(สกู๊ป) 3ปัจจัยพา“โมนาโก”คืนบัลลังก์ความยิ่งใหญ่

19 พฤษภาคม 2560
1,035

เมื่อคืนวันที่ 17 พ.ค. ที่ผ่านมา ได้เกิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในวงการฟุตบอลลีกเอิง ฝรั่งเศส ขึ้น

     เมื่อ อาแอส โมนาโก ทีมจ่าฝูง เปิดสนาม สต๊าด หลุยส์ เดอ ต้อนรับการมาเยือนของ แซงต์ เอเตียน โดยก่อนหน้าเกมนี้ โมนาโก มี 89 คะแนน จากการลงเล่น 36 นัด นำหน้า ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ที่เป็นอันดับ 2 อยู่ 3 แต้ม ซึ่ง “เปแอสเช” ลงเล่นมากกว่า 1 นัด นั่นหมายความว่าถ้าพวกเขาเก็บเพิ่มได้อย่างน้อย 1 แต้ม ทีมของกุนซือ เลโอนาร์โด ชาร์ดิม ก็จะได้แชมป์แบบเป็นทางการทันที
    และผลปรากฏว่า โมนาโก เป็นฝ่ายเอาชนะไปได้ 2-0 จาก คิเลียน เอ็มบัปเป ในนาทีที่ 19 กับ วาแลร์ แชร์กแมง ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บของครึ่งหลัง ส่งผลให้คว้าแชมป์ไปครอง นับเป็นการคว้าแชมป์ลีกสูงสุดสมัยแรกของพวกเขาในรอบ 17 ปี ตั้งแต่ฤดูกาล 1999-2000 และเป็นแชมป์ ลีก เอิง สมัยที่ 8 ของทีมด้วย
    ในปีนี้ถือว่าเป็นปีทองของ โมนาโก เลยก็ว่าได้ เพราะนอกจากที่พวกเขาจะผงาดคว้าแชมป์ลีกมาครองได้แล้ว ยังสามารถผ่านเข้าถึงรอบรองชนะเลิศของศึก ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ก่อนพ่าย ยูเวนตุส รวมไปถึงการเป็นรองแชมป์ฟุตบอลถ้วยเฟรนช์ ลีก คัพ อีกด้วย โดยมีปัจจัยหลายด้านที่ส่งผลให้พวกเขาประสบความสำเร็จอย่างมากในซีซั่นนี้

แผนเกมรุกที่ลงตัวของ “เลโอนาร์โด ชาร์ดิม”
    กุนซือชาวโปรตุกีสรายนี้ เข้ามาคุมทีม โมนาโก ตั้งแต่ปี 2014 โดยเจ้าตัวมีสไตล์การทำทีมอย่างชัดเจนตั้งแต่อยู่กับ สปอร์ติง ลิสบอน คือการเน้นเกมรุกไม่ว่าจะเจอกับทีมที่เล็กหรือใหญ่กว่าก็ตาม ซึ่งสไตล์ดังกล่าวก็เข้ากับทีมได้ดี จนทำให้เพียงปีแรกที่เข้ามาเขาพาทีมจบอันดับ 3 ของตาราง สานต่อความสำเร็จจาก เคลาดิโอ รานิเอรี ที่พาทีมกลับเลื่อนชั้นสู่ลีก เอิง อีกครั้ง ในฤดูกาล 2012-2013 ก่อนเจ้าตัวจะย้ายไปคุม เลสเตอร์ ซิตี
    นอกจากเกมรุกที่จัดจ้านซึ่งในปีนี้พวกเขาทำประตูในลีกไปถึง 104 ลูกแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ถือว่าเป็นจุดเด่นในแผนการเล่นของ ชาร์ดิม คือ เกมสวนกลับที่แม่นยำ โดยการวางบอลจากแดนหลังไปสู่แดนหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งในเวทียูซีแอล เราได้เห็นหลายทีมโดนเล่นงานจากเกมสวนกลับที่ว่านี้มาแล้ว เช่น แมนเชสเตอร์ ซิตี และ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ เป็นต้น
    รวมไปถึงเทรนเนอร์วัย 42 ปีรายนี้ มักจะให้โอกาสเหล่าแข้งดาวรุ่ง ได้มีโอกาสลงสนามในทีมชุดใหญ่อย่างต่อเนื่อง โดยไม่กลัวว่านักเตะดาวโรจน์เหล่านี้จะโชว์ฟอร์มได้ไม่น่าประทับใจ ซึ่งหลายคนก็ทำผลงานได้ดี และกลายเป็นตัวหลักของทีมอยู่ในปัจจุบัน
    จากผลงานทั้งหมดของ โมนาโก ในปีนี้ ต้องยกเครดิตส่วนใหญ่ให้กับ ชาร์ดิม อย่างแน่นอน ทำให้มีข่าวว่าเจ้าตัวได้รับความสนใจจากหลายสโมสรในยุโรปที่ต้องการดึงตัวขาไปคุมทัพ โดยเฉพาะ อินเตอร์ มิลาน ส่งผลให้ต้องมาดูกันว่าซีซั่นหน้าเขาจะยังอยู่กับทีมดังแห่งเมืองน้ำหอมหรือไม่

การกลับมาของ “เอล ติเกร”
    ในปีแรกที่ โมนาโก เลื่อนชั้นกลับมาสู่ลีก เอิง อีกครั้ง ดมิทรี ไรโบลอฟเลฟ เจ้าของทีมชาวรัสเซีย ได้ยอมทุ่มเงินกว่า 60 ล้านปอนด์ (2.6 พันล้านบาท) เพื่อคว้าตัว ราดาเมล ฟัลเกา กองหน้าทีมชาติโคลอมเบีย ของสโมสร แอตเลติโก มาดริด ที่ฟอร์มร้อนแรงเป็นอย่างมาก มาร่วมทัพ โดย 2 ซีซั่นที่เจ้าตัวอยู่กับทีม “ตราหมี” เขายิงไปถึง 52 ลูก จากการลงสนาม 68 นัด และมีส่วนสำคัญที่ช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ยูโรปา ลีก ในปี 2011–12 และ แชมป์โกปา เดล เรย์ ในปี 2013
    ส่งผลให้การมาย้ายมาอยู่กับ โมนาโก ของ ฟัลเกา กลายเป็นที่ถูกจับตาจากสื่อทั่วโลก เนื่องจากพวกเขามองว่าหัวหอกรายนี้น่าจะย้ายไปอยู่กับทีมที่ใหญ่กว่านี้ อย่างไรก็ตาม ฟัลเกา ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าเหตุผลที่เขาย้ายมาอยู่กับ โมนาโก นั้น เนื่องจากต้องการย้ายมาอยู่ในทีมที่ไอดอลของตนเองอย่าง เธียร์รี อองรี เคยค้าแข้ง และแจ้งเกิดอย่างเต็มตัว
    ในปี 2013 ซึ่งเป็นปีแรกที่เขาอยู่กับ โมนาโก เขาก็โชว์ฟอร์มได้โดดเด่นเช่นเดิม แต่แล้วในเดือน ม.ค. ปี 2014 เขาต้องโชคร้ายเมื่อได้รับบาดเจ็บที่เอ็นหัวเข่าซ้าย และต้องเข้ารับการผ่าตัดในทันที ส่งผลให้เข่าพลาดการเล่นให้ โมนาโก ตลอดช่วงซีซั่น รวมถึงพลาดการไปเล่นในศึกฟุตบอลโลก 2014 อีกด้วย
    และหลังจากหายจากอาการบาดเจ็บ ฟัลเกา ก็ไม่สามารถเรียกฟอร์มเก่งของตนเองออกมาได้เหมือนเดิม จนสุดท้ายต้องย้ายไปเล่นกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แบบยืมตัวในปี 2015 และ เชลซี ในปีต่อมา แต่ก็ไม่มีทีมใดเซ็นสัญญาเขาแบบถาวรจนสุดท้ายต้องย้ายกลับมาที่ โมนาโก เหมือนเดิมในซีซั่นนี้
    การกลับมา โมนาโก ครั้งที่ 2 ของ ฟัลเกา เจ้าตัวถูกมองว่าจะไม่สามารถเรียกฟอร์มเก่งออกมาได้แล้ว และเข้าสู่บั้นปลายของอาชีพการค้าแข้งเต็มที อย่างไรก็ตามภายใต้แท็คติกของ เลโอนาร์โด ชาร์ดิม ส่งผลให้ดาวเตะฉายา “เอล ติเกร” รายนี้เหมือนกลับมาเกิดใหม่ ซึ่งเขาปรับตำแหน่งของตัวเอง โดยไม่ถึงกับเป็นหัวหอกตัวเป้า แต่เข้ามามีส่วนร่วมกับการทำเกม และการจ่ายบอลให้เพื่อนร่วมทีมมากขึ้น ซึ่งก็ส่งผลอย่างยอดเยี่ยม และทำให้เขามีความมั่นใจอีกครั้ง จนตอนนี้เขากลายเป็นกำลังหลักที่ทีมจะขาดไปไม่ได้ เพราะทำได้ทั้งการยิงประตู รวมถึงการจ่ายบอลสวยๆให้เพื่อนด้วยทักษะฟุตบอลที่ยอดเยี่ยม

แข้งดาวรุ่งยกทัพแจ้งเกิด
    อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่า ชาร์ดิม มักจะเปิดโอกาสให้ดาวรุ่งได้ขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่อยู่เสมอหากใครมีฟอร์มที่โดดเด่น โดยไม่สนใจว่าจะมีอายุเท่าไหร่ หรือมีชื่อเสียงหรือไม่ ส่งผลให้ในฤดูกาลนี้ลูกทีมของเขามีค่าเฉลี่ยของอายุนักเตะในทีมอยู่แค่ 22 ปีเท่านั้น
    โดยในบรรดาแข้งดาวรุ่งที่ว่า ก็มีหลายคนทำผลงานได้โดดเด่น และยึดตำแหน่งตัวจริงในทีม ทั้ง ฟาบินโญ (23 ปี), ติเอมูเอ บากาโยโก (22 ปี), แบร์นาโดโด ซิลวา (22 ปี), โธมัส เลอมาร์ (21 ปี), อดามา ตราโอเร (21 ปี) และ คิเลียน เอ็มบับเป (18 ปี) ซึ่งพวกเขาเหล่านี้มีทีมเวิร์คที่ดี รวมถึงที่สำคัญคือมีความนิ่ง และฝีเท้าเกินวัย โดยมีนักเตะรุ่นพี่อย่าง เจา มูตินโญ (30 ปี) และ ราดาเมล ฟัลเกา (31 ปี) คอยประคอง
    และส่วนผสมของแข้งดาวรุ่ง และแข้งวัยเก๋าก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ลงตัว และเรียกได้ว่าเป็นอีกเหตุผลสำคัญที่ทำให้ โมนาโก ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในซีซั่นนี้ แต่ปัญหาสำคัญที่ทีมจะต้องเจอหลังจากนี้คือ การรั้งตัวนักเตะดาวรุ่งเหล่านี้เอาไว้กับทีมให้ได้ เพราะมีข่าวว่าหลายคนจะถูกทีมยักษ์ใหญ่ของยุโรปดึงตัวไปร่วมทัพหลังจบฤดูกาล เนื่องจากหากเสียนักเตะเหล่านี้ไปทีมต้องขาดความสมดุลอย่างแน่นอน โดยเฉพาะในรายของ คิเลียน เอ็มบับเป กองหน้าทีมชาติฝรั่งเศส ซึ่งทำไปแล้ว 16 ประตูในซีซั่นนี้ ที่ เรอัล มาดริด พร้อมทุ่มเงินถึง 100 ล้านปอนด์ (4.3 พันล้านบาท) ซึ่งถือเป็นสถิติโลกในการล่าลายเซ็นของแข้งดาวโรจน์ผู้นี้

    ทั้งหมดที่กล่าวมาคือปัจจัยทั้ง 3 ข้อที่ส่งผลให้ โมนาโก ประสบความสำเร็จอย่างมากในซีซั่นนี้ โดยต้องมาดูกันว่าในฤดูกาลหน้าพวกเขาจะยังสามารถรักษาฟอร์มการเล่นอันยอดเยี่ยมแบบนี้ต่อไปหรือไม่ หรือจะเกิดการเปลี่ยนแปลงสำคัญอะไรในทีมบ้าง

แชร์ข่าว :
Tags: