‘ดักลาส มาร์เทล’ ซีอีโอ‘ออนิกซ์’สานต่อเป้าเชนไทยหัวหอกเอเชีย

12 กรกฎาคม 2560 | โดย นฤมล เกษมสุข
2,743

แม้ว่าธุรกิจโรงแรมทั่วโลกจะมีตัวเลือกด้านรับบริหารล้นตลาดนำโดยการรุกตลาดของเชนใหญ่จากฝั่งตะวันตก

แต่สำหรับเชนสัญชาติไทย“ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้” ภายใต้กลุ่มอิตัลไทยกลับเลือกเฟ้น “จุดเด่น”เป็นแบรนด์โรงแรมชั้นนำที่รู้ลึกและเข้าใจตลาด“เอเชียแปซิฟิก”เพื่อเป็นตัวเลือกลำดับแรกที่นักลงทุนต้องคิดถึงหากสนใจขยายธุรกิจสู่ภูมิภาคนี้

ดักลาส มาร์เทล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ผู้บริหารที่มีประสบการณ์ในธุรกิจโรงแรมระดับนานาชาติกว่า25ปีเข้ารับตำแหน่งซีอีโอคนใหม่ในปีนี้ด้วยภารกิจสานต่อเป้าหมายขยายโรงแรมในเครือออนิกซ์ให้ได้ 99แห่งภายในปี 2567หรือ“เกือบเท่าตัว” เมื่อเทียบกับปัจจุบันเปิดให้บริการอยู่แล้ว43แห่งรวมกว่า6,485ห้องใน8ประเทศ

แต่จำนวนเป็นเป้าหมายเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น เนื่องจาก มาร์เทล บอกว่าต้องการสร้าง “ความเชื่อมั่น”ให้กับนักลงทุนที่เลือกแบรนด์ของออนิกซ์ให้บริหารผูกโยงกลายเป็นการทำงานร่วมกันต่อเนื่องมากกว่าซึ่งที่ผ่านมาก็ประสบความสำเร็จไปแล้วระดับหนึ่ง

เรามีเป้าหมายโรงแรม99แห่ง แต่ไม่ได้ต้องการเจ้าของต่างกัน99ราย กลยุทธ์ที่ออนิกซ์ให้ความสำคัญคือการพัฒนาโรงแรมมีคุณภาพให้ผลตอบแทนที่ดีจนเกิดความไว้เนื้อเชื่อใจที่เป็นความสัมพันธ์อันดีกับเจ้าของนำไปสู่การพัฒนาโรงแรมใหม่ร่วมกันอีกเป็นแห่งที่2และ3ต่อไป”

ดังเช่นที่ผ่านมาเริ่มต้นกับพาร์ทเนอร์ในศรีลังกา การพัฒนาโรงแรมที่โคลอมโบ ด้วยกันและต่อมาขยายสู่เมืองแคนดี้และหลังจากที่รับบริหารโรงแรมโอโซ่ ที่ฮอยอัน ในเวียดนามให้พันธมิตรรายหนึ่งก็เริ่มนำไปสู่การเจรจาเพื่อบริหารโรงแรมอีก1แห่งในเวียดนามเพิ่ม

ดักลาส กล่าวว่าสาเหตุที่ทำให้การขยายพอร์ตของออนิกซ์ เป็นไปอย่างแข็งแกร่งเนื่องจากการวางตำแหน่งตัวเองในทิศทางที่ถูกต้องคือมุ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในเอเชียแปซิฟิกและการมอบบริการที่เข้าถึงใกล้ชิดนักลงทุนได้เพราะไม่ได้มีขนาดใหญ่มากเกินไปจึงเป็นข้อได้เปรียบเชนใหญ่ที่อาจจะขยับตัวได้ลำบากกว่า

ในช่วงเตรียมตัวเปลี่ยนถ่ายงาน18เดือนก่อนเข้ารับตำแหน่งต่อจาก“ปีเตอร์ เฮนลีย์”อดีตซีอีโอที่เกษียณอายุไปนั้น ดักลาส ระบุว่ายังมีโรงแรมที่เซ็นสัญญาแล้วและอยู่ระหว่างการพัฒนาอีก22แห่งรวมกว่า3,900ห้องจะทยอยเปิดตั้งแต่ปีนี้ไปถึงปี2563โดยภายในปลายปี2561คาดว่าจะมีประเทศที่ออนิกซ์ เข้าไปปักธงเพิ่มเป็น11ประเทศ

ตัวเลขดังกล่าวพิสูจน์ได้ว่าแม้ปัจจุบันการแข่งขันจะสูงเพราะมีตัวเลือกของบริษัทรับบริหารจะเพิ่มขึ้นและเจ้าของกิจการบางรายหันมาบริหารจัดการเองแต่ไม่กระทบต่อธุรกิจรับบริหารแน่นอนโดยเฉพาะปัจจัยแวดล้อมปัจจุบันที่นักท่องเที่ยวต้องการบริการ“มากกว่าที่พัก” โดยให้ความสำคัญต่อความมั่นใจด้านความปลอดภัยรวมถึงการใช้เทคโนโลยีมากขึ้น

ในอดีตการเป็นเจ้าบ้านที่ดีสำหรับคนทำธุรกิจโรงแรมอาจจะเพียงพอแต่วันนี้ความต้องการของลูกค้าซับซ้อนมากขึ้นเช่นเดียวกับด้านบริการที่มีความซับซ้อนมากขึ้น”

ทั้งด้านมาตรฐานความปลอดภัยและการใช้ไอทีเข้าถึงลูกค้าและใช้ไอทีตอบสนองความต้องการระหว่างเข้าพักซึ่งเป็นสิ่งที่เชนโรงแรมมีระบบและการลงทุนไว้แล้วยังคงได้เปรียบและได้รับความนิยมจากการพัฒนาธุรกิจอีกทั้งในแง่การบริหารการเลือกใช้เชนยังมีโอกาสลดความเสี่ยงของธุรกิจได้ดีกว่าการรับบริหารเองด้วย

ส่วนการมีโรงแรมในหลากหลายจุดหมายมากขึ้นนั้นเป็นผลดีในแง่การกระจายความเสี่ยงหากจุดหมายใดจุดหมายหนึ่งเกิดภาวะตลาดชะงักงัน เช่นในประเทศไทย ขณะนี้“หัวหิน”ซึ่งมีห้องพักล้นตลาดและขณะที่ยังใช้เวลา1-2ปีในการปรับตัวแต่ก็ยังมีจุดหมายอื่นกระจายตัวอยู่ทุกภูมิภาคที่ยังมีผลงานโดดเด่น เช่น สมุยและภูเก็ตเช่นเดียวกับต่างประเทศที่แต่ละแห่งมักจะมีภาวะตลาดขึ้นและลงสลับกันไปตามปัจจัยด้านการเมืองและเศรษฐกิจ

ในสถานการณ์ดังกล่าวการเป็นเชนขนาดเล็กที่เข้าถึงได้ง่ายทำให้พร้อมทำงานร่วมกับเจ้าของกิจการเตรียมพร้อมรับมือในภาวะวิกฤติ ตัวอย่างเช่นการมีโรงแรมในกรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ ที่ถูกตัดขาดจากกลุ่มประเทศตะวันออกกลางในขณะนี้ก็ต้องปรับตัวใช้กลยุทธ์เพื่อประคับประคองสถานการณ์ เช่นลดค่าใช้จ่ายต่างๆ และเชื่อว่าภายใน12เดือนวิกฤติ ก็จะคลี่คลายลงซึ่งระหว่างนี้บริษัทจะสร้างความมั่นใจให้เจ้าของกิจการว่าทันทีที่ประเทศมีความพร้อมโรงแรมจะสามารถกลับมารองรับการฟื้นตัวของตลาดได้ทันท่วงที

เชื่อว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะคลี่คลายลงได้เช่นเดียวกับที่ผ่านมาในบังคลาเทศ ซึ่งมีวิกฤติภายในที่ส่งผลกระทบเช่นกันและตนเองได้เดินทางไปเพื่อหารือแผนธุรกิจในช่วงวิกฤติกับเจ้าของกิจการด้วยตัวเองทำให้มั่นใจว่าโรงแรมต้องพร้อมเสมอหากตลาดกลับมาจนเริ่มเห็นการฟื้นตัวและมีผลงานที่ดีในขณะนี้”

อย่างไรก็ตามการขยายธุรกิจในตะวันออกกลางแม้ว่าจะยังเป็นจุดหมายที่โฟกัสแต่ต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้นเนื่องจาก“ผ่านจุดร้อนแรงมาแล้ว”ในช่วง2-3ปีก่อนและพบว่าในเมืองใหญ่ของหลายประเทศในโซนนี้เริ่มเข้าสู่ภาวะห้องพักล้นตลาดเช่นดูไบส่งผลให้เกิดปัญหาราคาชะงักงันผสมด้วยปัจจัยด้านเศรษฐกิจเมื่อราคาน้ำมันในตลาดโลกลดลงดังนั้นเมื่อออนิกซ์ วางแนวทางการขยายธุรกิจโดยยังคำนึงถึงการเพิ่มมูลค่าให้กับโรงแรมเป็นหลักจึงต้องทบทวนในการเข้าไปในตลาดดังกล่าว

สำหรับรายได้ของออนิกซ์ตลอดปี2559ทั้งจากในและต่างประเทศยังเติบโตขึ้น7%ขณะที่รายได้เฉพาะในไทยซึ่งมี26แห่งนั้นเพิ่มขึ้น11%ขณะที่ไตรมาสแรกของปีนี้รายได้รวมทั้งหมดขยับเพิ่มแล้วกว่า16%และคาดการณ์ในไตรมาส2จะรักษาระดับการเติบโตไว้ที่14% ขณะที่ในไทยคาดการเติบโตไว้ที่ราว 8% ส่งผลให้ภาพรวมตลอดปีนี้ตั้งเป้ารายได้ทั้งหมดขยายตัวราว14%

ดักลาส กล่าวด้วยว่ายังพอใจกับจำนวนแบรนด์โรงแรมที่มีอยู่ได้แก่ อมารี,ชามา และโอโซ่ ซึ่งใช้เวลาพอสมควรและไม่ใช่เรื่องง่ายในการควบคุมและพัฒนาคุณภาพแบรนด์จนกลายเป็นที่รู้จักและเชื่อถือดังทุกวันนี้ดังนั้นจึงจะโฟกัสให้ทั้งหมดมีความโดดเด่นต่อไปในรูปแบบการรับบริหารไม่เร่งรัดกระโดดสู่ธุรกิจในรูปแบบของ“แฟรนไชส์”เพราะแม้ว่าจะทำให้เติบโตได้เร็วแต่ก็มีความเสี่ยงในการรักษามาตรฐานและคุณภาพของแบรนด์ที่ทุ่มเทกันมาอย่างยาวนาน

ตัวอย่างการเร่งขยายแฟรนไชส์มากเกินไปจนล้มเหลวมีให้เห็นอยู่เรื่อยๆภายใน3ปีก็โบกมือลากันอย่างรวดเร็วดังนั้นออนิกซ์จะมุ่งในเรื่องการรับบริหารซึ่งมีการวางแพลตฟอร์มที่ถูกต้องไปในทิศทางที่ตัวเองต้องการมากกว่า”

แชร์ข่าว :
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง