‘เจเอเอส’แตกไลน์รุกธุรกิจอสังหาฯ-ร้านอาหาร

31 สิงหาคม 2560 | โดย นฤมล เกษมสุข
5,982

เจเอเอส แอสเซ็ท จัดทัพธุรกิจใหม่ แตกไลน์อสังหา รุกธุรกิจร้านอาหาร ชิมลางผุดคอนโดย่านเอกมัย-รามอินทรา ตั้งเป้าเปิด 2 โครงการต่อปี แย้มแผนควบกิจการร้านคาซ่า ลาแปง เล็งลงทุนควบขายแฟรนไชส์ดันร้านสู่ตลาดแมส ด้านชอปปิงมอลล์เล็งเปิดเพิ่ม 2 แห่งปีหน้า

บริษัท เจเอเอส แอสเซ็ท จำกัด (มหาชน) เดินหน้าลงทุนในธุรกิจ คอมมูนิตี้ มอลล์ มาทุกปีตั้งแต่ปี 2557 รวม 3 โครงการ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการสร้างการเติบโต และถึงปีนี้บริษัทตัดสินใจที่จะขยายงานออกไปด้วยการเพิ่มหน่วยธุรกิจหลัก 2 หน่วย คือ การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เริ่มต้นเปิดตัวโครงการแรก คอนโด นีเวร่า เอกมัย-รามอินทรา จำนวน 178 ยูนิต มูลค่า 500 ล้านบาท และการควบรวมกิจการ (M&A) ด้วยการลงทุน 40 ล้านบาท ถือหุ้น 60% จัดตั้งบริษัท บีนส์แอนด์บราวน์ จำกัด เพื่อบริหารกิจการร้านอาหารและเครื่องดื่ม คาซ่า ลาแปง ที่ปัจจุบันมี 8 สาขา

สุพจน์ วรรณา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวว่าการแตกไลน์ไปยังธุรกิจอสังหานั้นเพราะเชื่อว่าจะเป็นช่องทางในการสร้างรายได้ที่ยั่งยืน อีกทั้งมองเห็นโอกาสเติบโตจากความต้องการที่อยู่อาศัยที่เพิ่มขึ้น และสำหรับโครงการแรกที่ตั้งอยู่ในย่านรามอินทรา-เอกมัย บนพื้นที่ 2 ไร่นั้น มีจุดเด่นในด้านทำเลที่ใกล้กับระบบรถไฟฟ้าหลายเส้นทางที่กำลังจะพัฒนาในอนาคตอันใกล้ 

ปัจจุบัน การลงทุนของบริษัทอสังหาแนวราบ เช่น ทาวน์โฮม บ้านเดี่ยว มีราคาพุ่งสูงขึ้น ขั้นต่ำ 8 ล้านบาท ไปจนถึงหลัก 20 ล้านบาท  ขณะที่ ราคาที่ดินที่ในย่านนี้ปรับตัวมากกว่า 2 เท่าแล้ว เทียบจากราคาซื้อที่ดินปีที่แล้วที่ราว 1 แสนกว่าบาท/ตร.วา เป็น 3 แสนบาท ดังนั้น หากมีการพัฒนาที่พักอาศัยในราคาที่จับต้องได้ในระดับเฉลี่ยเริ่มต้น 2.4 ล้านบาท หรือ 8 หมื่นบาท/ตร.. ใกล้เคียงกับคอนโดในย่านเดียวกัน จึงเชื่อว่าจะเป็นที่ต้องการของตลาดที่มีกำลังซื้อระดับบีขึ้นไป ที่ยังต้องการพักอาศัยในโซนดังกล่าว”

บริษัทมีเป้าหมายระยะยาวว่าจะสร้างรายได้จากหน่วยธุรกิจอสังหา 30-40% จากรายได้ทั้งหมด โดยได้วางแผนรองรับคือการพัฒนาโครงการใหม่ 2 แห่งต่อปี โดยขณะนี้มีที่ดินพร้อมแล้ว 1 แห่งคือย่านดอนเมือง พื้นที่ 7-8 ไร่ คาดใช้งบลงทุนราว 1,000 ล้านบาท สูงกว่าโครงการแรก 100% เบื้องต้นวางแนวคิดสร้างธุรกิจแบบมิกซ์ยูส มีชอปปิงมอลล์ในกลุ่มแจส ภายใต้แบรนด์ฟู้ดวิลล์ ที่เป็นพื้นที่ค้าปลีกขนาดเล็กที่สุดในเครือ ส่วนที่อยู่อาศัยจะเป็นคอนโดหรือที่พักแนวราบอยู่ระหว่างการพิจารณาความเหมาะสม

“เราตั้งงบลงทุนเฉพาะอสังหา 1,000-1,500 ล้านบาทต่อปี ส่วนธุรกิจเดิมอย่างชอปปิงมอลล์ จะลงทุน 700-800 ล้านบาท โดยในปีหน้าอาจจะเปิดชอปปิงมอลล์ขนาดกลางหรือใหญ่ได้อีก 1 แห่ง และขนาดเล็ก 1 แห่ง ซึ่งอยู่ระหว่างการหาทำเลในกรุงเทพฯ เช่นกัน”

สุพจน์ กล่าวว่า การขยายงานครั้งนี้ ทำให้ปัจจุบันบริษัทมีหน่วยธุรกิจ 5 หน่วย โดย 3 หน่วยเดิมประกอบด้วย พื้นที่ให้เช่า (Rental Space) ซึ่งเป็นธุรกิจดั้งเดิมได้แก่ ศูนย์จำหน่ายไอที จังก์ชั่น ที่ร่วมมือกับบิ๊กซี 52 สาขา ซึ่งยังสร้างรายได้ในสัดส่วนมากที่สุด 70% ธุรกิจชอปปิง มอลล์ 3 โครงการ เป็นโครงการขนาดกลาง 5,000-1 หมื่นตร.ม. และขนาดใหญ่ 2 หมื่นตร.ม.ขึ้นไป ประกอบด้วย เดอะแจส วังหิน, เดอะแจส รามอินทรา และแจส เออเบิร์น ศรีนครินทร์ มีสัดส่วนรายได้ 30% โดยตั้งแต่ต้นปีมีลูกค้าใช้บริการเพิ่มขึ้น 10-20% มีอัตราการเช่าพื้นที่ 80-100% และที่เหลือเป็นธุรกิจอื่นๆ เช่น สวนสนุก ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่เข้ามาเสริมในชอปปิงมอลล์ แต่ในอนาคตเชื่อว่าสัดส่วนของธุรกิจพื้นที่ให้เช่าไอทีจังก์ชั่นจะลดลง เป็นไปตามการขยายรายได้จากหน่วยธุรกิจอื่นๆ

ส่วนธุรกิจร้านอาหารมีแผนขยายร้านอาหารคาซ่า ลาแปง ทั้งรูปแบบลงทุนเอง และขายแฟรนไชส์ เพื่อให้เป็นแบรนด์ที่เปิดกว้างต่อสาธารณะมากขึ้น และมองอนาคตระยะยาวจะสร้าสงโอกาสเติบโตได้ทั้งในและต่างประเทศ และสร้างรายได้ให้ในสัดส่วน 10% ในอีก 3 ปีข้างหน้า

ทั้งนี้ การขยายงานต่างๆ เชื่อว่าจะทำให้ปีนี้รายได้ของบริษัทจะเติบโต 30% ส่วนช่วงไตรมาส 2 ปีนี้ เจเอเอส รายงานผลกำไรสุทธิ 6.09 ล้านบาท

แชร์ข่าว :
Tags: