รู้ทันสมองไว้ ก็ยิ่งฉลาดใช้ชีวิต

04 กรกฎาคม 2560
4,989

เคล็ดลับดีๆ จากหนังสือ “ยิ่งเรียนสูงเรียนเก่ง ยิ่งต้องเร่งปรับตัว” โดย นพ.โทะชิโนะริ คะโตะ ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทจิตวิทยา ชื่อดังของญี่ปุ่น กับการวิเคราะห์สมองด้วยภาพเอ็มอาร์ไอเพื่อเพิ่มศักยภาพสมองส่วนที่พร่องให้เก่งรอบด้าน

วิถีชีวิตที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกสบายและเทคโนโลยีสมัยใหม่อยู่รอบตัวเราอย่างทุกวันนี้ช่วยให้การใช้ชีวิตเป็นเรื่องง่าย...ง่ายจนอาจทำให้เราไม่ต้องคิด ไม่ต้องขยับตัว ไม่ต้องออกไปพบใครก็คุยกันข้ามประเทศได้ พฤติกรรมเหล่านี้วนเวียนอยู่ในชีวิตประจำวันจนกลายเป็นการทำซ้ำๆ เดิมๆ จึงทำให้สมองไม่ได้ใช้งานในแบบใหม่ๆ  รู้หรือไม่ พฤติกรรมเดิมๆ ก็ยิ่งเร่งให้สมองฆ่าตัวตายแบบ “ตายผ่อนส่ง” คือสมองเสื่อมและสื่อสารไม่เก่งโดยที่เราไม่รู้ตัว!


นพ.โทะชิโนะริ คะโตะ (Toshinori Kato) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทจิตวิทยา ชีววิทยา และวิทยาศาสตร์พุทธิปัญญา ผู้วิเคราะห์สมองด้วยภาพเอ็มอาร์ไอ (MRI) ชื่อดังของญี่ปุ่น ฝากผลงานหนังสือพัฒนาสมองเล่ม “66 วิธีลับคมสมอง” ขายดีจนติดอันดับ Bestseller มาแล้ว ครั้งนี้ได้เขียนผลงานเล่มใหม่ “ยิ่งเรียนสูงเรียนเก่ง ยิ่งต้องเร่งปรับตัว” ที่ผู้เขียนไม่ได้ต้องการตำหนิจุดด้อยที่เห็นชัดในวัยทำงานของคนฉลาด เรียนเก่ง เรียนสูง ไอคิวสูงแต่อย่างใด แต่เนื่องจากสมองมี 8 ส่วนจึงอยากให้กลุ่มคนหัวดีปลุกศักยภาพสมองส่วนที่หลับอยู่เพราะไม่ค่อยได้ใช้ เพื่อสื่อสารได้อย่างมีสัมฤทธิผลยิ่งขึ้น มีพฤติกรรมที่ช่วยให้อยู่ร่วมกับผู้อื่นในที่ทำงานและสังคมได้อย่างเป็นสุขยิ่งขึ้น
สมองเจริญเติบโตได้ตลอดเวลาจนกว่าจะถึงวันสิ้นชีวิต! โดยเฉพาะในช่วงวัย 25-30 ปียิ่งพัฒนาได้ดีที่สุด ดังนั้นในวันนี้แม้ว่าคุณจะเป็นคนทั่วไปที่ไม่ได้เรียนเก่งมาก็ตาม คุณก็พัฒนาสมองได้ทุกวัน


เราจึงขอหยิบยกข้อเท็จจริง คำแนะนำ และเคล็ดลับจาก “ยิ่งเรียนสูงเรียนเก่ง ยิ่งต้องเร่งปรับตัว” หนังสือบทวิเคราะห์สมองเพื่อเพิ่มศักยภาพสมองให้สมดุล เพียงแค่หัดยืดหยุ่น ไม่ยึดติด หมั่นทำสิ่งที่ท้าทาย เคลื่อนไหวร่างกายอยู่เสมอ และมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนให้มากๆ มาจุดประกายแก่คุณสักเล็กน้อย


“ความยืดหยุ่น” คือศักยภาพที่แท้จริงของสมอง
            ความยืดหยุ่นของสมองจะแสดงออกมาใน “ศักยภาพด้านความเข้าใจ” นั่นคือประสิทธิภาพในการสรุปรวบรวมข้อมูลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นวัตถุหรือสถานการณ์ ความหมายที่แท้จริงของคนฉลาดหัวดีนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่มีความรู้มากๆ แต่หมายถึง “คนที่ตอบสนองต่อสถานการณ์ต่างๆ ได้” รวมถึงศักยภาพในการรับฟังความคิดเห็นที่หลากหลายและนำมาสรุปรวบยอดได้ คนที่ยอมรับฟังคนนั้นคนนี้ ไม่เอาแต่ความคิดของตัวเองเป็นใหญ่ก็เกี่ยวข้องกับความยืดหยุ่นของสมองเช่นกัน

“ความยึดติด ความเคยชิน” ลดศักยภาพสมอง
            คนที่จะพัฒนาศักยภาพของสมองตัวเองได้อย่างแท้จริงก็คือคนที่ “หลุดพ้นจากความเคยชินได้” เพราะหากคุณหลุดพ้นจากความเคยชินได้ย่อมหมายถึงคุณเปิดใจและเปิดสมองรับความรู้และข้อมูลใหม่ๆ ได้ตลอดเวลานั่นเอง และหากคุณใช้รูปแบบชีวิตที่หลากหลาย สนุกกับการเปลี่ยนแปลง สมองก็จะยืดหยุ่นและเสื่อมยาก กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านสมองบอกว่า วิธีรักษาโรคสมองเสื่อมที่ทันสมัยและได้ผลดีที่สุดก็คือการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้ชีวิต

“ความท้าทายในเรื่องที่ไม่ถนัด” สร้างทางอ้อมไว้เพื่อพัฒนาความสมดุลของสมอง
            การเพิ่มพูนประสบการณ์หลายๆ ด้านส่งผลดีต่อสมอง หากเป็นไปได้ควรหาประสบการณ์อย่างสุดขั้วในสาขาต่างๆ จะช่วยส่งผลต่อความสมดุลของสมองอย่างมาก เช่น ถ้าเป็นนักเขียนก็เขียนตั้งแต่หนังสือวิชาการตลอดจนหนังสือการ์ตูน ถ้าเป็นผู้ผลิตก็ทำตั้งแต่การพัฒนาจนถึงการควบคุมแรงงาน ฯลฯ สมองเก่งมากเรื่องการหลีกเลี่ยงเรื่องที่ไม่ถนัด ดังนั้นเราต้องท้าทายทำเรื่องที่ไม่ถนัด แล้วสมองจะปรับปรุงแก้ไขตัวเองและพัฒนาต่อไป

“การเคลื่อนไหวร่างกาย” กระตุ้นสมองให้ทำงาน
           สำหรับสมองแล้วการดำเนินชีวิตที่แท้จริงคือการออกแรงทำงานให้มีเหงื่อ การเดินสองขาก็คือการเจริญเติบโตไปทางด้านหน้าและด้านหลัง พูดง่ายๆ ก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นผลจากการทำความเข้าใจและการนำข้อมูลไปใช้ให้เกิดประโยชน์นั่นเอง ถ้าใช้ขาทั้ง 2 ข้างทำงานไม่ได้ก็จะทำให้ฝึกฝนรหัสสมองที่ใช้ในการเคลื่อนที่ซึ่งอยู่ที่สมองกลีบข้างไม่ได้
การแสวงหาแต่ความรู้โดยไม่มีการเคลื่อนไหวร่างกายทำให้การทำงานของสมองทั้งหมดเสื่อมถอยลง ซึ่งเมื่อเป็นอย่างนั้นไม่เพียงแต่ความต้องการความรู้ที่เคยมีอยู่จะลดลง แต่ยังส่งผลเสียต่อรหัสสมองอื่นๆ อีกด้วย


 สมองจะพัฒนามากเท่าไร ขึ้นอยู่กับการมีปฏิสัมพันธ์มากเท่าไร  

         การพบปะพูดคุยหรือแลกเปลี่ยนความคิดกับคนอื่นทำให้สมองเจริญเติบโต แต่การพูดคุยกับคนคนเดียวไม่มีประโยชน์ใดๆ ดังนั้นเมื่ออายุมากขึ้นก็ควรเพิ่มจำนวนคนที่เราพูดคุยแลกเปลี่ยนด้วยจะดีกว่า อีกทั้งการได้พบปะพูดคุยกับผู้คนหลายๆ แบบจะทำให้เพิ่มศักยภาพการวิเคราะห์คนอื่นได้ ยิ่งถ้าเป็นในเรื่องธุรกิจก็จะช่วยให้เรามีทักษะการเจรจาต่อรองที่แข็งแกร่งขึ้น


การกระตุ้นสมองเป็นเรื่องสำคัญ ควรจัดสรรเวลาทำทุกวัน
           การทำงานแบบเดิมเป็นประจำทุกวันทำให้สมองไม่ได้ใช้งานในแบบใหม่ๆ ถึงแม้ว่าคนคนนั้นจะมุ่งมั่นตั้งใจมากเพียงใดแต่สมองก็จะทำงานช้าลง ซึ่งส่วนใหญ่ไม่มีใครเฉลียวใจเรื่องนี้เลย วิธีง่ายๆ อันดับแรกๆ ลองจัดสรรการใช้เวลาเสียใหม่ เช่น ควรลดหรือเพิ่มเวลากับสิ่งที่ทำเป็นประจำบ้าง เปลี่ยนจากการทำกลางคืนมาเป็นกลางวัน เป็นต้น

เพียงแค่นี้คุณก็สามารถพัฒนาสมอง เพื่อให้คุณเก่งสื่อสารได้ดี สื่ออารมณ์ได้เหมาะสม เข้ากับผู้อื่นและใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างสมดุลและมีความสุขได้ เคล็ดลับดีๆ จากหนังสือ “ยิ่งเรียนสูงเรียนเก่ง ยิ่งต้องเร่งปรับตัว” วางจำหน่ายแล้วตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ ราคา 195 บาท หรือสั่งซื้อผ่านทาง www.nanmeebooks.com โทร 0-2662-3000 กด 1

  • 1/3
  • 2/3
  • 3/3
แชร์ข่าว :
Tags: