ไทยพาณิชย์-ธปท.ชี้แจง! ปมคนร้ายเอาบัตรปชช.เหยื่อ เปิดบัญชีโกยเงินโกง

10 มกราคม 2561
27,919

เผือกร้อน!! ไทยพาณิชย์-แบงก์ชาติ ชี้แจง ปมคนร้ายเอาบัตรปชช.เหยื่อ เปิดบัญชีโกยเงินโกง

นายพงษ์สิทธิ์ ชัยฉัตรพรสุข รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุดการป้องกันอาชญากรรมทางการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้ตรวจสอบกับทางกระทรวงมหาดไทยถึงเรื่องการเชื่อมโยงทะเบียนราษฎร์บนชิพการ์ดของบัตรประจำตัวประชาชน ซึ่งได้รับการยืนยันว่ามีการลงนามความร่วมมือกันแล้ว แต่กระบวนการอยู่ระหว่างดำเนินการ ทำให้มีความล่าช้า และสิ่งที่สำคัญต้องรอดูว่าข้อมูลที่เชื่อมจะระบุว่าบัตรประชาชนใบนั้นถูกขโมย หรือถูกอายัด ยกเลิก และจะทำให้ทราบถึงว่าได้มีการเปลี่ยนบัตรแล้วหรือไม่

นางอภิพันธ์ เจริญอนุสรณ์ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ผู้บริหารสูงสุดปฏิบัติการ ผู้บริหารสูงสุด Retail Product และRetail Payment ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในการเปิดบัญชีธนาคารนั้น ระบบการเปิดบัญชี ยังใช้การระบุตัวตนลูกค้า หรือ เควายซี (KYC) และ ยังเข้มงวดตามปกติ ปัญหาที่เกิดขึ้นต้องไปดูว่าอยู่ที่ตรงไหน ส่วนระบบการพิสูจน์ตัวตนผ่านอิเล็กทรอนิกส์ (E-KYC) นั้นยังไม่ได้นำมาใช้ เพราะทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังไม่ได้ออกเกณฑ์ในเรื่องนี้ออกมา

นายรณดล นุ่มนนท์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย( ธปท. ) เปิดเผยว่า กรณีมีบุคคลนำบัตรประชาชนผู้อื่น เพื่อแอบอ้างเปิดบัญชีธนาคารนั้น ธปท. ได้มีประกาศ ธปท. ที่ สนส.7/2559 ระบุว่า สถาบันการเงินจะต้องทำการรู้จักลูกค้า หรือ KYC ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของมาตรการป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย ซึ่งขณะนี้ ธปท. สั่งการให้ สถาบันการเงิน ตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อชี้แจงสาเหตุ และแนวทางที่ธนาคารพาณิชย์( ธพ. ) ได้ดำเนินการแล้วแก่ ธปท. โดยเร็วต่อไป

ทั้งนี้ (9ม.ค.) จากกรณีที่ น.ส.ณิชา เกียรติธนะไพบูลย์ อายุ 24 ปี พนักงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ถูกดำเนินคดีในข้อหาฉ้อโกง หลังถูกมิจฉาชีพล้วงกระเป๋า แล้วนำบัตรประชาชนไปเปิดบัญชีธนาคาร 7 แห่ง รวม 9 บัญชี แต่ละบัญชีมีการโอนเงินเข้าออกหลายครั้งผิดปกติ ต่อมาธนาคารได้โทรศัพท์มาสอบถามจึงทราบเรื่อง คาดว่าเป็นบัญชีที่เปิดขึ้นมาเพื่อหลอกให้คนโอนเงินเข้ามาและเกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ จึงรีบแจ้งความและสั่งอายัดบัญชี ต่อมาเข้าแสดงความบริสุทธิ์ใจกับตำรวจกองปราบปราม แต่ถูกจับกุมและส่งตัวไปให้สภ.บ้านตาก จ.ตาก ดำเนินคดีเมื่อวันที่ 6 มกราคม ที่ผ่านมา เนื่องจากมีหมายจับ ทำให้ถูกคุมขังในเรือนจำถึง 2 คืน 3 วัน ก่อนจะได้รับประกันตัวเมื่อวันที่ 8 มกราคม

ต่อมา เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 9 มกราคม น.ส.ณิชา พร้อมด้วย น.ส.ปุญญาดา ก๊กมาศ อายุ 33 ปี พี่สาว เดินทางไปที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ที่นำบัตรประชาชนไปเปิดบัญชีและนำบัญชีไปใช้ในการกระทำความผิดหลอกลวงประชาชน เป็นพวกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ พร้อมนำเอกสารหลักฐาน และคลิปวิดีโอขณะคนร้ายกำลังเปิดบัญชีเงินฝากที่ธนาคารแห่งหนึ่งย่านลาดพร้าว กทม. มอบให้พนักงานสอบสวน บก.ป.

น.ส.ณิชา กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ถูกขโมยกระเป๋าเงินที่มีบัตรประชาชนอยู่ด้วย จากนั้นถูกคนร้ายลักลอบนำบัตรประชาชนไปเปิดบัญชีธนาคาร 7 แห่งรวม 9 บัญชี ก่อนจะถูกออกหมายจับเกี่ยวกับคดีแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และได้มอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.5 บก.ป. ต่อมาได้รับการประกันตัวเมื่อเย็นวานนี้ (8 ม.ค.)

น.ส.ณิชา กล่าวต่อว่า ขอยืนยันว่าไม่ได้เป็นผู้เปิดบัญชีที่ถูกนำไปใช้กระทำผิด ก่อนจะทราบว่าในวันที่ 28 ธันวาคม 2560 ว่าตนเองมีหมายเรียก แต่วันนั้นไม่อยู่บ้าน ก่อนจะมีตำรวจเดินทางมาพร้อมหมายจับมาติดต่อที่บริษัทที่ทำงานเพื่อตามตัว แต่ตนเองไม่อยู่ จึงตัดสินใจเข้าพบตำรวจ กก.5 บก.ป. ในวันที่ 6 มกราคม เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามนำตัวส่งไปยัง สภ.บ้านตาก จ.ตาก ต่อมาตำรวจ สภ.บ้านตาก ได้ส่งตัวมาฝากขัง แต่ศาลไม่ให้ประกันตัวในครั้งแรก จนกระทั่งเมื่อช่วงเย็นวานนี้ (8 ม.ค.) ทนายความและญาติได้รวบรวมหลักฐานยื่นขอประกันตัวอีกครั้งจึงได้รับการประกันตัวออกมาโดยใช้หลักทรัพย์เป็นเงินสด 8 หมื่นบาท

“ต่อจากนี้จะดำเนินการแจ้งความเอาผิดกับคนที่นำบัตรไปใช้ ส่วนด้านธนาคารก็อยากขอให้ให้มีความรัดกุมในการรับเปิดบัญชี หรือมีการตรวจสอบใบหน้าและหลักฐานของผู้เปิดบัญชี เพราะบัตรประชาชนที่คนร้ายนำไปใช้มีการแจ้งยกเลิกและทำบัตรใหม่ไปแล้ว เพื่อป้องกันการถูกสวมบัตรประชาชน” น.ส.ณิชา กล่าว

น.ส.ณิชา กล่าวด้วยว่า สำหรับในส่วนของธนาคาร 7 แห่ง จะมีการฟ้องร้องดำเนินคดีด้วยหรือไม่นั้น อยู่ระหว่างการปรึกษาญาติและทนายความ ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงในหน้าที่การงานและครอบครัว

“ขอเตือนประชาชนที่ทำบัตรประชาชนหายต้องรีบแจ้งความ รวมถึงแจ้งอายัดบัญชีธนาคาร เพราะอาจจะถูกคนร้ายนำไปใช้ก่อเหตุ ทำให้สูญเสียเงินทองและถูกจับกุมดำเนินคดีเหมือนดิฉัน” น.ส.ณิชากล่าว

ด้าน น.ส.ปุญญาดา พี่สาวกล่าวว่า ได้ตั้งข้อสังเกตถึงการทำสำนวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ จ.ตาก ว่าเหตุใดถึงมีการทำสำนวนว่ามีการจับกุมตัวน้องสาว ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วน้องสาวเดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนกองปราบด้วยตนเอง แต่ในสำนวนไม่ปรากฏว่าน้องสาวเดินทางเข้าพบ รวมถึงสำนวนการสอบสวนยังไม่มีความละเอียดรอบคอบ และไม่มีการสอบปากคำเพิ่มเติมหลังได้รับตัวจากกองปราบปราม แต่ส่งตัวน้องสาวไปฝากขังต่อศาลทันที

พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด ผบก.ป. กล่าวว่า ในตอนแรกที่ผู้เสียหายถูกตำรวจกองปราบจับนั้น เป็นการจับกุมตามหมายจับ แต่กรณีนี้ผู้เสียหายเดินทางเข้ามอบตัวจึงส่งตัวให้ท้องที่เกิดเหตุดำเนินการตามขั้นตอน ซึ่งเมื่อเรื่องราวปรากฏว่าผู้เสียหายถูกสวมบัตรประชาชนเท่ากับว่าอยู่ในสถานะเป็นเหยื่อของคนร้าย ซึ่งทางกองปราบไม่นิ่งนอนใจ โดยยืนยันว่าจะให้ความเป็นธรรมและทำความจริงให้ปรากฏโดยเร็ว

พล.ต.ต.ไมตรี กล่าวต่อว่า ได้มอบหมายให้ พ.ต.อ.ชาคริต สวัสดี รองผบก.ป. เป็นผู้รับผิดชอบคดีนี้ พร้อมประสาน สภ.บ้านตาก โอนคดีทั้งหมดเพื่อให้กองปราบรับผิดชอบ ทั้งนี้เตรียมดำเนินการเอาผิดกับธนาคารพร้อมสั่งการให้ฝ่ายสืบสวนเร่งดำเนินการติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดี เนื่องจากเป็นคดีที่สร้างความเดือดร้อนต่อประชาชน

มีรายงานข่าวแจ้งว่าวงจรปิดภายในธนาคารแห่งหนึ่งย่านลาดพร้าว ได้บันทึกภาพเหตุการณ์ขณะที่คนร้ายซึ่งเป็นหญิงคนหนึ่งรูปร่างสันทัด สวมเสื้อสีดำ สวมหน้ากากอนามัยปิดบังใบหน้า อายุประมาณ 30 ปี เข้ามาเปิดบัญชีธนาคาร โดยใช้บัตรประชาชนของน.ส.ณิชา ซึ่งเป็นหนึ่งในหลักฐานสำคัญที่ชุดสืบสวนเตรียมจะดำเนินการติดตามมาดำเนินคดี

วันเดียวกัน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีนี้ว่า ผู้เสียหายสามารถติดต่อมาที่กระทรวงมหาดไทยเพื่อให้ช่วยยืนยันข้อมูลตัวบุคคลได้ และเพื่อป้องกันเกิดปัญหาแบบนี้ขึ้นมาอีก

“ขอให้ธนาคารตรวจสอบยืนยันตัวบุคคลตามบัตรประชาชนก่อนให้ทำธุรกรรมทางการเงิน เพราะธนาคารมีเอ็มโอยู กับกระทรวงมหาดไทย สามารถเข้าไปตรวจสอบข้อมูลบัตรประชาชนเพื่อยืนยันตัวบุคคลได้อยู่แล้ว แต่ยอมรับว่าอาจมีปัญหาในบางสาขาของธนาคาร ที่ยังไม่ได้ติดตั้งโปรแกรมเชื่อมต่อกับระบบของมหาดไทย” พล.อ.อนุพงษ์ กล่าว

แชร์ข่าว :
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง