รวบแก๊งคอลเซ็นเตอร์จีนใช้ไทยเป็นฐาน ตุ๋นเพื่อนร่วมชาติ

15 ธันวาคม 2560
1,669

รวบ 23 ชาวจีนแก๊งคอลเซ็นเตอร์รูปแบบใหม่ ใช้ไทยเป็นฐานโทรตุ๋นเพื่อนร่วมชาติ-ปปง.คืนเงินเหยื่อ 3 ราย

เมื่อเวลา 10.40 น. วันที่ 15 ธันวาคม ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผบช.ทท. และทีมสืบสวน ร่วมกับ พล.ต.ต.รมย์สิทธิ์ วีริยาสรร รรท.รองเลขาธิการ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) แถลงผลการจับกุมแก๊งเซ็นเตอร์ชาวจีน 23 คน หลังเจ้าหน้าที่ร่วมกับจับกุมที่ตึกแถว 4 ชั้น เลขที่ 85/37 บ้านด่านนอก ซอยสองชัย หมู่ 2 ต.สำนักขาม อ.สะเดา จ.สงขลา และบ้านในพื้นที่ใกล้เคียง รวมหลายจุด โดยผู้ต้องหาทั้งหมดมีหนังสือเดินทางถูกต้อง แต่อยู่เกินเวลาที่กำหนด หรือโอเวอร์สเตย์ พร้อมยึดอุปกรณ์ต่างๆไว้ทำการตรวจสอบจำนวนมาก

พล.ต.อ.จักรทิพย์ เปิดเผยว่า จากการสืบสวนตอนแรกนั้นแก๊งนี้เหมือนกับแก๊งพนันออนไลน์ทั่วไป แต่เมื่อสืบสวนเชิงลึกทำให้ทราบว่า จริงๆแล้วคือเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์รูปแบบใหม่ เดินทางมาในรูปแบบนักท่องเที่ยว ต่างคนต่างเดินทางมา เพื่อตบตาเจ้าหน้าที่ พฤติการณ์หลอกลวงคล้ายกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ทั่วไป อาศัยประเทศไทยเป็นฐานปฏิบัติการ ก่อนโทรไปหลอกผู้เสียหายชาวจีนแผ่นดินใหญ่ ด้วยการชักชวนให้เล่นการพนัน เกมออนไลน์ และซื้อสิ่งของต่างๆ แต่เชื่อว่ายังมีคนในประเทศอื่นๆตกเป็นเหยื่อด้วย โดยแก๊งนี้มีอยู่จำนวน 40-50 คน แต่เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมได้ 23 คน ทั้งหมดถูกว่าจ้างโดยชาวมาเลเซียให้ก่อเหตุ ซึ่งกลุ่มผู้ต้องหาได้เช่าบ้านหรูและอพาร์ทเมนท์ เพื่อตั้งเป็นศูนย์คอลเซ็นเตอร์ในประเทศไทย และจากการสอบสวนผู้ต้องหาอ้างว่า ไม่มีหนังสือเดินทาง อย่างไรก็ตามในประเด็นนี้เจ้าหน้าที่จะต้องตรวจสอบที่มาที่ไปทุกประเด็นว่าเดินทางเข้ามาในประเทศไทยได้อย่างไร หนังสือเดินทางที่อ้างว่าไม่มีนั้นถูกนายจ้างหรือนายทุนยึดไปหรือไม่

พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าวอีกว่า จากการตรวจสอบเส้นทางการเงิน พบผู้ต้องหามีการโอนเงินไปยังบัญชีของคนจีนที่อยู่ในสาธารณรัฐประชาชนจีน มูลค่าหลายสิบล้านบาท เบื้องต้นได้สั่งเร่งขยายผลจับกุมผู้ร่วมขบวนการทั้งชาวจีน ชาวมาเลเซีย และคนไทย ที่คาดว่าเกี่ยวข้องกับการอำนวยความสะดวกเรื่องการเช่าบ้านพักให้เป็นฐานปฏิบัติการหรือไม่ โดยเจ้าหน้าที่จะขยายผลจากของกลางที่ยึดได้ ทั้งคอมพิวเตอร์ 41 เครื่อง อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โทรศัพท์มือถือ เงินสดสกุลต่างประเทศหลายสกุล และตู้เซฟ เพื่อหาความเชื่อมโยงกับใครหรือแก๊งใดบ้าง

ด้าน พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหามีความผิดตาม พ.ร.บ.ตรวจคนเข้าเมือง ทั้งหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ,อยู่ในราชอาณาจักรเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด หรือโอเวอร์สเตย์ และร่วมกันเป็นอั้งยี่และซ่องโจร ส่วนข้อหาฉ้อโกงประชาชน และอาชญากรข้ามชาติ ยังอยู่ระหว่างสืบสวนขยายผล จากนั้นจะแจ้งข้อหาภายหลัง โดยเจ้าหน้าที่จะดำเนินการ พ.ร.บ.ตรวจคนเข้าเมือง เพื่อใช้อำนาจในการควบคุมตัวไว้ก่อน

ขณะที่ พล.ต.ต.รมย์สิทธิ์ ระบุว่า สถิติการรับร้องเรียนแก๊งคอลเซ็นเตอร์ตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน พบมีผู้เสียหายร้องเรียนแล้ว กว่า 132 คน หลงเชื่อและโอนเงิน 74 คน และแจ้งเจ้าหน้าที่ทันทีหลังเกิดเหตุ 23 คน รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 23 ล้านบาท ทาง ปปง. สามารถช่วยเหลือนำเงินคืนผู้เสียหายได้แล้วกว่า 2 ล้านบาท จึงอยากฝากถึงประชาชนหากทราบว่าถูกหลอกให้รีบแจ้งมายังศูนย์ป้องกัน และปราบปรามการฉ้อโกงประชาชนผ่านระบบโทรศัพท์ และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติสายด่วน 1155 และศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินสายด่วน 1710 โดยเร็วที่สุด

สำหรับการมอบเงินให้กับผู้เสียหายวันนี้ มีจำนวน 3 ราย โดยรายแรกโอนเงินไปให้บัญชีคนร้าย จำนวน 2,938,000 บาท ทางปปง. สามารถอายัดเงินของผู้เสียหายไว้ได้ 1,250,329 บาท ซึ่งมีการแจ้งความไว้ สน.ปทุมวัน ส่วนผู้เสียหายรายที่สอง โอนเงินเข้าบัญชีคนร้าย จำนวน 587,000 บาท ปปง. สามารถอายัดเงินได้ 202,300 บาท มีการแจ้งความร้องทุกข์ไว้ที่ สภ.จอหอ จ.นครราชสีมา และผู้เสียหายรายที่สาม หลงเชื่อโอนเงินเข้าบัญชีคนร้าย 44,000 บาท ปปง. สามารถอายัดบัญชีไว้ทันได้เงินทั้งหมด 44,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 1,494,329 บาท

ผู้สื่อข่าวรายงานตว่า ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมผู้ต้องหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์แล้ว 89 ราย ซึ่งได้ขอศาลอนุมัติหมายจับผู้ร่วมขบวนการได้ 146 หมายจับ พร้อมกันนี้ทาง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ได้รับมอบเงินที่ ปปง. ได้ประสานธนาคารและอายัดเงินไว้ได้ทัน คืนให้แก่ผู้เสียหาย 3 คน ที่เป็นเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ รวมจำนวน 1,494,329 บาทด้วย

แชร์ข่าว :
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

คอลัมน์อื่นๆ