบริการ มองโอกาสการเติบโตของ THMUI โดยคาดหวังจะเติบโตไปกับกลุ่มธุรกิจของลูกค้าในส่วนของโรงงานอุตสาหกรรมและลูกค้ากลุ่มน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ'

โดยคาดการณ์กำไรไรสุทธิดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง และโตต่อเนื่องปี 2561 โดยบริษัทสามารถรักษาอัตราการทำกำไรสุทธิระดับที่ดี 10-12% ต่อปี คาดกำไรสุทธิปี  2560 ที่ 45 ล้านบาท  จากช่วงครึ่งแรกของปี 2560 มีกำไรสุทธิเพียง 11 ล้านบาท ซึ่งหลังภาครัฐมีนโยบายการลงทุนใน EEC สามารถฟื้นความเชื่อมั่นการลงทุนภาคเอกชนได้ ทำให้คาดหวังการขยายตัวของกำไรจากการดำเนินงาน ปี 2560-2561 กลับมาเติบโต 142% และ 30% ตามลำดับ

ประเมินมูลค่าเหมาะสมเท่ากับ 3.40 บาท ตามค่าเฉลี่ย PER 20.0 เท่า ในปี 2561 ใกล้เคียงกับอุตสาหกรรมประเภทเทรดดิ้ง เครื่องมืออุปกรณ์ ประเมินมูลค่าเหมาะสมที่ 3.40 บาท เท่ากับค่า PER ที่ 20.0 เท่า จากกำไรสุทธิของปี 2561 ที่ 0.17 บาทต่อหุ้น

บล.อาร์เอชบี (ประเทศไทย) ระบุ ผลประกอบการ THMUI จะเติบโตโดดเด่นในปี 2561  โดยบริษัทมีฐานผลประกอบการขนาดเล็กแต่มีศักยภาพจะเติบโตสูงได้ในอนาคต แนวโน้มผลประกอบการที่จะเติบโตสูงจะเริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2560  จากการขายผลิตภัณฑ์ใหม่ในไตรมาส 3/60 

และจะเติบโตสูงต่อเนื่องในปี 2561 เป็นผลจากความพร้อมของเงินทุนหมุนเวียนเป็นประโยชน์ต่อการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายกว่าเดิมเพื่อขยายฐานรายได้ที่ได้รับจากลูกค้าปัจจุบันให้กว้างขึ้น และเจาะฐานลูกค้าของคู่แข่ง  คาดการณ์กำไรสุทธิปี 60-61 เติบโต 59% และ 64% ตามลำดับ 

แชร์ข่าว :
Tags: