4กูรูหุ้นไทย...! เปิดสูตร“รวย” “ลดถือเงินสด & สอยหุ้น”

31 ธันวาคม 2560 | โดย ดาริน โชสูงเนิน
16,814

ส่อง SET INDEX ปี 2561 ผ่านมุมมอง “4เซียนใหญ่” ใส่เกียร์เดินหน้าตลาด“ขาขึ้น” พร้อมแนะนำธีมลงทุน “ลดถือเงินสด-อัดหุ้นเต็มพอร์ต” เหตุปัจจัยบวกเพียบ...!  เปลี่ยนทิศทางหุ้นไทย ลุ้นดัชนีทำนิวไฮรอบใหม่

ทันทีที่...!พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกมาให้สัมภาษณ์ชัดเจนเมื่อวันที่ 10 ต.ค.ที่ผ่านมาว่า ประเทศไทยจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นในช่วงเดือนพ.ย.2561 ปฏิกิริยาตลาดหุ้นไทยตอบรับทันที่ สะท้อนผ่านดัชนี SET Index วิ่งผ่านแนวต้านสำคัญวิ่งทยานเแตะ 1,700 จุด หลังจากตลอด 8-9 เดือน ที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยตกอยู่ในอาการ ย่ำอยู่กับที่ไม่ไปไหน 

และยังถือเป็นครั้งแรกในรอบ 24 ปีนับตั้งแต่ดัชนีหุ้นไทยเคยขึ้นไปทำจุดสูงสุดนับตั้งแต่ก่อตั้งตลาดมาที่ระดับ1,789.16จุด(เมื่อ 5 ม.ค.2537)

ฟากนักวิเคราะห์แทบทุกสำนักต่างดาหน้ากันมาขยับเป้าหมายดัชนี SET Index ปี 2560 และปี 2561 เพิ่มขึ้น !! โดยทุกสำนักต่างมองว่า ปี 2561 ดัชนีหุ้นไทยจะทะยานขึ้นมาทุบสถิติสร้างประวัติศาสตร์“จุดสูงสุด”ครั้งใหม่

บางสำนักว่าจะไปถึง 1,800จุด เรื่อยขึ้นไปถึง 1,900 และ 2,000 จุด!!

สอดคล้องกับ ปัจจัยบวก” ที่หลายฝ่ายออกมาคาดการณ์ "วรวรรณ ธาราภูมิ"  ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย ให้มุมมองว่า การลงทุนในตลาดหุ้นไทยปี 2561 คาดว่าจะมีทิศทาง เชิงบวกตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ทั้ง สหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น จีน และตลาดเกิดใหม่ เป็นต้น

โดยปี 2561 ประเมินการขยายตัวของ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศหรือ จีดีพี อยู่ที่ ระดับ “4.1-4.2%” จากปี 2560 มองว่าอยู่ที่ 3.9-4.0% มาจากภาคส่งออกที่ได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ภาคการท่องเที่ยวโตต่อเนื่อง รวมถึงการลงทุนภาครัฐจะเริ่มเห็นรูปธรรมชัดเจนในปี 2561 นอกจากนี้ การลงทุนภาคเอกชนจะเร่งตัวขึ้นตามหากมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น

ด้าน ตลาดทุน” ประเมินว่ายังมีโอกาสที่ เงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) จะไหลเข้าตลาดหุ้นเอเชีย รวมถึงตลาดหุ้นไทย ซึ่งคาดว่าปี 2561 อัตรากำไรต่อหุ้นของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (บจ.) จะเติบโตระดับ 10%

การที่เศรษฐกิจไทยมีโอกาสจะกลับมาโตระดับ 4% ทำให้ต่างชาติมั่นใจกลับเข้ามาลงทุนในไทย แม้ว่าจะยังไม่ถึงศักยภาพจริงที่เศรษฐกิจน่าจะโตไม่ต่ำกว่า 5% และโจทย์ต่อไปคือการที่รัฐบาลทำอย่างไรให้การเติบโตกระจายลงสู่รากหญ้าได้ทั่วถึง” 

ด้าน "วศิน วณิชย์วรนันต์" ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด ประเมินดัชนีหุ้นไทยปี 2561 ว่า มีโอกาสที่ดัชนีจะอยู่ที่ 1,820 จุด และกำไร บจ. เติบโต 12% ซึ่งกลุ่มอุตสาหกรรมโดดเด่น คือ “กลุ่มธนาคาร จากหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) เริ่มทรงตัว และ “กลุ่มค้าปลีก จะฟื้นตัวตามการบริโภค รวมถึงกลุ่มรับเหมาก่อสร้างจะเติบโตได้ดี

ด้านมุมมองของเหล่ากูรูตลาดหุ้น” มีทัศนะเช่นไร...? 

เริ่มต้นจาก “ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร” ผู้เผยแพร่แนวความคิดการลงทุนแบบเน้นคุณค่าคนแรกของประเทศไทย (วีไอ) มีมุมมองตลาดหุ้นไทยปี 2561 ว่า ดัชนี SET Index ยังมีทิศทางขึ้นต่อ แต่อย่างไรก็ตาม ต้องลงทุนแบบ ระมัดระวัง” เนื่องจากสถิติ 20 ปีย้อนหลัง ตลาดหุ้นไทยไม่เคยบวก 3 ปีติดต่อกันโดยในปี 2559 ผลตอบแทนตลาดบวก 20% ปี 2560 คาดว่าน่าจะราว 11% เท่ากับว่ามีความเสี่ยงที่จะถูกขายเพื่อทำกำไร หากเป็นเช่นนั้นปีหน้าก็มีโอกาสที่จะเข้าวัฏจักรเดิมได้

ฉะนั้น แนะนำนักลงทุน ใช้ กลยุทธ์ลงทุนด้วยความระมัดระวัง และเน้นดูหุ้นที่ปลอดภัยเวลาตลาดปรับฐานหรือมีวิกฤติเศรษฐกิจหุ้นตัวดังกล่าวกระทบไม่มาก โดยสะท้อนผ่านผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง แม้มีวิกฤติก็สามารถประคองกำไรไว้ได้ และมี P/E ต่ำไม่เกิน 10 เท่า ที่สำคัญสุดควรเลือกหุ้นที่มีการจ่ายเงินปันผลทุกปีในระดับ 4% ขึ้นไป

โจ-อนุรักษ์ บุญแสวง” อดีตนายกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย) เจ้าของชื่อล็อกอิน "ลูกอีสานในเว็บไซต์ Thaivi” วิเคราะห์ดัชนี SET Index ว่า มองตลาดปี2561 ยังเป็นขาขึ้นต่อเนื่อง มีโอกาสเห็นหุ้นไทยทำนิวไฮที่ระดับดัชนีเดิม 1,789.16 จุดได้ เพราะยังมีปัจจัยบวกเข้ามากระตุ้นการลงทุนต่อเนื่อง ทั้งในทางพื้นฐาน ซึ่งมีปัจจัยบวกหลายประเด็น เช่น การลงทุนของภาครัฐที่เริ่มเดินหน้าอย่างจริงจัง รวมไปถึงการเลือกตั้ง

สำหรับ กลยุทธ์” เน้นกระจายหุ้นหลากหลายธุรกิจ เลือกหุ้นเป็นรายตัว และดูหุ้นที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง P/E ต่ำ แต่ส่วนใหญ่ที่ให้ผลตอบแทนดีจะเป็นหุ้นที่ปรับโครงสร้างธุรกิจและหุ้นเทิร์นอะราวด์ เช่น บมจ.ห้องเย็นเอเชี่ยน หรือ ASIAN

ด้าน เสี่ยปู่-สมพงษ์ ชลคดีดำรงกุลเจ้าของพอร์ตหลักพันล้าน ประเมินว่าทิศทางตลาดหุ้นไทยในระยะ1-2 ปีจากนี้ ยังน่าสนใจลงทุนเพราะปัจจัยภายในเอื้อต่อบรรยากาศการลงทุน ทั้งตัวเลขเศรษฐกิจที่ดีขึ้นต่อเนื่อง มีนโยบายกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของภาครัฐออกมาต่อเนื่อง ขณะที่พื้นฐานของบริษัทจดทะเบียนไทยก็แข็งแกร่งและมีศักยภาพการเติบโตได้อีกมาก

สำหรับ กลยุทธ์การลงทุน เน้นเลือกหุ้นจะเน้นเป็นรายตัว ไม่อิงกับกลุ่มอุตสาหกรรมใดเป็นหลัก 

ผมไม่ค่อยให้ความสำคัญกับภาพรวมตลาดมากนัก จะเน้นเลือกเป็นรายบริษัทมากกว่า โดยจะหาหุ้นที่มีการเติบโตดี มีความโดดเด่นในกลุ่มอุตสาหกรรมมากกว่าคู่แข่ง และที่สำคัญคุณภาพของผู้บริหารก็เป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญ

สำหรับการคัดเลือกหุ้น โดยหุ้นเด่นๆที่ให้ผลตอบแทนดีปีนี้ก็มี บมจ.เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์หรือ WORK , บมจ.ออริจิ้นพร็อพเพอร์ตี้หรือ ORIและ บมจ.ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่นหรือ SAWAD เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันเขาถือหุ้นรวมทั้งหมดประมาณ 20 บริษัท

เสี่ยป๋อง-วัชระ แก้วสว่าง” นักลงทุนด้านเทคนิคเจ้าของพอร์ต หลักพันล้าน” วิเคราะห์ตลาดหุ้นไทยปี 2561 โดยมองว่า ตลาดยังเป็นขาขึ้น”  ทั้งในทางพื้นฐานและทางเทคนิค ซึ่งมีปัจจัยบวกหลายประเด็น เช่น การลงทุนของภาครัฐที่เริ่มเดินหน้าอย่างจริงจัง รวมไปถึงการเลือกตั้งช่วงปลายปี 2561

มองปี 2561 มีโอกาสเห็นดัชนี SET Index ทำนิวไฮ 1,800-1,900 จุด เพราะยังมีปัจจัยบวกเข้ามากระตุ้นโมเมนตัมการลงทุน อย่างไรก็ตามในเชิงเทคนิคหากดัชนีตลาดหลุด 1,650 จุด ก็ต้องใช้ความระมัดระวัง เพราะจะสะท้อนสัญญาณเชิงลบได้เช่นกัน"

อย่างไรก็ตาม สถิติย้อนหลังที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยไม่เคยดีติดต่อกันเกิน 3 ปี ซึ่งที่ผ่านมาปี 2559 และปี 2560 ตลาดหุ้นดีต่อเนื่องมา 2 ปีแล้ว ฉะนั้น ปี 2561 อาจจะปรับฐานบ้าง ดังนั้น นักลงทุนควรเลือกลงทุนด้วยความระมัดระวัง แต่ดูในแง่สัญญาณเทคนิคกราฟยังบอกตลาดหุ้นยังไปต่อได้ ซึ่ง “กลยุทธ์” การลงทุนให้เลือกหุ้นที่มีพื้นฐานดี P/E ไม่สูงเกินไป

--------------------------

รีเทิร์นชนะตลาดหุ้นไทย

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร”  ผู้เผยแพร่แนวความคิดการลงทุนแบบเน้นคุณค่าคนแรกของประเทศไทย บอกว่า ผลตอบแทนจากการลงทุนปี2560 อยู่ในระดับที่น่าพอใจ ชนะผลตอบแทนของตลาดอย่างไรก็ตามเมื่อเทียบกับในอดีตถือว่าเติบโตน้อย เพราะพอร์ตมีขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งตั้งแต่ช่วงครึ่งปีหลังเป็นต้นมาได้ทยอยเข้าซื้อหุ้นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตามภาวะตลาดที่ดีขึ้น โดยปัจจุบันเหลือเงินสดไม่ถึง 10% จากปีก่อนที่ถือไว้ระดับ30-40%

จากการสำรวจการครอบครองหุ้นของ ดร.นิเวศน์” พบว่า ในปี2560 มีหุ้นในพอร์ตหลากหลาย เช่น บมจ.บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ หรือ BAFS จำนวน 5,000,000 หุ้น คิดเป็น 0.78% บมจ.จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก หรือ EASTW จำนวน 10,000,000 หุ้น คิดเป็น 0.60% บมจ.มูราโมโต้ อีเล็คตรอน หรือ METCO จำนวน 120,000 หุ้น คิดเป็น 0.57% บมจ.ควอลิตี้เฮ้าส์ หรือ QH จำนวน 60,000,000 หุ้น คิดเป็น 0.56% และ บมจ. ทุนธนชาต หรือ TCAP จำนวน 14,000,000 หุ้น คิดเป็น 1.16%

  “โจ-อนุรักษ์ บุญแสวง” อดีตนายกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย) เผยถึงผลตอบแทนการลงทุนพอร์ตหุ้นของเขาปี2560 ว่า มีผลตอบแทน ชนะตลาดที่คาดว่าผลตอบแทนจากตลาดหุ้นไทยจะอยู่ราว 13-14% (รวมปันผล) และมากกว่าปี 2559 ที่พอร์ตบวก ราว30%”ซึ่งเท่าที่ประเมินคร่าว ๆ ตอนนี้น่าจะดีกว่าเยอะมาก ซึ่งมาจากการลงทุนให้หุ้นถูกตัว เกินครึ่งของพอร์ตให้ผลตอบแทนเป็นบวก

โดยปัจจุบันถือเงินสดเพียง 6% เท่านั้น จากปี 2559 ที่บางช่วงถือประมาณ 40% โดยปี2560 มีจังหวะเหมาะสมให้เข้าลงทุนหลายช่วง ซึ่งได้ทยอยซื้อหุ้นเพิ่มอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันถือหุ้นอยู่กว่า 40 บริษัท จากต้นปี 60 บริษัท สาเหตุที่ลดจำนวนหุ้นลง เพราะว่าต้องการโฟกัสหุ้นในแต่ละตัวให้มากขึ้นและทั่วถึง

จากการสำรวจการครอบครองหุ้นของ อนุรักษ์” พบว่า ในปี60 มีหุ้นในพอร์ตหลากหลายตัว เช่นบมจ.ฟินันซ่า หรือ FNS จำนวน 6,736,400 หุ้น คิดเป็น 2.73%บมจ.ฮั้วฟง รับเบอร์ (ไทยแลนด์) หรือ HFT จำนวน 3,676,000 หุ้น คิดเป็น 0.56%บมจ.ปัญจวัฒนาพลาสติก หรือ PJW จำนวน 8,350,000 หุ้น คิดเป็น 1.45%บมจ.ริชี่ เพลซ2002 หรือ RICHY จำนวน 5,899,100 หุ้น คิดเป็น 0.75%บมจ. ซีฟโก้ หรือ SEAFCO จำนวน 1,544,700 หุ้น คิดเป็น 0.51%

บมจ.ส. ขอนแก่นฟู้ดส์ หรือ SORKON จำนวน 210,000 หุ้น คิดเป็น 0.65% บมจ.เอสวีโอเอ หรือ SVOA จำนวน 6,668,800 หุ้น คิดเป็น 0.94% บมจ. อุตสาหกรรมพรมไทย หรือ TCMC จำนวน 6,504,000 หุ้น คิดเป็น 1.28% บมจ.ไทยโพลีคอนส์ หรือ TPOLY จำนวน 9,959,400 หุ้น คิดเป็น 1.76% บมจ.ถิรไทย หรือ TRT จำนวน 2,016,900 หุ้น คิดเป็น 0.65% และบมจ. วินเนอร์กรุ๊ป เอ็นเตอร์ไพรซ์ หรือ WINNER จำนวน 5,053,100 หุ้น คิดเป็น 1.26%

  “เสี่ยปู่-สมพงษ์ ชลคดีดำรงกุล” เจ้าของพอร์ตหลักพันล้าน บอกว่า ผลตอบแทนในการลงทุนหุ้นไทยปี2560 ดีมาก ชนะตลาด” หลายเท่าตัว คาดรีเทิร์นตลาดราว 10% สาเหตุหลักมาจากการเลือกหุ้นถูกตัว โดยมี 3-4 บริษัทได้เข้าไปลงทุน ราคาหุ้นปรับขึ้น และผลประกอบการเติบโตอย่างดีมาก"ปี60 ดีกว่าปีก่อนเยอะ มีกำไรจากการลงทุนในระดับที่ถือว่ายอดเยี่ยม

จากการสำรวจการครอบครองหุ้นของ เสี่ยปู่” พบว่า ในปี 60 มีหุ้นในพอร์ตหลากหลายตัว เช่น บมจ.ศรีสวัสดิ์ พาวเวอร์1979 หรือ SAWAD จำนวน 8,750,000 หุ้น คิดเป็น 0.72% บมจ.เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ หรือ WORK จำนวน 4,045,500 หุ้น คิดเป็น 0.97% บมจ.ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น หรือ WHA จำนวน 474,945,700 หุ้น คิดเป็น 3.32% บมจ.เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ หรือ WORK จำนวน 4,045,500 หุ้น คิดเป็น 0.97%

เสี่ยป๋อง-วัชระ แก้วสว่าง” นักลงทุนด้านเทคนิคเจ้าของพอร์ต หลักพันล้าน” บอกว่า สำหรับผลตอบแทนการลงทุนปี 2561ชนะตลาดคาดว่าปีผลตอบแทนตลาดปี 2560 ประมาณ 11% ซึ่งพอร์ตเริ่มดีขึ้นตั้งแต่หุ้นไทยปรับตัวทะลุ 1,700 จุด

หากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ต้องถือว่าปีนี้ผลตอบแทนดีมาก ซึ่งได้อานิสงส์จากภาวะตลาดโดยรวมเป็นขาขึ้น โดยเฉพาะตั้งแต่ที่ SET Index ทะลุ 1,700 จุด ราว 3-4 เดือนและดีมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน จนตอนนี้กำไรโดยรวมชนะตลาดฯ ได้

ปัจจุบันกลับมาลงทุนในหุ้นมากกว่า 90% ของพอร์ตอีกครั้ง เพราะตอนนี้เริ่มเข้าสู่ภาวะที่เหมาะสมต่อการลงทุนซึ่งระหว่างทางมีขายทำกำไรบ้าง หากหุ้นตัวไหนราคาขึ้นแรงๆ รวมทั้งมีการสลับเปลี่ยนตัวเล่น

จากการสำรวจการครอบครองหุ้นของ “เสี่ยป๋อง” พบว่า ในปี 2560 มีหุ้นอยู่ในพอร์ต เช่น บมจ.อินโดรามา เวนเจอร์ส หรือ IVL จำนวน 35,150,000 หุ้น คิดเป็น 0.68%

------------------------------

โบรกฯ ฟันธงปี61 หุ้นไทยสดใส

บริษัทหลักทรัพย์เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) หรือ MBKET วิเคราะห์ ปี 2561 ดัชนี SET Index มีโอกาสขยับขึ้นไปอยู่ที่ 1,870 จุด เทียบเคียง PE Ratio 17 เท่าโดยประเมินครึ่งปีแรก จะปรับตัวขึ้นเด่นกว่าครึ่งปีหลัง ที่มีปัจจัยเสี่ยงด้านการเมืองรออยู่

สำหรับ หุ้นกลุ่มที่น่าสนใจ ให้เน้น Theme การลงทุน คือ 1.เศรษฐกิจโลกปี 2561 ฟื้นตัว แนะสะสมกลุ่ม Logistic เลือก WICE, PORT เด่น และ 2.การบริโภคของชนชั้นกลางเร่งตัวขึ้น แนะสะสมกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ อาทิ AP, CPN,LPN, GOLD และกลุ่มสื่อโฆษณา เช่น MACO, VGIผสานหุ้น Big Caps ที่น่าสนใจ นำโดย กลุ่มแบงก์ , พลังงาน ,ปิโตรเคมี และค้าปลีก

ขณะที่ยังมีอีก 2 ปัจจัย นั่นคือ การใช้จ่ายภาครัฐ และ การลงทุนภาคเอกชน ซึ่งถือว่าทำได้ไม่ค่อยดีนักในปี2560 อย่างไรก็ดี คาดปี2561 มีแนวโน้มจะดีขึ้นกว่าปีนี้ โดยสังเกตได้จาก โครงการประมูลภาครัฐฯในปีหน้าที่คาดจะฟื้นตัวขึ้น คาดว่าจะมีเม็ดเงินประมูลเข้ามาราว 9 แสนล้านบาท ผสานกับความคืบหน้าที่มากขึ้นในการผลักดันโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งถือเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนความเชื่อมั่นของนักลงทุนเพิ่มเติม

ด้านปัจจัยต่างประเทศ จากแนวโน้มความไม่แน่นอนทางด้านนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่จะมีการเปลี่ยนประธานเฟด ในช่วงต้นเดือน ก.พ. จากนางเจเน็ต เยลเลน ประธานเฟดคนปัจจุบัน มาเป็น นายเจอโรม พาวเวล รวมถึงคะแนนเสียงที่ค่อนข้างสูสีในวุฒิสภาสหรัฐฯ ถือเป็นแรงกดดันต่อการขับเคลื่อนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐฯต่าง ๆ ออกมา

ถือเป็นปัจจัยบวกต่อประเทศในกลุ่มกำลังพัฒนา (EM) กลับดูน่าสนใจมากกว่า ซึ่งอาจเป็นตัวขับเคลื่อน Fund Flow ไหลเข้าไทยในปีหน้าได้ ส่วนปัจจัยสุดท้ายคงต้องฝากความหวังไว้กับการเลือกตั้งของไทย ซึ่งหากสามารถเป็นไปได้ตามแผนคือ ช่วงเดือน พ.ย. 61 ก็จะเป็นแรงผลักดันการลงทุนสินทรัพย์เสี่ยงในช่วงครึ่งหลังของปีหน้า ขณะที่หากมีการเลื่อนออกอาจเป็น Downside Risk ได้

ภรณี ทองเย็น รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซียพลัสหรือ ASPประเมินดัชนีหุ้นไทยปี 2561 จะขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ตลอดกาล (All-Time High) พร้อมปรับเพิ่มดัชนีฯ เป้าหมายมาที่ 1,815 จุด จาก 1,766 จุด โดยภาพรวมตลาดหุ้นไทยปี61 ยังปรับตัวขึ้นต่อ หนุนด้วยเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวดีขึ้น อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำและกำไรบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่เติบโตได้ดี รวมถึงเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติจะไหลกลับเข้ามาในบางไตรมาส

ทั้งนี้ ในปี 61 เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวอย่างชัดเจน ขยายตัวได้ในอัตรา 4.2% เทียบกับ 3.8% ในปี 2560 รับแรงขับเคลื่อนมาจากภาคการส่งออกที่ฟื้นตัวตามเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะสหรัฐฯ และยุโรป การลงทุนภาคเอกชนเริ่มดีขึ้นตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังปี60 หลังจากภาครัฐเร่งเดินหน้าการลงทุนไปก่อนหน้า การบริโภคครัวเรือนได้รับแรงกระตุ้นจากจากนโยบายภาครัฐ

ขณะที่เงินเฟ้อของไทยยังอยู่ในระดับต่ำเชื่อว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะยังคงใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำไปจนถึงกลางปี61 ซึ่งสอดคล้องกับประเทศเพื่อนบ้านในแถบเอเชีย ยกเว้นฝั่งประเทศพัฒนาแล้ว ที่เดินหน้าปรับขึ้นดอกเบี้ยต่อในปี 61 หลังจากที่ปรับขึ้นในปี 60 แล้ว เช่น สหรัฐฯ และอังกฤษ

 

 

 

 

แชร์ข่าว :
Tags: