เรียนรู้ประสบการณ์จากศิลปินที่รับมือ "โรคซึมเศร้า" สำเร็จ

24 กรกฎาคม 2560 | โดย ทัศนีย์ สาลีโภชน์
2,887

มาทำความเข้าใจโรคซึมเศร้าผ่านประสบการณ์ตรงของศิลปินระดับโลกที่กล้ายอมรับว่าตัวเองเป็นโรคนี้ เพื่อเป็นอุทธาหรณ์แก่ผู้ป่วยคนอื่น พร้อมกระตุ้นให้คนใกล้ชิดเข้าใจ และยื่นมือไปให้ความช่วยเหลือ

ช่วงนี้สังคมเรามีการพูดถึงโรคซึมเศร้ากันในวงกว้าง ทั้งจากกรณีนักเขียนดัง Dr. Pop ขังผู้ป่วยโรคซึมเศร้าเอาไว้ในห้องแล้วใช้คำพูดรุนแรงเพื่อกระตุ้นว่าเป็นโรคนี้จริงไหม ต่อด้วยเรื่องการกระทำอัตวินิบาตกรรมของ เชสเตอร์ เบนนิงตัน นักร้องนำวง Linkin Park ที่ต่อสู้กับโรคซึมเศร้ามาทั้งชีวิต ตบท้ายด้วยเรื่อง ดีเจพล่ากุ้ง ออกมาตำหนิการฆ่าตัวตายของเชสเตอร์ แต่ภายหลังเขาก็ได้ออกมาขอโทษแล้วยังไปขอความรู้จากแพทย์เพื่อทำความเข้าใจโรคนี้ด้วย

กระแสดรามาเหล่านี้ทำให้คนไทยหันมาตื่นตัว และทำความเข้าใจกับโรคซึมเศร้ากันมากขึ้นว่าเป็นเรื่องที่ควรระวัง เพราะคนใกล้ชิดหรือแม้แต่ตัวเราเองก็อาจเป็นได้

วันนี้ เราจึงมีกรณีตัวอย่างของศิลปินที่เป็นโรคซึมเศร้า แต่สามารถต่อสู้จนเอาชนะโรคร้ายนี้ได้มาฝากเพื่อบอกคนที่กำลังป่วยอยู่ว่า คุณเองก็ทำได้แบบพวกเขาเหล่านี้เช่นกัน

 

คารา เดอลาวีญ

ถึงแม้จะเป็นซูเปอร์โมเดล และนักแสดงที่ประสบความสำเร็จที่สุดคนหนึ่งของโลก แต่คารากลับไม่อายที่จะเปิดเผยว่าตัวเองกำลังต่อสู้กับโรคซึมเศร้าเพื่อบอกคนที่เป็นโรคนี้ว่าพวกเขาไม่ได้อยู่เพียงลำพัง

คาราเริ่มเป็นโรคนี้ตั้งแต่อายุ 8 ขวบ ตอนที่รู้ว่าแม่ของตัวเองติดยา ทำให้เธอต้องรับบทสาวน้อยผู้เข้มแข็งเพื่อค้ำจุนคนในครอบครัว แต่พอเป็นวัยรุ่น อาการก็รุนแรงขึ้นจนเธอรับมือไม่ไหว

“ฉันเก่งมากเรื่องเก็บความรู้สึก และทำตัวเหมือนไม่มีอะไร ตอนเด็ก ฉันรู้สึกว่าต้องทำตัวดี ต้องเข้มแข็งเพราะว่าแม่ทำไม่ได้ แต่พอเป็นวัยรุ่น ทั้งฮอร์โมน แรงกดดัน และความอยากเรียนเก่งเพื่อครอบครัวทำให้มันระเบิดออกมา”

คาราบอกว่าเธอรู้สึกผิดแล้วก็เกลียดตัวเองจนไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไป โชคดีที่เธอได้รับความช่วยเหลือตอนอายุ 16 คาราออกจากโรงเรียนไป 6 เดือนเพื่อเข้ารับการรักษาที่ช่วยชีวิตเธอเอาไว้

สิ่งที่น่าชื่นชมเกี่ยวกับคาราคือการพูดตรง ๆ ว่าโรคซึมเศร้านั้นต้องรักษาอย่างต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ เหมือนเธอเองที่โรคนี้กำเริบขึ้นมาอีกเมื่อราว 3 ปีก่อนจนเธอต้องเลิกเป็นนางแบบไปพักหนึ่ง นอกจากนี้ คารายังพูดถึงสาเหตุที่ออกมาเปิดเผยเรื่องนี้ว่าเป็นเพราะ

“โรคทางจิตถูก “มองไม่เห็น” มานานแล้ว เธอจึงไม่อยากจะให้คน “ไม่ได้ยิน” มันเข้าไปอีก”

 

เวนท์เวิร์ธ มิลเลอร์

พระเอกหนุ่มผู้โด่งดังจากบท “ไมเคิล สกอฟิลด์” นักโทษแหกคุกรูปหล่อและฉลาดเป็นกรดจากซีรีส์ยอดฮิต Prison Break แต่กลับหายหน้าหายตาไปจากวงการแทนที่จะมีผลงานออกมาต่อเนื่องเพราะกำลังดังสุดขีด

เวนท์เวิร์ธเพิ่งจะออกมาอธิบายเรื่องนี้เอาไว้เมื่อต้นปีที่แล้วว่าเป็นเพราะเขามีความคิดจะฆ่าตัวตาย เขาต่อสู้กับโรคซึมเศร้ามาตั้งแต่เด็กซึ่งเป็นการต่อสู้ที่ทำให้เขาเสียทั้งเวลา โอกาส ความสัมพันธ์ แล้วก็ไม่ได้นอนเป็นพัน ๆ คืน

ปี 2010 เป็นปีที่เวนท์เวิร์ธรู้สึกตกต่ำที่สุดในชีวิต เขาจึงมองหาสิ่งที่จะมาเบี่ยงเบนความสนใจ และบรรเทาอาการโรคซึมเศร้าไปทุกแห่ง ในที่สุด เขาก็หันไปหาอาหารแทนที่จะไปติดเหล้า ยาเสพติด หรือเซ็กส์ แต่มันกลับทำให้เขาอ้วนจนถูกล้อเลียนไปทั่ว มีคนเอาภาพตอนเขาเล่น Prison Break ที่ทั้งผอมและหล่อมาตัดต่อเทียบกับรูปตอนอ้วนพร้อมเขียนข้อความว่าล้อเลียนว่า “เมื่อคุณแหกคุกออกมาพบกับแมคโดนัลด์”

นั่นเป็นสิ่งสุดท้ายที่คนกำลังต่อสู้กับโรคทางจิตต้องการ แต่โชคดีที่เวนท์เวิร์ธรอดชีวิตมาได้ เขาบอกว่าไม่ได้รู้สึกอะไรกับ meme พวกนี้แล้ว และมองว่ารูปตอนอ้วนเป็นเครื่องเตือนใจว่าเขาผ่านอะไรมาบ้าง แถมยังนำประสบการณ์ของตัวเองมาบอกเล่าด้วยว่า ถ้าคนที่คุณรู้จักกำลังต่อสู้กับโรคซึมเศร้าอยู่ ให้ยื่นมือออกไปช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นไปหา ส่งข้อความหรืออีเมลไปถึง หรือรับโทรศัพท์ที่เขาโทรมา เพราะคนพวกนั้นรอที่จะได้ยินเสียงของคุณอยู่

 

เซเลนา โกเมซ

อยู่ดี ๆ นักร้องสาวที่กำลังอยู่ในช่วงพีคก็ประกาศระงับทัวร์คอนเสิร์ต Revival กลางครันในปี 2016 เพื่อเข้ารับการรักษาโรคซึมเศร้า เล่นเอาแฟนเพลงช็อกไปตาม ๆ กันเพราะไม่คิดว่าคนที่ดูเพอร์เฟคท์ และ “ชีวิตดี๊ดี” แบบเซเลนาจะเป็นโรคนี้กับเขาด้วย

หลังจากรักษาตัวจนอาการดีขึ้น และกลับมาทำงานได้เหมือนเดิมแล้ว เซเลนาก็เปิดอกพูดเรื่องนี้จนทำให้เราได้รับรู้ในสิ่งที่น่าขำแต่ขำไม่ออก (ภาษาอังกฤษใช้คำว่า ironic) คือ เรื่องที่เซเลนาเป็นบุคคลที่มีผู้ติดตามทางอินสตราแกรมมากที่สุดในโลก (123 ล้านคน) แต่โซเชียลมีเดียกลับทำให้อาการซึมเศร้าของเธอแย่ลงจนถึงขนาดเล่นด้วยตัวเองไม่ได้อีกต่อไป แถมตอนที่ได้รับตำแหน่ง “บุคคลที่มีผู้ติดตามอินสตราแกรมมากที่สุดในโลก” ก็ไม่ได้ทำให้เธอดีใจเลย แต่กลับกลายเป็นสติแตกแทน

“โซเชียลมีเดียเอาเวลาของฉันไปหมด ฉันตื่นขึ้นมากับมันแล้วก็หลับไปพร้อมกับมัน ฉันเสพติด แล้วก็รู้สึกว่าได้เห็นสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่อยากจะเห็น เหมือนกับว่ามันใส่สิ่งต่าง ๆ เข้ามาในหัวทั้ง ๆ ที่ฉันไม่อยากจะไปสนใจเลย”

เรื่องนี้ทำให้เซเลนาออกจาก app นี้ไปพักหนึ่ง แถมยังตัดขาดจากโลกภายนอก ไม่พกโทรศัพท์เลยระหว่างที่รักษาตัวอยู่ 3 เดือน ซึ่งเรื่องนี้ช่วยให้เซเลนากลับมายืนหยัดได้อีกครั้งอย่างงดงาม

ทั้งหมดนี้เป็นตัวอย่างให้ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าเห็นว่า โรคของพวกเขาไม่ใช้เรื่องน่าอาย และรักษาให้ทุเลาลงได้ ถ้าคุณกล้าที่จะเผชิญความจริง และลุกขึ้นมาสู้กับมันซักตั้ง

 

แชร์ข่าว :
Tags: