เปิดเมนู Bao and Buns, Peppina, Egg My God

4 มิถุนายน 2560 | โดย วลัญช์ สุภากร
15,330

พาสำรวจเมนู 3 ร้านอาหารเปิดใหม่ใน Open House Co-living space บนชั้น 6 เซ็นทรัล เอ็มบาสซี่

นอกจากเปิดพื้นที่ให้เรียนรู้ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ค้นหาแรงบันดาลใจและความคิดสร้างสรรค์, Open House Co-living space ยังเปิดโอกาสให้นักคิด นักลงมือทำ ศิลปิน ดีไซเนอร์ นักศึกษา และบุคคลทั่วไป ผู้หลงใหลใน อาหารการกิน ได้พบกับประสบการณ์ใหม่ๆ โดยรวบรวมร้านอาหารที่มีคอนเซปต์เฉพาะตัวไว้อย่างมากมาย เหมือนได้ท่องทั่วโลก

Bao and Buns
เบอร์เกอร์ไต้หวัน
หลายคนเห็นหน้าตาอาหารแล้วอาจคุ้นๆ หรืออาจได้ชิมมาแล้วจากร้านดั้งเดิมในซอยสุขุมวิท 33 และซอยทองหล่อ นี่เป็นครั้งแรกที่ Bao and Buns (เบา แอนด์ บันส์) ให้บริการนักชิมในห้างสรรพสินค้า


Bao and Buns สร้างชื่อด้วยเบอร์เกอร์ที่เป็นซิกเนเจอร์ของร้านที่เรียกกันว่า Bun (บัน) หรือซาลาเปาไต้หวัน


“บันตัวนี้เป็นของไต้หวันค่ะ” คุณ เอเชีย-ลอออร ทองเกตุ ผู้บริหารและผู้ก่อตั้งร้าน Bao and Buns เริ่มต้นกล่าวถึงที่มาของอาหาร และเล่าว่า แต่ชาวไต้หวันนิยมใช้ ‘หมูสามชั้น’ ผัดปรุงรสทำเป็นไส้ซาลาเปา


“คนไต้หวันจะกินแค่หมูสามชั้น กินซาลาเปากับหมูสามชั้น กินจริงจังมาก พอเราเอามาขายที่เมืองไทย คนไทยไม่กินหมูสามชั้น เราก็เลยปรับเปลี่ยน เพิ่มไส้ซาลาเปา ตอนนี้เรามีทั้งหมด 6 ไส้ จึงไม่อยากเรียกว่าเป็นอาหารไต้หวัน แต่ไส้ดั้งเดิมที่เป็นหมูสามชั้นก็ยังมีอยู่” คุณเอเชีย กล่าว


ขณะนี้ร้าน Bao and Buns จึงเป็นร้านอาหารสไตล์โมเดิร์น เน้นเมนูอาหารจีนแบบง่ายๆ ที่ผสมผสานความทันสมัย เพื่อเป็นเมนูสำหรับทุกคนเข้าถึงได้ง่าย ตั้งแต่ซาลาเปาที่เป็นซิกเนเจอร์ของร้าน มีให้เลือกจนกระทั่งข้าวผัด และบะหมี่


รูปลักษณ์ภายนอกของซาลาเปาไต้หวันตัวนี้ดูคล้าย ‘หมั่นโถว’ ก็จริง แต่ความแตกต่างอยู่ที่ตัว ‘แป้ง’


หมั่นโถวใช้แป้งชนิดเดียว แต่ ‘ซาลาเปาไต้หวัน’ ชนิดนี้ใช้แป้งหลายอย่างผสมกัน จึงมีความนุ่มกว่า-เหนียวกว่าหมั่นโถว และไม่มีส่วนผสมของนม แต่ใช้วิธีการฟูของแป้ง


ไส้ซาลาเปาทั้ง 6 ชนิดขณะนี้คือ The Original Pork Bao หมูสันคอตุ๋นกับถั่วและน้ำผึ้ง(170 บาท), The NY Bao หมูสามชั้นอบซอสฮอยซิน เสิร์ฟกับแตงกวาดอง(170 บาท), The Original Mushroom Bao เห็ดหอมผัด(150 บาท), Fish and Slaw Bao เนื้อปลาซอสทาร์ทาร์ กะหล่ำปลีแดง(170 บาท), Crispy Chicken Bao ไก่ทอด(170 บาท) และ Beef Bulgogi Bao เนื้อตุ๋น (260 บาท)


ความพิเศษของเมนูที่ร้านสาขานี้คือการเปิดตัว ‘บะหมี่’ และ ‘ข้าวผัด’ ที่คุณเอเชียบอกว่า “นึกถึงเวลาตัวเองไปต่างประเทศ เมนูที่เราอยากกินง่ายๆ มักนึกถึงบะหมี่ ข้าวผัด ใส่เครื่องปรุงทุกอย่างมาในชามเดียว”


ที่นี่จึงเลือกให้บริการ บะหมี่เนื้อตุ๋น (Beef Noodle Bowl, 270 บาท) เส้นบะหมี่ดึงมือ เส้นใหญ่-เหนียวนุ่ม นำเข้าจากไต้หวัน เสิร์ฟกับเนื้อตุ๋นนุ่มเปื่อย ผักบ็อกชอย, บะหมี่หมูสามชั้น (Pork Belly Bowl, 230 บาท) คัดสรรบะหมี่เส้นเล็กๆ เสิร์ฟในน้ำซุปปรุงรสด้วยพริกเสฉวน ผักกาดดอง และหมูสามชั้น ถ้วยนี้ออกรสเผ็ด, ข้าวผัด (Fried Rice Bowl, 170 บาท) ข้าวผัดไข่ ใครตามหาข้าวผัดแบบจีน เมล็ดข้าวแห้ง-ร่วน หอมกลิ่นกระทะ ตามมาได้ที่นี่ และยังเลือกโปะหน้าข้าวผัดได้ระหว่าง ‘แฮม spam’ เพิ่ม 50 บาท และ ‘หมูทอด’ เพิ่ม 100 บาท ลำพังกินข้าวผัดอย่างเดียวก็อร่อยแล้ว

Peppina
อิตาเลียนสไตล์เนเปิลส์
ใครเป็นแฟน ‘พิซซ่าสไตล์นาโปลี’ หรือพิซซ่าเมืองเนเปิลส์ คงรู้จักร้าน Peppina (เพ็พพิน่า) เป็นอย่างดี ร้านนี้เป็นร้านอาหารอิตาเลียนที่นำเสนออาหารอิตาเลียนสไตล์นาโปลี (Napoli) พิถีพิถันตั้งแต่การคัดสรรวัตถุดิบ และปรุงเมนูต่างๆ ด้วยความตั้งใจทุกขั้นตอน


“ลักษณะของอาหารอิตาเลียนสไตล์นาโปลีมีความเรียบง่าย ไม่ปรุงแต่งเยอะ เน้นรสชาติวัตถุดิบท้องถิ่น อาหารที่ดังที่สุดคือพิซซ่า” คุณ มนัส นาคสัมฤทธิ์ หัวหน้าเชฟ เพ็พพิน่า เอ็มบาสซี กล่าว


หลายคนอาจเข้าใจว่าแป้งพิซซ่าต้อง ‘บาง-กรอบ’ แต่นี่ก็เป็นเพียงลักษณะหนึ่งของพิซซ่าเท่านั้น พิซซ่าไม่จำเป็นต้องบาง-กรอบเท่านั้นจึงจะเรียกพิซซ่า
เพราะ พิซซ่าสไตล์นาโปลี มีลักษณะเฉพาะ คือตัวแป้งมีความกรอบ-นุ่ม และไม่หนักท้อง


พิซซ่าของร้านเพ็พพิน่าเป็นพิซซ่าตำรับนาโปลี 100 เปอร์เซนต์ ทั้งสูตรและขั้นตอนการทำ ตั้งแต่เริ่มต้นจนเสร็จพร้อมรับประทาน


“เริ่มตั้งแต่แป้งที่ใช้ทำพิซซ่า หรือแป้งโด(dough) ก็นำเข้าจากเมืองเนเปิลส์โดยตรง เป็นแป้งสำเร็จรูปแล้วนำมาตีให้กลายเป็น ‘โด’ ด้วยสูตรลับของเชฟประจำร้านที่เป็นชาวเนเปิลส์เช่นกัน” คุณมนัส กล่าว


แป้งโดแบบนาโปลี มีกรรมวิธีการทำเฉพาะ คือใส่ยีสต์น้อย และไม่เร่งให้ ‘โด’ เติบโต แต่ใช้เวลาค่อยๆ บ่ม 12 ชั่วโมง ตัวแป้งพิซซ่าจึงมีความ ‘เบา’ หมายถึงไม่หนักท้อง เพราะแทบไม่เหลือแป้งให้ย่อยในท้องหลังกินเข้าไปแล้ว


วัตถุดิบต่างๆ โดยเฉพาะ มอสซาเรลล่าชีส ก็เลือกยี่ห้อที่ผลิตในเมืองเนเปิลส์ เพราะไม่ว่าจะเป็นวัวที่เลี้ยงและอากาศ ล้วนทำให้ความหอมของนมวัวมีลักษณะเฉพาะเช่นกัน


แม้แต่ ‘เตา’ ที่ใช้อบพิซซ่า เพ็พพิน่าก็นำเข้ามาจากเมืองเนเปิลส์ เป็นเตาทรงโดม ด้านในของเตาทำด้วยอิฐ ด้านนอกหุ้มด้วยโลหะสวยงาม ขนาดเตาสามารถอบพิซซ่าได้ 3 ชิ้น/ครั้ง มีพิซซ่าให้เลือก 2 ขนาด คือ M พิซซ่าขนาด 8 นิ้ว และ R พิซซ่าขนาด 12 นิ้ว ตัดแบบ 4 ชิ้นและ 8 ชิ้น


มีพิซซ่าสไตล์นาโปลีให้เลือก 14 เมนู เช่น Marinara, Margherita, Prosciutto, Truffle, Uovo, Calabrese, Zucca


นอกจากนี้ยังมีเมนู ‘พิซซ่ารูปทรงพิเศษ’ เช่น พิซซ่า สตาร์ หรือพิซซ่ารูปดวงดาว โรยหน้าด้วยมอสซาเรลล่าชีส ซอสมะเขือเทศ ไส้กรอกหมูเผ็ด(Nduja) ตรงส่วนที่เป็นแฉกดวงดาวยัดไส้ริคอตต้าชีสและเพสโตซอส


ซิกเนเจอร์อิตาเลียนจานเด่นที่ต้องมีแน่นอน บูราตาชีส (Burrata Cheese served with a mixed salad) ชีสนมวัวเนื้อนิ่ม ผิวเรียบสีขาวมันวาว รูปทรงคล้ายหยดน้ำ รสเนยอ่อนๆ นิยมกินกับมะเขือเทศสด


เมนูพาสต้า เช่น ลิงกวินีเนื้อปู (Linguine pasta with crab meat and piennulo tomato) เส้นลิงกวินีเลือกยี่ห้อยอดนิยมของอิตาลี ผัดกับเนื้อปู แอนโชวี กระเทียม โหระพาอิตาเลียน ร็อคเก็ต และน้ำมันพริก


ในเมนูยังมีอาหารประเภทสลัด โคลด์คัต ขนมปังหน้าต่างๆ สไตล์อิตาเลียน อาหารย่าง และเครื่องดื่มอีกมากมาย

Egg My God
รวมเมนูคนรักไข่
ร้านนี้เต็มไปด้วยเมนูที่สร้างสรรค์จาก ‘ไข่ไก่’ เนื่องจากเจ้าของร้านคุณ ทรงศร จั่นสัญจัย ชอบกินอาหารที่มีไข่ไก่เป็นส่วนประกอบหรือปรุงด้วยไข่ไก่เป็นชีวิตจิตใจ พร้อมกับตั้งชื่อร้านอย่างเท่ Egg My God ใครเห็นเมนูเป็นต้องร้องอุทานตามชื่อร้าน


“ผมชอบไข่มากที่สุด กินไข่ได้ทุกมื้อ ไข่ดาวผมกินได้ 6 ฟองต่อมื้อ ไปร้านไหนเปิดเมนูเจอรูปไข่ เสร็จเลย(ต้องสั่งมาชิม)” คุณทรงศร เริ่มต้นเล่าที่มาของการเปิดร้าน Egg My God โดยเมื่อครั้งที่ไปนิวยอร์ก ได้ยินว่ามีร้านอาหารชื่อดังที่นำเสนอเมนูไข่ชนิดคนยอมเข้าแถวต่อคิวรอชิม เขาก็ไปร่วมต่อคิวด้วย แต่เมื่อได้ชิมแล้วก็ไม่อร่อยอย่างที่คิด “ผมอยากกินอาหารที่ทำเป็นอาหาร ไม่ใช่อาหารที่เป็นคอนเซปต์” เขาสรุปจากที่ได้ลองชิมอาหารร้านดังแห่งนั้น


เมนูเด็ดของ Egg My God คือ ข้าวไข่ข้น เมนูนี้ได้แนวคิดมาจากการที่คุณทรงศรบอกว่าเขาชอบกินไข่เจียวไม่สุก และเพิ่ม ‘ของกิน’ ต่างๆ เข้าไปเป็นท็อปปิ้ง


ข้าวไข่ข้นของร้าน Egg My God ที่นี่มีให้เลือก 9 เมนู คือ ข้าวไข่ข้นต้มยำกุ้ง น้ำพริกเผากับไข่ไก่ตีเข้าด้วยกัน ใส่กุ้งทะเล ปั่นเครื่องต้มยำแล้วทอดให้กรอบ ใช้โรยหน้า (260 บาท), เนื้อปู 300 บาท, ไก่กะเพรา 230 บาท, กะหรี่ไก่แบบญี่ปุ่น 240 บาท, คาร์โบนารา 230 บาท, อเมริกัน แชมเปียน คือมีแฮม เบคอน ไส้กรอก 180 บาท, เพสโต ซอสเพสโตกับมะเขือเทศสด 200 บาท, จังเกิล มัชรูม ผัดเห็ดห้าชนิด 190 บาท, แซลมอน แอนด์ ครีม แซลมอนรมควันกับชีสสมุนไพร 230 บาท


นอกจากนี้ยังมีเมนูอาหารเช้า Egg My God It's Breakfast ในจานใบใหญ่มีทั้งไส้กรอก แฮม เบคอน เห็ดปรุงรส ถั่วอบ มะเขือเทศครีมชีส และไข่ดาว (320 บาท), รวมทั้งเมนูยอดนิยม Egg Benedict 260 บาท, EMG Crepe แผ่นเครปสอดไส้แฮม เบคอน ไส้กรอก ไข่ดาว เห็ดรวม ผักโขม ชีส 280 บาท ฯลฯ


ร่วมด้วยอาหารเรียกน้ำย่อย อาหารประเภทสลัด และอาหารประเภทสเต๊ก เช่น สเต๊กซอสเนื้อ (700 บาท) เนื้อออสเตรเลีย 180 กรัม กริลล์ให้สุกพอประมาณ เสิร์ฟกับน้ำจิ้มแจ่ว(รสชาติดีจนอยากซื้อกลับบ้าน) ไข่แดงดิบ เกี๊ยวทอดกรอบ พริกขี้หนู ต้นหอมซอย ขิงสด มะนาว เมนูนี้ออกสไตล์ชาบู ได้กินเนื้อนุ่มๆ จิ้มกับซอสหลากหลายอารมณ์, สเต๊กแกะ (Lamb Racks, 590 บาท) ซีโครงแกะออสเตรเลีย ขัดด้วยเกลือเพื่อลดกลิ่นเฉพาะตัวของเนื้อแกะ หมักด้วยเครื่องเทศสูตรประจำร้านสามวันด้วยระบบชิลด์(chilled) กริลล์เลือกระดับความสุกได้ เสิร์ฟกับไข่ผสมครีมชีส น้ำจิ้มแจ่ว รสชาติเข้ากันอย่างไม่น่าเชื่อ


ไข่ไก่ที่ใช้ในร้าน คุณทรงศรเลือกสั่งซื้อจากฟาร์มเลี้ยงไก่แบบปล่อยตามธรรมชาติและมีการควบคุมที่ดี (free range) สามารถกินดิบได้ ไม่มีกลิ่นคาว


เนื่องจากร้านตั้งอยู่ใกล้พื้นที่สนามเด็กเล่น คุณทรงศรจึงกำลังเพิ่มเมนูไข่สำหรับเด็กๆ เช่น แพนเค้กหน้ารูปสัตว์ กริลล์ชีส มะกะโรนี น้ำส้มคั้น

หลากหลายอาหารนานาชาติ
ภายใน Open House ยังมีร้านอาหารให้เลือกชิมอีกมากมาย

- Broccoli Revolution Embassy ร้านอาหารมังสวิรัติกับเมนูอาหารและเครื่องดื่มแนวออร์แกนิค
- Movenpick Ice-Cream ไอศกรีมพรีเมียมจากสวิตเซอร์แลนด์
- Muteki by Mugendai อาหารญี่ปุ่นร่วมสมัย
- Paris Miki คาเฟ่ขนมหวานฝรั่งเศส
- The Casks ไวน์ เบียร์ ค็อกเทล ในเครือเดียวกับ Water Library Group
- The Meat Bar เนื้อสเต๊ก 20 ชนิดจากทั่วโลก
- The Raw Bar ซีฟู้ดบาร์คอนเซปต์ มีทั้งล็อบสเตอร์ หอยนางรม
- Lady Nara อาหารไทยฟิวชั่น
- Rico อาหารที่ได้แรงบันดาลใจจากสเปน

มีประสบการณ์ใหม่ๆ ให้ชิมอย่างจุใจ
---------------------------
Open House ตั้งอยู่บนชั้น 6 เซ็นทรัล เอ็มบาสซี่ กรุงเทพฯ เปิดบริการทุกวัน 10.00-22.00 น. เฉพาะศุกร์-เสาร์ เปิดบริการถึงเที่ยงคืน โทร.0 2119 7777 หรือ www.CentralEmbassy.com
----------------------------
ภาพ : เอกรัตน์ ศักดิ์เพชร

แชร์ข่าว :
Tags: