“เอเยนซี”ขานรับระงับโฆษณาโอทีทีไม่ขึ้นทะเบียน

29 มิถุนายน 2560
2,559

 กสทช. ชี้แจงธุรกิจมีเดีย เอเยนซี แนวทางกำกับ“โอทีที” ย้ำหลักการ“ระงับ”ซื้อโฆษณาแพลตฟอร์มโอทีที ไม่ลงทะเบียน ด้านเอเยนซี พร้อมปฏิบัติตามกฎหมาย

สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้เปิดให้ผู้ประกอบการโครงข่าย หรือแพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ต ที่มีผู้ใช้บริการจำนวนมากกลุ่มแรก 14 ราย มาแจ้งเป็นผู้ให้บริการโอทีที เมื่อวันที่ 22 มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยมีกำหนดขึ้นทะเบียน 30 วัน หรือภายในวันที่ 22 ก.ค.นี้  

หากผู้ประกอบการแพลตฟอร์มออนไลน์ ไม่มาขึ้นทะเบียนตามกำหนด จะถือว่าไม่ได้เป็นผู้ประกอบกิจการภายใต้กฎหมายไทย 

ปัจจุบันแพลตฟอร์มกลุ่มแรกที่ต้องมาขึ้นทะเบียนกับ กสทช. มี 3 รายที่ไม่ได้ประสานงานแจ้งเป็นผู้ประกอบการโอทีทีในวันที่ 22 มิ.ย.ที่ผ่านมา คือ เน็ตฟลิกซ์ ,เฟซบุ๊คและยูทูบ   โดยเน็ตฟลิกซ์ ติดต่อขอเข้าพบในต้นเดือน ก.ค.นี้  

แจ้งเอเยนซีกำกับโอทีที

พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รองประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ Over The Top  เปิดเผยว่าวานนี้ (28 มิ.ย.) คณะอนุกรรมการโอทีที ได้เชิญสมาคมมีเดียเอเยนซี่และธุรกิจสื่อแห่งประเทศไทย, สมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) และสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องกับการโฆษณาบนบริการโอทีที  มารับฟังแนวทางการกำกับดูแลการให้บริการโอทีที ซึ่งผู้ประกอบกิจการมีหน้าที่ต้องมาขึ้นทะเบียน เพื่อให้บริการในประเทศไทยต่อไปได้  

ขณะนี้สำนักงานฯ ยังไม่ได้รับการประสานจากผู้ประกอบการ 2 ราย คือ เฟซบุ๊คและยูทูบ เพื่อเข้ามาหารือเรื่องการขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกอบการโอทีที

หลังวันที่ 22 ก.ค.นี้ แพลตฟอร์มที่ไม่มาแจ้งเป็นผู้ประกอบการโอทีที จะมีผลทางกฎหมายทันทีว่า “ไม่ได้ประกอบการภายใต้กฎหมายไทย” ดังนั้นผู้เกี่ยวข้องที่ดำเนินธุรกิจกับแพลตฟอร์มดังกล่าว อาจเข้าข่ายเป็นผู้สนับสนุนกิจการที่เป็นไปตามกฎหมาย 

ยึดธรรมาภิบาลโฆษณาโอทีที

พ.อ.นที กล่าวว่าการกำกับดูแลโอทีที กสทช.จะใช้แนวทางกฎหมายเป็นขั้นตอนสุดท้าย จะเริ่มกำกับเรื่องบรรษัทภิบาลและธรรมาภิบาลในการดำเนินธุรกิจเป็นลำดับแรก โดยผู้ประกอบกิจการที่ดี จะต้องดำเนินการอย่างโปร่งใสและรับผิดชอบต่อสังคม และต้องระมัดระวังปัญหาที่จะส่งผลกระทบต่อสังคมในทุกมิติ ที่จะเกิดจากการให้บริการโอทีที ภายใต้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง 

ดังนั้นหลังวันที่ 22 ก.ค. แพลตฟอร์มออนไลน์ ที่ไม่มาขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกอบการโอทีที จะถือเป็นผู้ประกอบการที่ไม่อยู่ภายใต้กฎหมายไทย สำนักงาน กสทช.จะแจ้งไปยังไปยังสถานทูตที่เป็นสัญชาติของบริษัทนั้นๆ จากนั้นจะแจ้งไปยังตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รวมทั้งต้นสังกัดของรัฐวิสาหกิจต่างๆ เพื่อกำกับดูแลธุรกิจหรือบริษัทในตลาดฯ เพื่อไม่ให้ดำเนินธุรกิจกับแพลตฟอร์มโอทีที ที่ไม่ขึ้นทะเบียนกับ กสทช. 

ระงับ”โฆษณาโอทีทีไม่ขึ้นทะเบียน

 พร้อมกันนี้จะแจ้งไปยังธุรกิจมีเดีย เอเยนซี และสินค้าผู้ลงโฆษณา  โดยวันนี้(29 มิ.ย.)ได้เชิญ 20 อันดับผู้ใช้งบโฆษณาสูงสุดจากการรายงานของ นีลเส็น ประเทศไทย มาชี้แจ้ง เพื่อขอให้“ระงับ”ซื้อโฆษณาแพลตฟอร์มโอทีที ที่ไม่ขึ้นทะเบียนกับ กสทช. หลังวันที่ 22 ก.ค.นี้ 

     การประกอบกิจการโอทีทีในประเทศไทย ผู้ประกอบการทุกรายจำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎหมายไทย หากรายใดไม่ปฏิบัติย่อมถือว่าประกอบกิจการที่ไม่สอดคล้องกับกฎหมายไทย ดังนั้นการสนับสนุนการประกอบกิจการที่ไม่ได้อยู่ภายใต้กฎหมาย จะส่งผลกระทบต่อบรรษัทภิบาลและธรรมาภิบาลของผู้ที่สนับสนุน ซึ่งจะเข้าข่ายผิดกฎหมายเช่นกัน

“เชื่อว่าทั้งเฟซบุ๊คและยูทูบ ซึ่งเป็นบริษัทระดับโลก ที่ประกอบการในไทย มีความตั้งใจปฏิบัติตามกฎหมายไทย และจะเข้ามาแจ้งเป็นผู้ประกอบการโอทีที ตามที่ กสทช.กำหนด” พ.อ.นที กล่าว

เอเยนซีพร้อมปฏิบัติตามกฎหมาย

นายไตรลุจน์ นวะมะรัตน นายกสมาคมมีเดียเอเยนซี่และธุรกิจสื่อแห่งประเทศไทย กล่าวว่ามีเดีย เอเยนซีพร้อมปฏิบัติตามการชี้แจ้งการซื้อโฆษณาบนโอทีที  กรณีการให้ระงับซื้อโฆษณาแพลตฟอร์มที่ไม่ขึ้นทะเบียนกับ กสทช.  เพราะเข้าข่ายผิดกฎหมายและผู้ซื้อจะกลายเป็นผู้สนับสนุนผู้กระทำผิดกฎหมายด้วยเช่นกัน หลังจากนี้เอเยนซีจะสื่อสารกับลูกค้าถึงความคืบหน้าการกำกับดูแลโอทีที ของ กสทช.ทุกขั้นตอน   

นายศิวัตร เชาวรียวงษ์ อุปนายกสมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) กล่าวว่าดิจิทัล เอเยนซี พร้อมปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการลงโฆษณาแพลตฟอร์มโอทีที หากมีกฎหมายบังคับไม่ให้ลงโฆษณาในสื่อใด ดิจิทัลเอเยนซีจะไม่ฝ่าฝืน ปัจจุบันการสื่อสารมีหลายช่องทาง หากไม่สามารถโฆษณาผ่านแพลตฟอร์มที่ไม่ขึ้นทะเบียนโอทีที จะวางแผนสื่อสารผ่านช่องทางอื่นๆ แทน

ปัจจุบันเฟซบุ๊คและยูทูบ ถือเป็นแพลตฟอร์มที่ครองเม็ดเงินโฆษณาดิจิทัลรายใหญ่ ปีนี้สมาคมโฆษณาดิจิทัล คาดการณ์มูลค่า 11,774 ล้านบาท โดยเฟซบุ๊คมีสัดส่วน 27%  และยูทูบ 18%

แชร์ข่าว :
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง