ปรับเงื่อนไขประกันตัว ลบครหา 'คุกมีไว้ขังคนจน'

23 พฤศจิกายน 2560 | โดย รายงานพิเศษ
41,472

"คุกมีไว้ขังคนจน" คำพูดที่คุ้นชินในสังคม ที่สะท้อนถึงความเท่าเทียมและสิทธิของประชาชนในการต่อสู้คดีในกระบวนการยุติธรรม

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมามีการพูดว่า คนรวยนามสกุลดังมีเงินประกันตัว มีเงินจ่ายค่าปรับไม่ต้องติดคุก ในทางกลับกันคนจนหาเช้ากินค่ำไม่มีเงินประกันตัว ไม่มีเงินจ่ายค่าปรับก็ต้องติดคุก ทั้งที่บางคดีเป็นคดีที่ไม่ร้ายแรง

ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันคือ ในระหว่างที่ผู้ต้องสงสัยที่ถูกจับกุมถูกฝากขังผู้ถูกกุมขังสามารถใช้สิทธิในการประกันตัวเพื่อแลกกับอิสรภาพของตนเองได้ แต่หากไม่มีเงินประกันตัวก็จะต้องติดคุกในระหว่างที่รอการพิจารณาของศาลซึ่งใช้เวลานานหลายเดือนหรือบางครั้งอาจจะกินระยะเวลานานเป็นปี

ทั้งที่ท้ายที่สุดแล้วศาลอาจจะมีคำวินิจฉัยว่าคนๆนั้นไม่มีความผิด บางคดีเมื่อผู้ต้องหาได้รับการประกันตัวก็อาจจะอาศัยช่องทางนี้ในการหลบหนี และยอมแลกกับจำนวนเงินที่เสียไป จนมีการมองว่า “เงิน” ไม่ใช่ปัจจัยที่จะชี้วัดว่าจำเลยจะไม่หลบหนี

นำมาสู่ข้อเสนอ “การพิจารณาความเสี่ยงแทนเงินประกัน” ของ “เครือข่ายการปฏิรูปการประกันตัวเพื่อคนจน” นำโดย นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและความยั่งยืน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ได้จัดทำแคมเปญที่มีชื่อว่า “ต้องไม่มีใครติดคุกเพราะจน” พร้อมล่ารายชื่อผู้สนับสนุนและยื่นต่อคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรมไปเมื่อวานนี้ (22 พ.ย.)

โดย นายปริญญา กล่าวว่า ปัจจุบันมีคนติดคุกราว 66,000 คน เพราะไม่มีเงินประกัน ทั้งที่ในรัฐธรรมนูญทุกฉบับต่างมีหลักการในคดีอาญาว่า ก่อนจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าบุคคลใดมีความผิดจะปฏิบัติต่อผู้นั้นเสมือนผู้กระทำความผิดมิได้ ดังนั้นจึงไม่ควรมีบุคคลใดต้องติดคุกก่อนศาลพิพากษาหรือระหว่างพิจารณาคดี
จึงนำมาสู่แคมเปญล่ารายชื่อสนับสนุนโครงการโดยมีเป้าหมายอยู่ที่ 66,000 รายชื่อ ซึ่งขณะนี้มีผู้ร่วมลงชื่อแล้วกว่า 30,000 ราย โดยในเรื่องการประกันตัวนั้นมีผลเสียคือ

1.ความเหลื่อมล้ำและความอยุติธรรมมีมากขึ้นขัดต่อหลักความเสมอภาคตามมาตรา27 ของรัฐธรรมนูญ 2.คุกล้นโดยไม่จำเป็น และ3.ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าจำเลยจะกลับมาศาลจึงขอเสนอให้ใช้หลักการประเมินความเสี่ยงในการหลบหนีของจำเลยแทนการใช้เงินประกัน

ประเด็นนี้มีเสียงทะท้อนมาจาก ดร.เอกพันธุ์ ปิณฑวณิช นักวิชาการด้านสิทธิมนุษยชน จากสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติวิธีมหาวิทยาลัยมหิดล ที่มองว่า อันที่จริงแล้วในเรื่องของการประกันตัวคิดว่าโดยพื้นฐานทุกคนมีสิทธิได้รับการประกันตัวออกมาต่อสู้คดี ส่วนเงื่อนไขที่ว่าจะเป็นเงินหรือการประเมินความเสี่ยงตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่คงจะไปคุยกันต่อไป

“แน่นอนว่าในเรื่องของเงินนั้นจะทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างคนมีกับคนจน คนจนบางคนที่ไม่สามารถหาหลักทรัพย์มาค้ำประกันได้ก็จะทำให้เสียสิทธิตรงนี้ไป แต่อาจจะต้องมีหลายประเด็นที่จะต้องมาพูดคุยกันในเรื่องนี้”

อย่างแรกคือ ผู้ต้องหาหรือผู้ต้องสงสัยนั้นตามกฎหมายระบุว่าเมื่อกระบวนการพิจารณายังไม่สิ้นสุดจะปฏิบัติเสมือนผู้กระทำผิดมิได้ ดังนั้นกระบวนการตั้งแต่จับกุม สืบสวน สอบสวนต่างๆเราจะให้สิทธิผู้ต้องหามีอิสระมากน้อยเพียงใด แต่โดยสิทธิพื้นฐานแล้วทุกคนควรได้รับสิทธิจนกว่าจะมีการตัดสินว่าผิด

ปัจจุบันเรามีกองทุนยุติธรรมที่คอยช่วยเหลือผู้ต้องหาในคดีต่างๆ ส่วนตัวคิดว่าวิธีการจัดการที่อาจจะง่ายกว่านั้น นอกจากจะมีการประเมินความเสี่ยงซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีแล้ว ต้องมาคิดว่าจะทำอย่างไรให้บุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงกองทุนยุติธรรมพร้อมกระจายให้ผู้ต้องหาที่ขาดโอกาสทางด้านการเงินสามารถเข้าถึงได้

ส่วนประเด็นเกี่ยวกับสิทธิผู้ต้องหาหรือผู้ต้องขังนั้นเราต้องไปพิจารณาตั้งแต่ต้นทางตั้งแต่ตำรวจ อัยการ หรือศาล ซึ่งส่วนตัวเห็นด้วยกับคำที่ว่า คนรวยไม่ค่อยติดคุกคุกมีไว้ขังคนจน

แต่ว่า ถ้าจะพิจารณาในเรื่องติดคุกหรือไม่ติดคุกเราก็ต้องไปดูที่กระบวนการยุติธรรมในวงกว้างมากกว่าเรื่องการประกันตัวเพราะในหลายกรณีที่เกิดขึ้นก็เริ่มจากกระบวนการสืบสวนสอบสวน บางกรณีผู้ที่มีอำนาจมีอิทธิพลบางกรณีอัยการก็สั่งไม่ฟ้อง หรือบางครั้งได้รับการประกันตัวก็หนีประกันยิ่งคนมีฐานะโอกาสที่จะหนีก็มีมาก

“ถ้าจะทำให้คำพูดที่ว่าคุกมีไว้ขังคนจนหายไปก็ต้องทำให้กฎหมายมีบรรทัดฐาน กฎหมายต้องเกิดขึ้นโดยหลักนิติธรรมและหลักนิติธรรมเหล่านั้นมีผลบังคับใช้ในสังคมอย่างเท่าเทียมกัน”

ร.ต.อ.จอมเดช ตรีเมฆ นักวิชาการด้านอาชญวิทยา จากสถาบันอาชญาวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม มหาวิทยาลัยรังสิต มองว่า ส่วนตัวเห็นด้วยหากจะนำมาตรการอื่นๆมาใช้โดยไม่ได้พิจารณาในเรื่องหลักประกันเพียงอย่างเดียว ส่วนตัวยังไม่รู้รายละเอียดทั้งหมดว่าเป็นอย่างไร

แต่หากจะให้ตัดเงื่อนไขในเรื่องหลักทรัพย์ออกไปเลยก็คงไม่ใช่เรื่องดี เพราะเงื่อนไขการวางหลักทรัพย์นั้นถูกคิดมาว่า เป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ต้องหาชั่งใจหากคิดจะหลบหนี โดยในเรื่องความเสี่ยงนั้นปัจจุบันก็เป็นเงื่อนไขที่ศาลจะต้องพิจารณาอยู่แล้วส่วนตัวจึงเห็นว่าเงื่อนไขเกี่ยวกับหลักทรัพย์ควรที่จะต้องมี แต่อาจจะเพิ่มมาตรการต่างๆที่จะทำให้เกิดความเท่าเทียมไม่มีคนจนหรือคนรวย

เช่น คิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของรายได้ ซึ่งมีบางประเทศที่ใช้วิธีนี้เพื่อไม่ให้กระทบต่อตัวผู้ต้องหามากนัก
ส่วนข้อท้วงติงที่ว่าปัจจุบันมีกองทุนยุติธรรมที่คอยให้ความช่วยเหลือผู้ต้องหาแต่กลับยังพบความเหลื่อมล้ำอยู่นั้น มองว่าปัจจุบันยังมีข้อจำกัดในเรื่องการเข้าถึงความช่วยเหลือในส่วนนี้ คนที่ไม่มีเงิน ไม่มีความรู้ก็ไม่รู้ว่าจะเข้าถึงช่องทางเหล่านี้อย่างไร จนทำให้เกิดความรู้สึกว่าไม่ได้รับความยุติธรรม

.............................

[ล้อมกรอบ] เปิดขั้นตอน-เงื่อนไขประกันตัว
ปัจจุบันการที่ศาลอนุญาตจะให้ประกันตัวหรืออนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว แบ่งได้เป็น 1.การปล่อยชั่วคราวโดยไม่มีประกัน คือการปล่อยตัวชั่วคราวโดยไม่ต้องทำสัญญาประกันและไม่ต้องมีหลักประกันแต่อย่างใดเพียงแต่ให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยสาบานหรือปฏิญาณตนว่าจะมาตามนัดหรือหมายเรียกเท่านั้น

2.การปล่อยชั่วคราวโดยมีประกัน คือ การปล่อยตัวชั่วคราวโดยผู้ขอประกันต้องทำสัญญาประกันต่อศาลว่าจะปฏิบัติตามนัดหรือหมายเรียกของศาลซึ่งให้ปล่อยชั่วคราวถ้าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มาตามกำหนดผู้ขอประกันจะถูกปรับตามจำนวนเงินที่กำหนดไว้ในสัญญาประกันตลอดจนอาจมีการกำหนดเงื่อนไขในสัญญาประกันนั้น

3.การปล่อยชั่วคราวโดยมีประกันและหลักประกัน คือ การปล่อยตัวชั่วคราวโดยมีสัญญาว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยจะมาตามที่กำหนดในสัญญาหรือตามหมายเรียกและมีการวางหลักประกันไว้เพื่อที่จะบังคับเอากับหลักประกันเมื่อมีการผิดสัญญา

โดยหากเป็นกรณีที่ต้องใช้หลักประกันจะต้องใช่หลักทรัพย์อาทิ เงินสด หรือหลักทรัพย์อื่นเช่น โฉนดที่ดิน,
สมุดเงินฝากประจำหรือใบรับเงินฝากประจำของธนาคาร เป็นต้น!!

แชร์ข่าว :
Tags: