ออมสินตั้งเพิ่ม 2 กอง 'ร่วมทุนเอสเอ็มอี'

14 มิถุนายน 2560
1,240

"ออมสิน" ตั้งเพิ่ม 2 กองร่วมทุน "เอสเอ็มอี" วงเงินรวม 1.5 พันล้านบาทหวัง หนุนเอสเอ็มอีถือหุ้นไม่เกิน 49% นาน 4 ปีขายคืน คาดปีนี้สนใจร่วมทุนเต็มวงเงิน

ออมสินจับมือตลาดหลักทรัพย์ ตั้ง 2 กองทุนร่วมทุนวงเงินรวม 1.5 พันล้านบาท หวังช่วยพัฒนาศักยภาพเอสเอ็มอี  คาดมีเอสเอ็มอีสนใจเข้าร่วมลงทุนเต็มวงเงินเร็วสุดภายในปีนี้ แจงเข้าถือหุ้นไม่เกิน 49% ถือหุ้น หลังจากนั้น 4 ปีขายคืนให้ ขณะที่ กองทุนร่วมทุนกองแรกวงเงิน 500 ล้านบาทมีเอสเอ็มอีสนใจเข้าร่วมลงทุนแล้วในวงเงิน 285 ล้านบาท

นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการ ธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคาร ได้ร่วมลงนามกับ นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ จัดตั้ง “กองทุนเพื่อสนับสนุนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม” หรือ “SMEs Private Equity Trust Fund” จำนวน 2 กองทุนวงเงินรวม 1.5 พันล้านบาท  หลังจากประสบความสำเร็จในการจัดตั้งกองแรกในวงเงิน 500 ล้านบาท

กองทุนร่วมทุนกองที่ 2 จะมีวงเงิน 500 ล้านบาท และ กองที่ 3 จะมีวงเงิน 1 พันล้านบาท ซึ่งมีบริษัท เอกซ์พารา (ไทยแลนด์) จำกัด ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการกองทรัสต์ มีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกรุงไทย ทำหน้าที่เป็นทรัสตี,

ส่วนกองที่ 3 มีบริษัท พรีเมียร์แอ๊ดไวเชอร์รี้ กรุ๊ป จำกัด ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการกองทรัสต์ และมีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกรุงไทย ทำหน้าที่เป็นทรัสตี

สำหรับการลงทุนในกองทุนร่วมทุนมีกลุ่มเป้าหมาย 4 กลุ่ม คือ 1. SMEs ที่เป็นสตาร์ทอัพที่มีศักยภาพสูง 2. SMEs ที่มีศักยภาพเติบโตโดยเฉพาะที่อยู่ในกลุ่มธุรกิจที่มีประโยชน์ต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจประเทศ 3. SMEs ที่เป็นซัพพลายเออร์ธุรกิจภาครัฐและภาคเอกชนขนาดใหญ่ หรือเป็นสมาชิกของสภาหอการค้าไทย หรือ หน่วยงานภาครัฐ และ 4. SMEs ที่เป็นทำธุรกิจเพื่อสังคม หรือ Social Enterprise

“กองทุนร่วมทุนดังกล่าว จัดตั้งขึ้นเพื่อพัฒนาศักยภาพของเอสเอ็มอีไทย โดยวงเงิน 3 กองทุนทั้ง 2 พันล้านบาทดังกล่าว น่าจะสามารถหาบริษัทร่วมทุนได้หมดภายในปีนี้ หรือ ปีหน้า”

ทั้งนี้ ได้กำหนดนโยบายการลงทุนใน เอสเอ็มอีระยะเริ่มต้น (Start up Stage) ที่มีศักยภาพสูงไม่เกินรายละ 10 ล้านบาท ส่วนผู้ประกอบการระดับเล็กและกลาง วงเงินลงทุนรายละไม่เกิน 50 ล้านบาท โดยออมสินจะคัดเลือกผู้ประกอบการที่มีศักยภาพมาร่วมลงทุน ทั้งจากสมาชิกหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมฯ ร่วมลงทุนในสัดส่วนไม่เกิน 49% ของทุนจดทะเบียน จากนั้นในช่วง 4 ปี เมื่อเอสเอ็มอีเติบโตมีศักยภาพจะขายให้คืนให้แก่ผู้ประกอบการหรือพันธมิตร

สำหรับกองทุนร่วมทุนกองแรก 500 ล้านบาทนั้น ปัจจุบัน ได้อนุมัติร่วมทุนแล้ว 6 ราย คิดเป็นวงเงิน 165 ล้านบาท ซึ่งธุรกิจที่เข้าไปร่วมลงทุนด้วยเช่น ธุรกิจที่ทำแอนิเมชัน ธุรกิจผลิตโดรน (Drone) เพื่อฉีดพ่นสารเคมี เป็นต้น และอยู่ในระหว่างการเจรจาร่วมลงทุนเพิ่มอีก 3 ราย เป็นวงเงิน 120 ล้านบาท รวมเป็นวงเงิน 285 ล้านบาท

กองทุนร่วมทุนดังกล่าว ที่เพิ่งจัดตั้งเมื่อปีที่แล้ว จะมีอายุกองทุน 10 ปี โดยแหล่งเงินทุน 80% มาจากธนาคารออมสิน และอีก 20% มาจากตลาดหลักทรัพย์ นอกจากนี้ ธนาคารยังจะให้การสนับสนุนสินเชื่อกรณีผู้ประกอบการรายนั้นๆ ต้องการ

ธนาคาร ประเมินว่า ผลตอบแทนของตัวกองทุนร่วมทุนดังกล่าวจะเฉลี่ยอยู่ที่ 8% เป็นอย่างต่ำ ส่วนการ ออกจากกองทุนนั้น เจ้าของธุรกิจ สามารถนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือMAIหรือจะเลือกวิธีการออกด้วยการซื้อหุ้นคืน หรือ หาพันธมิตรร่วมทุนรายใหม่ก็ได้

    ด้านนางเกศรา กล่าวว่า การนำเงินมาร่วมลงทุนเพื่อตั้งกองทุน ร่วมกับธนาคารออมสินเบื้องต้น 100 ล้านบาท เพื่อต้องการส่งเสริมผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้มีความเข้มแข็ง เนื่องจากบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จะมีเครือข่ายบริษัทลูก หรือซับพลายเออร์แนะนำให้มาร่วมลงทุน

“ที่ผ่านมามีธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเข้าจดทะเบียนและระดมเงินทุนในตลาดหลักทรัพย์MAIแล้ว 162 บริษัท มูลค่าการระดมทุนประมาณ 9.90 หมื่นล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้มีถึง 23 บริษัทที่เติบโตจนย้ายเข้าไปซื้อขายใน ตลาดหลักทรัพย์หลัก ส่วนบริษัทที่ได้รับเงินร่วมทุนจากกองทุนดังกล่าว ในครั้งนี้ก็จะมีบริษัท Yggdrazil ที่ทำธุรกิจแอนิเมชันที่จะเข้าจดทะเบียนใน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย”

แชร์ข่าว :
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง