ย้อนรอยทีมดังพลาดไป “บอลโลก”

13 พฤศจิกายน 2560 | โดย ธนรัชต์ คูสมบัติ facebook.com/Tanaruch.Kusombut/ (ผู้ประกาศข่าวกรุงเทพธุรกิจ)
2,057

สถานการณ์ของทีมชาติ "อิตาลี" ไม่แน่นอนเสียแล้วสำหรับการไปฟุตบอลโลก 2018 รอบสุดท้าย โดยค่ำคืนวันนี้้ต้องชนะสวีเดนให้ได้สองประตู ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาเกิดเกิดกรณีที่ชาติยักษ์ใหญ่ที่เป็นขาประจำฟุตบอลโลกต้องพลาดการไปรอบสุดท้ายมาแล้วหลายทีม

ฝรั่งเศส  1994

ทีมแชมป์ฟุตบอลโลกในปี 1998 ที่ตนเองเป็นเจ้าภาพ แต่รู้หรือไม่ก่อนที่จะพบกับความสุขสุดๆในปี 98 สี่ปีก่อนหน้านั้นกับเป็นปี่ที่ขมขื่นแบบสุดๆเช่นกันของวงการลูกหนังฝรั่งเศส

ใครจะไปคาดคิดว่าทีมที่มีนักเตะระดับซูเปอร์สตาร์ล้นทีมอย่างเช่นฌอง-ปิแอร์ ปาแป็ง, ดิดิเยร์ เดสช็องป์ส, มาร์กแซล เดอ ไซญี่, เอริค คันโตน่า หรือ ดาวิด ชิโนล่า เป็นต้น ด้วยชื่อชั้นของสตาร์เหล่านี้ควรจะเป็นทีมที่เข้าไปลุ้นแชมป์โลกด้วยซ้ำ

ขุนพลทัพตราไก่ภายตายการนำทีมของเชราร์ด อุลลิเยร์ ในเวลานั้น เริ่มต้นทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยการ ชนะ 6 และเสมอ  2  แต่กลับดวงแตกในสองนัดสุดท้ายด้วยการแพ้คาบ้านต่อทีมบ๊วยของกลุ่มอย่างอิสราเอล และพ่ายแพ้ต่อบัลแกเรียในเกมสุดท้าย ซึ่งทั้งสองเกมโดนยิงในช่วงทดเวลาบาดเจ็บเหมือนกันด้วย ทำให้พลาดการไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่สหรัฐอเมริกา และตามมาด้วยการผ่าตัดทีมครั้งใหญ่จนกระทั่งประสบความสำเร็จเป็นแชมป์ฟุตบอลโลกปี 1998 ในบ้านของตัวเอง

 

อังกฤษ 1994

ฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายในปี 1994 จืดชืดลงไปสนิทเพราะนอกจากฝรั่งเศสที่พลาดการไปเล่นรอบสุดท้ายแล้ว ยังต้องขาดทีมยอดนิยมอย่างอังกฤษอีกด้วย

หลังจากที่ทัพขุนพลสิงโตคำรามทำผลงานได้อย่างสุดยอดในฟุตบอลโลกปี 1990 ที่อิตาลี โดยคว้าอันดับสี่มาครองได้สำเร็จ แฟนบอลอังกฤษจึงหวังว่าอีกสี่ปีข้างหน้าอังกฤษน่าจะพัฒนาขึ้นอีกและประสบความสำเร็จให้ได้หลังจากที่ได้แชมป์โลกมาครั้งเดียวคือปี 1966

แต่สัญญาณที่เป็นลางไม่ค่อยดีนักเริ่มเด่นชัดออกมาจากความล้มเหลวในฟุตบอลยูโร 1992 แต่กุนซือเจ้าของฉายา “หัวผักกาด” ที่ตอนนี้ล่วงลับไปแล้วอย่างเกรแฮม เทย์เลอร์ ก็ยังได้รับโอกาสคุมทีมต่อ

แต่ก็เป็นสิ่งที่พิสูจน์ว่ากุนซือหัวผักกาดไม่คู่ควรกับการเป็นนายใหญ่ทีมชาติอังกฤษจริงๆ เมื่อพลพรรค "สิงโตคำราม" ตกรอบคัดเลือก อดไปเล่นที่สหรัฐฯ หลังจากแพ้ในการออกไปเยือน นอร์เวย์ และ ฮอลแลนด์ แถมทีมยังสร้างสถิติน่าอับอายไว้อีกด้วยการถูกสมันน้อยอย่าง ซานมาริโน ยิงประตูในวินาทีที่ 7 

 

เนเธอร์แลนด์  2002

ตั้งแต่รอบคัดเลือกฟุตบอลโลกฉบับเอเชียที่ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้จะเริ่มขึ้นในปี 2002 ทีมเนเธอร์แลนด์หรือฮอลแลนด์ ถูกยกให้เป็นหนึ่งในทีมเต็งแชมป์ทีมหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย หลังจากที่สี่ปีก่อนหน้าแสดงศักยภาพเล่นได้อย่างน่าตื่นตะลึงจนทีมเข้าถึงรอบรองชนะเลิศ จากนั้นอีกสองปีต่อมาก็เข้าถึงรอบรองชนะเลิศฟุตบอลยูโร 2000 ที่ตนเองเป็นเจ้าภาพก่อนที่จะพ่ายในการดวลจุดโทษให้กับอิตาลีอย่างน่าเสียดาย

แม้ว่าทีมจะปราศจากเดนนิส เบิร์กแค้มป์ ดาวเตะคนดังที่ประกาศรีไทร์ตัวเองจากทีมชาติ แต่ก็ยังมีสตาร์ดังระดับโลกอยู่กันครบครันไม่ว่าจะเป็น เอ็ดการ์ ดาวิดส์, คลาเรนซ์ เซดอร์ฟ, รุด ฟาน นิสเตลรอย, มาร์ค โอเวอร์มาร์ส กระทั่ง ยาป สตัม  ที่สำคัญคือแต่ละคนอยู่ในช่วงอายุที่พีคสุดๆคือ 26-30 ปี

แต่ทีมของ หลุยส์ ฟาล กัล กลับล้มเหลวอย่างไม่น่าเชื่อ จบรอบคัดเลือกแค่อันดับ 3 รองจาก โปรตุเกส และสาธารณรัฐไอร์แลนด์ ขนาดมีโอกาสสุดท้ายในการบุกไปเยือนทีม "ยักษ์เขียว" ขุนพลดัตช์ซึ่งเป็นต่อบานเบอะยังกล้าบุกไปแพ้ 0-1 ตกรอบสนิท

 

โปรตุเกส  1998

ทีมชาติโปรตุเกสในยุคโกลเด้นเจเนอเรชั่น ที่แกนหลักส่วนใหญ่มาจากชุดแชมป์ฟุตบอลโลกยู 20 ในปี 1991 นำโดยสุดยอดนักเตะอย่าง หลุยส์ ฟิโก้, รุย คอสต้า และ เจา ปินโต ท่ามกลางความคาดหวังของแฟนบอลเพราะนี่คือโอกาสที่ดีที่สุดของโปรตุเกสที่จะสร้างผลงานฝากไว้ในเกมระดับฟุตบอลโลก นับตั้งแต่ยุคของ ยูเซบิโอ

แต่ทว่าทีมฝอยทอง ต้องจบที่อันดับสามของกลุ่ม เป็นรอง เยอรมนี และ ยูเครน โดยผลงานนั้น แพ้เพียงแค่นัดเดียวต่อการไปเยือนยูเครน 2-1 แต่หนักไปทางเสมอถึง 4 นัด และชนะไป 5 นัดด้วยกัน ต้องพลาดการไปเล่นรอบสุดท้ายในปี 1998

แต่อย่างไรก็ตามทีมชุดนี้ก็กลับมาเข้าฟอร์มเล่นได้อย่างยอดเยี่ยมสมความคาดหวังในยูโร 2000 โดยเข้าถึงรอบรองชนะเลิศก่อนจะไปแพ้ต่อทีมชาติฝรั่งเศสที่เป็นแชมป์ในบั้นปลาย

แชร์ข่าว :
Tags: