'ซีพีที' เร่งเครื่องโต โรงงานใหม่-บุกตลาดนอก

19 ธันวาคม 2560 | โดย ดาริน โชสูงเนิน
3,815

หลังโรงงานแห่งใหม่แล้วเสร็จ 'ซีพีที ไดร์ แอนด์ เพาเวอร์' พร้อมบุกฐานลูกค้าใหม่ในอุตสาหกรรมสาธารณูปโภค 'ไฟฟ้า&ประปา' นายใหญ่ 'สมศักดิ์ หลิมประเสริฐ' แชร์สตอรี่ใหม่ 'จุดขาย' น้องใหม่หุ้นไอพีโอ 20 ธ.ค.นี้

โครงการย้ายสายไฟฟ้าจากบนดินลงสู่ใต้ดิน กำลังเป็นช่องทางใหม่สร้างการเติบโตมให้กับ บมจ.ซีพีที ไดร์ แอนด์ เพาเวอร์ หรือ CPT หุ้นไอพีโอน้องใหม่ที่กำลังจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในวันที่ 20 ธ.ค.นี้ ในราคาหุ้นละ 2.30 บาท มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) 0.50 บาท หลังเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนต่อประชาชนครั้งแรกจำนวน 270 ล้านหุ้น

'สมศักดิ์ หลิมประเสริฐ' ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ซีพีที ไดร์ แอนด์ เพาเวอร์ หรือCPT ผู้ประกอบการจำหน่ายอุปกรณ์และระบบควบคุมไฟฟ้าที่ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม เล่าถึง สตอรี่ใหม่ ๆ ผลักดันฐานะทางการเงินกับ 'กรุงเทพธุรกิจ BizWeek' เช่นนั้น !!

จุดเริ่มต้นของ 'ซีพีที ไดร์ แอนด์ เพาเวอร์' เกิดขึ้นจากคำชักชวนกันของเพื่อนนักเรียนคณะวิศวกรรมไฟฟ้า สถานบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง จำนวน 3 คน คือ สมศักดิ์ หลิมประเสริฐ , อภิชาต ปีปทุม และ นพดล วิเชียรเกื้อ สัดส่วนถือหุ้น 31.50% , 28.00% และ 10.50% (ตัวเลขหลังเสนอขายหุ้นไอพีโอ)

จากความต้องการให้ผู้ประกอบการในเมืองไทย มีโอกาสได้ใช้สินค้าตู้ควบคุมไฟฟ้าในโรงงานอุตสาหกรรม เพราะว่าในสมัยอดีตสินค้าประเภทดังกล่าวมีราคาแพงมาก ต้องสั่งซื้อจากต่างประเทศเท่านั้น จึงเป็นที่มาของการ่วมกันก่อตั้งบริษัท CPT เมื่อปี 2537 และนำเข้าชิ้นส่วนสินค้าเข้ามาประกอบเป็นตู้ระบบควบคุมเครื่องจักรจำหน่ายในราคาไม่แพง

ทำธุรกิจปีแรกผลประกอบการ 'กำไร' โดยมียอดขายเกือบ 100 ล้านบาท เนื่องจากเรารู้จักตลาดและมีลูกค้าตามมาด้วย ร่วมทั้งธนาคารพร้อมให้เครดิตหากบริษัทต้องการเงินลงทุน 'ถือว่าช่วงนั้นองค์ประกอบต่างๆ พร้อมให้เราเปิดบริษัท' 

ต่อมาด้วย 'จุดเด่น' ทีมผู้บริหารมีประสบการณ์ทำงานมาร่วม 30 ปี ทำให้ในช่วงที่ผ่านมาบริษัทได้รับความเชื่อถือถึงขีดความสามารถในการทำงาน และมีโรงงานผลิตเป็นของตนเอง ทำให้สามารถควบคุมต้นทุน คุณภาพ และระยะเวลาในการผลิตได้ ทำให้ที่ผ่านมาธุรกิจเติบโตมาโดยตลอด 'ผู้ร่วมก่อตั้ง' ย้ำให้ฟัง

สะท้อนผ่านผลการดำเนินงานย้อนหลัง 3 ปีที่ผ่านมา (2557-2559) ที่มีรายได้ 1,071 ล้านบาท 1,065 ล้านบาท และ 1,230 ล้านบาท ขณะที่กำไรสุทธิ 53 ล้านบาท 85 ล้านบาท และ 111 ล้านบาท ตามลำดับ

ปัจจุบันแบ่งธุรกิจออกเป็น 4 ส่วน ประกอบด้วย 'ธุรกิจขายตู้ไฟฟ้า' (Panel) คิดเป็นสัดส่วนรายได้ 56.68% มี 2 ประเภท ได้แก่ ตู้ไฟฟ้าระบบควบคุมเครื่องจักร และตู้ไฟฟ้าแรงดันต่ำและแรงดันปานกลาง 'ธุรกิจการขายสินค้าสำเร็จรูปประเภทหน่วย' (Unit) คิดเป็นสัดส่วน 22.33% โดยบริษัทเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าสำเร็จรูปประเภทอุปกรณ์ไฟฟ้าและอุปกรณ์ควบคุม เช่น ตัวปรับความเร็วมอเตอร์กระแสสลับแรงดันต่ำและแรงดันปานกลาง (LV&MV Inverter) และอุปกรณ์ควบคุมอัตโนมัติ (PLC)

'ธุรกิจให้บริการรับเหมาและติดตั้งสายไฟ' (Cable Installation) และการก่อสร้างสถานีไฟฟ้าย่อย (Substation) ขนาดความดัน 69-115 KV. คิดเป็น 18% ซึ่งบริษัทเป็นผู้ออกแบบและก่อสร้างสถานีไฟฟ้าย่อยแบบ Turnkey Project รวมถึงเป็นผู้ออกแบบและประกอบตู้ควบคุมไฟฟ้าพร้อมระบบเพื่อป้องกันความผิดพลาด(Protective Relays) การแสดงผล/ ควบคุมและการวิเคราะห์ (SCADA) ผ่านระบบใยแก้วนำแสง (Fiber Optic) รวมถึงให้บริการวางรากฐาน ติดตั้งสายไฟสำหรับงานประกอบตู้ไฟฟ้าในโรงงานอุตสาหกรรมทั่วไปและสถานีไฟฟ้าย่อย

และ 'ธุรกิจจากการให้บริการและซ่อมแซม' (Service and Repair) คิดเป็นสัดส่วน 2.49% ซึ่งบริษัทมีแผนกให้บริการลูกค้าทั้งที่อยู่ในระยะรับประกัน และพ้นระยะเวลารับประกันแล้ว โดยส่วนใหญ่งานบริการจะเกิดจากการที่ลูกค้าติดต่อเข้ามาเมื่อสินค้าเกิดปัญหา หรือสินค้าใช้งานไม่ได้

เมื่อต้องการให้ธุรกิจที่ร่วมก่อตั้งมาคงอยู่ยืนยาวมั่นคงสืบทอดสู่รุ่นลูกและรุ่นหลาน แผนการเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์จึงเกิดขึ้น...! 'สมศักดิ์ หลิมประเสริฐ' หุ้นใหญ่ ยืนยันเช่นนั้น ก่อนรับอาสาเล่าแผนธุรกิจให้ฟังว่า ธุรกิจของ CPT เติบโตควบคู่ไปกับการเติบโตของลูกค้าเป็นหลัก แต่ว่าช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจโลกและในประเทศ 'หดตัว' สะท้อนภาพจาก 'ภาคส่งออก' ของประเทศ 'ติดลบ' ส่งผลให้ภาคเอกชนชะลอการลงทุน

กลุ่มลูกค้าหลักๆ สัดส่วน 90% มาจากอุตสาหกรรมโรงงาน อาทิ โรงงานน้ำตาล ,โรงงานกระดาษ ,โรงงานยางรถยนต์ และ โรงงานซีเมนต์ เป็นต้น

ทว่า กลุ่มอุตสาหกรรมเหล่านี้ก็มีความเสี่ยงของธุรกิจ หากเจอสภาพเศรษฐกิจชะลอตัวเหมือนในช่วงที่ผ่านมา ฉะนั้น ในแผนธุรกิจ 3-5 ปี (2561-2565) โดยบริษัทจะเข้าไปในกลุ่มลูกค้าใหม่ นั่นคือ 'กลุ่มอุตสาหกรรมสาธารณูปโภค' อาทิ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ,การประปานครหลวง (กปน.) , การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) เป็นต้น

หลังได้เงินระดมทุน บริษัทจะนำไปสร้าง 'โรงงานแห่งใหม่' เงินลงทุน 200 ล้านบาท ขยายการลงทุนเพื่อเพิ่มไลน์สินค้าใหม่ๆ ซึ่งส่งผลดีต่อการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของบริษัท และรองรับแผนขยายฐานลูกค้าในภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ทั้งในประเทศ และในแถบอาเซียน

เขา บอกว่า สำหรับโรงงานแห่งใหม่จะผลิตตู้ไฟชนิดไม่มีโครงสร้างแบบ Metal Clad Switchgear (MCSG) กำลังการผลิต 4,000 ตู้ต่อปี เบื้องต้นคาดว่าจะใช้กำลังการผลิต 2,000 ตู้ต่อปี เพื่อให้สอดคล้องกับโรงงานเดิมที่กำลังการผลิตปัจจุบันอยู่ที่ 2,000 ตู้ต่อปี ซึ่งคาดว่าโรงงานแห่งใหม่จะสามารถเปิดดำเนินการได้ราวไตรมาส 3 ปี 2561 ซึ่งต่อไปบริษัทไม่ต้องซื้อตู้ไฟฟ้าแล้ว

นอกจากนี้ ในโรงงานแห่งใหม่บริษัทยังลงทุนสินค้าตัวใหม่ นั่นคือ ประกอบตู้ 'Ring Main unit' (RMU) ก็คือ ตู้สวิทซ์ตัดต่อสายป้อนไฟฟ้าแรงสูง โดยกลุ่มลูกค้าเป้าหมายสำคัญคือ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ที่กำลังดำเนินการโครงการย้ายสายไฟฟ้าจากบนดินลงสู่ใต้ดิน ระยะทางประมาณ 1,200 กิโลเมตร งบลงทุน 1 ล้านล้านบาท ปัจจุบันดำเนินการไปได้เพียง 40 กิโลเมตรเท่านั้นเอง ซึ่งสินค้า RUM จะไปตอบโจทย์ความต้องการ (ดีมานด์) ดังกล่าว

หาก กฟน. เปิดประมูลบริษัทจะเสนอเงื่อนไขการเข้าร่วมประมูลดังกล่าว คาดว่าน่าจะเปิดประมูลราวปี 2565 ฉะนั้น ระหว่างนี้ถือว่าเป็นช่วงของการลงทุนเพื่อรองรับโอกาสที่จะเข้ามาในอนาคตหาก กฟน. เปิดประมูล 100% ปัจจุบันบริษัทก็มีการปรึกษากับทาง กฟน. ตลอด

ดังนั้น จึงเป็นช่องทางการเติบโตในอนาคต ซึ่งสินค้าตู้ RUM หากบริษัทผลิตจะกลายเป็นผู้ประกอบการรายที่ 3 ที่ผลิตและจำหน่ายสินค้าดังกล่าว โดยในตลาดมีคู่แข่งอีกจำนวน 2 ราย แต่เป็นบริษัทต่างชาติ คือ อังกฤษ และ ฝรั่งเศส และตามกฎหมายประเทศไทยหากมีผู้ผลิตในตลาดครบทั้ง 3 ราย ผู้ประกอบการต้องซื้อสินค้าจากผู้ผลิต 3 รายในประเทศเท่านั้น ห้ามนำเข้าสินค้าประเภทดังกล่าวจากต่างประเทศ

รวมทั้งลงทุนในโครงการ ENERGY STORAGE ซึ่งเป็นความร่วมมือกับพันธมิตรบริษัท Danfoss ประเทศเดนมาร์ก ในการประกอบระบบกักเก็บพลังงาน ความคืบหน้ากำลังเจรจาในรายละเอียดกับพันธมิตร คาดว่าต้นปี 2562 น่าจะเห็นผลิตภัณฑ์ดังกล่าวออกมา โดยกลุ่มลูกค้าจะเป็นผู้ประกอบการโซล่าฟาร์ม และลูกค้าเดิม

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บอกต่อว่า สำหรับแผนลงทุน 'ต่างประเทศ' บริษัทวางงบลงทุนใน 3 ประเทศไว้จำนวน 70 ล้านบาท ประกอบด้วย ประเทศอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และ เวียดนาม ซึ่งบริษัทมีแผนที่จะจัดตั้งสำนักงาน หรือ บริษัทร่วมทุนในต่างประเทศ จากปัจจุบันไม่มีการตั้งสำนักงานในต่างประเทศ คาดว่าจะเห็นสำนักงานแห่งแรกในเวียดนามประมาณกลางปี 2561

'ปัจจุบันมีสัดส่วนรายได้ต่างประเทศ 10% คิดเป็นรายได้ราว 100 ล้านบาท แต่เป้าหมาย 3-5 ปีข้างหน้า คาดว่าจะมีรายได้เพิ่มเป็น 500 ล้านบาท และจากค่าเงินบาทแข็งค่า เรามีการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (Hedging) ไว้ 100% จึงไม่ส่งผลกระทบต่อบริษัท' 

วิเคราะห์ผลประกอบการปี 2560 ว่า บริษัทตั้งเป้ารายได้เติบโตใกล้เคียงปี 2559 ที่มีรายได้ 1,227 ล้านบาท เพราะเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว ซึ่งส่งผลต่อยอดขายของบริษัทในช่วงที่ผ่านมา แม้ว่าปกติไตรมาส 3 และ 4 ของธุรกิจจะเป็นช่วง 'ไฮซีซั่น' ก็ตาม แต่มองว่ารายได้น่าจะยังไม่เติบโตโดดเด่นมากนัก

แต่ว่า ในปี 2561 ตั้งเป้ารายได้เติบโต 10% จากปีก่อน โดยประเมินว่าเศรษฐกิจมีโอกาสฟื้นตัว และ จากการที่ภาครัฐประกาศเลือกตั้ง ซึ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการในการลงทุน หลัง 3 ปีที่ผ่านมารายได้ของบริษัททรงตัว แต่ในแง่ของกำไรเติบโต เนื่องจากบริษัทมีการบริหารต้นทุนดีขึ้น

ส่วนอัตรากำไรขั้นต้น (Gross profit margin) ปี 2561 คาดว่าจะดีกว่าปีนี้ หลัง 9 เดือนอยู่ที่ 27.76% และ อัตรากำไรสุทธิ (Net profit margin) จะดีกว่าปีนี้เช่นเดียวกัน หลัง 9 เดือนอยู่ที่ 11.18% โดยมาจากยอดขายที่เติบโต และ การบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ

ท้ายสุด 'หุ้นใหญ่' ทิ้งท้ายว่า ยังมีโครงการ EEC ถือเป็น 'ปัจจัยบวก' เพราะว่าจะเกิดการลงทุนสร้างโรงงานใหม่ ซึ่งโรงงานดังกล่าวต้องมีอุปกรณ์ของบริษัท ฉะนั้น จึงเป็นโอกาสที่บริษัทจะเติบโตอีกมาก ประกอบกับปีหน้าเศรษฐกิจน่าจะฟื้นตัว พร้อมทั้งมีแผนขยายการลงทุนเพื่อเพิ่มไลน์สินค้าใหม่ๆ เพิ่มเข้ามา

แชร์ข่าว :
Tags: