'ดัชนีฐานราก' ร่วง กังวลศก.ฟื้นช้าฉุดกำลังซื้อ

18 พฤษภาคม 2560
998

ดัชนีฐานราก "ร่วง" กังวลศก.ฟื้นช้าฉุดกำลังซื้อ

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจ ธุรกิจและเศรษฐกิจฐานราก ธนาคารออมสิน ได้สำรวจความเชื่อมั่นเศรษฐกิจฐานรากพบประชาชนยังกังวลเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้า กดดัชนีความเชื่อมั่นช่วงไตรมาสแรกปีนี้หดตัวขณะที่ ประเมินว่า เศรษฐกิจในไตรมาส 2 จะเริ่มดีขึ้นจากนโยบายรัฐบาล

ชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า ผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจฐานราก (GSI) ประจำไตรมาส 1 ปี 2560 ได้ดำเนินการสำรวจจากกลุ่มตัวอย่างประชาชนที่มีรายได้ไม่เกิน 15,000 บาท ทั่วประเทศจำนวน 1,843 ตัวอย่าง พบว่าดัชนี GSI ไตรมาส 1 ปี 2560 อยู่ที่ระดับ 47.2 ปรับลดลงจากไตรมาส 4 ปี 2559 ที่อยู่ระดับ 49.9 เนื่องจากประชาชนระดับฐานรากรู้สึกว่าภาวะเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศไทยในปัจจุบันยังฟื้นตัวค่อนข้างล่าช้า ราคาสินค้าและค่าครองชีพสูง ประกอบกับโอกาสในการหางานทำยังทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ

สำหรับ GSI ในอนาคตอีก 6 เดือนข้างหน้า ประชาชนระดับฐานรากมีมุมมองที่ดีขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 48.4 เนื่องจากความคาดหวังว่ารัฐบาลจะมีมาตรการ/โครงการที่มาสนับสนุนช่วยเหลือการดำรงชีวิตและเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัว ราคาผลผลิตทางการเกษตรเริ่มมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาดัชนีความเชื่อมั่นในด้านต่างๆ เทียบกับไตรมาสก่อน พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นด้านการจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้นเพียงด้านเดียว ซึ่งเป็นผลมาจากมาตรการ/โครงการภาครัฐที่เข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจให้มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นจากมาตรการเพิ่มรายได้ให้แก่ผู้มีรายได้น้อยในโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ตั้งแต่ปลายปี 2559 ต่อเนื่องถึง ต้นปี 2560

ในขณะที่เปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนพบว่า ประชาชนระดับฐานรากมีความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้น ในด้านการจับจ่ายใช้สอย ความสามารถในการชำระหนี้ และการออม ซึ่งศูนย์วิจัยฯ มองว่าเป็นผลมาจากมาตรการ/โครงการภาครัฐที่เข้ามาสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการสินเชื่อ รายย่อยเพื่อใช้จ่ายฉุกเฉินตามแนวทางในการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบอย่างบูรณาการและยั่งยืน และมาตรการพักชำระหนี้ต่างๆ เป็นต้น

นอกจากนี้ ศูนย์วิจัยฯ ยังได้สำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับการรับรู้ข้อมูล/ข่าวสารเพื่อการประกอบอาชีพและการดำรงชีวิตของประชาชนฐานราก โดยเมื่อสอบถามถึงการนำข้อมูล/ข่าวสารมาใช้ เพื่อการประกอบอาชีพและการดำรงชีวิตของประชาชนฐานราก พบว่า กลุ่มตัวอย่างกว่า 70% ได้นำข้อมูล/ข่าวสารมาใช้ โดย 3 อันดับแรก คือเรื่องราคาสินค้าอุปโภค/บริโภค สัดส่วน 17.9% ข่าวสวัสดิการจากภาครัฐ สัดส่วน 10.4% และราคาซื้อ/ขาย ในปัจจุบันของสินค้าเกษตรหรือปศุสัตว์ สัดส่วน 10.3% โดยมีเพียงบางส่วนที่ไม่นำข้อมูล/ข่าวสารมาใช้ เพราะมองว่าข้อมูลข่าวสารนำมาประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวันได้น้อย และข้อมูลไม่ตรงกับการประกอบอาชีพ 

สำหรับข้อมูล/ข่าวสารที่ประชาชนระดับฐานรากสนใจเพื่อการประกอบอาชีพและดำรงชีวิตในอนาคต พบว่า 3 อันดับแรกคือ เรื่องราคาสินค้าอุปโภค/บริโภค สัดส่วน 15% ข่าวสารสวัสดิการจากภาครัฐ สัดส่วน 14.9% และความรู้ทางการเงิน สัดส่วน 14.6% 

โดยมีวัตถุประสงค์ที่นำมาใช้เพื่อผลประโยชน์ต่อตนเองหรือครอบครัว 28.6% ใช้ในการแก้ไขปัญหาหนี้สิน 13.7% และการวางแผนเรื่องการออมหรือการขอสินเชื่อ 13.6%

เมื่อสอบถามถึงช่องทางหลักในปัจจุบันที่ประชาชนระดับฐานรากใช้ในการรับรู้ข้อมูล/ข่าวสาร พบว่า 3 อันดับแรกคือ โทรทัศน์ สัดส่วน 28.7% แอพพลิเคชั่น สัดส่วน 14.8% เว็บไซต์ และบุคคลรอบตัว เช่น เพื่อน ผู้ร่วมงาน มีสัดส่วนที่เท่ากัน 10.6%

ส่วนในอนาคตต้องการรับรู้ผ่านสื่อ ออนไลน์ e เช่น แอพพลิเคชั่น และเว็บไซต์เพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ความ ต้องการรับรู้ผ่านสื่อแบบดั้งเดิมมีแนวโน้มลดลง เช่น โทรทัศน์ วิทยุ และสื่อสิ่งพิมพ์

เมื่อสำรวจพฤติกรรมการใช้สื่อออนไลน์ พบว่า กลุ่มตัวอย่างกว่า 80% ใช้สื่อออนไลน์ โดยใช้ Facebook มากที่สุดถึงสัดส่วน 44.7% รองลงมาคือ Line สัดส่วน 24% และ YouTube สัดส่วน 10.1% 

ชาติชายกล่าวว่า ส่วนช่วงเวลาที่ใช้ในการรับรู้ข้อมูล/ข่าวสารมากที่สุด คือ ช่วงเวลา 19.00-21.59 น. ของวันมีสัดส่วนสูงถึง 32.2% รองลงมาคือช่วงเวลาระหว่าง 09.00-11.59 น. สัดส่วน 18.1% และช่วงเวลา 12.00-15.59 น. สัดส่วน 15.9% ตามลำดับ

แชร์ข่าว :
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง