ครอบครัว- สุขภาพ- ความปลอดภัย จุดโฟกัสไอโอที ‘โพโมะเฮาส์’

16 พฤษภาคม 2560 | โดย ชนิตา ภระมรทัต
5,113

อยากเป็นข้อพิสูจน์ว่าสตาร์ทอัพที่มีคนแค่ 10 กว่าคน ซึ่งกำลังพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้สิ่งที่ทำในเรื่องไอโอทีออกไปไกลได้ทั่วโลก

และเป็นสร้างการรับรู้ว่าคนไทยไม่ได้เก่งแค่การเกษตรหรืองานฝีมือ  ทว่าก็ต้องอาศัยการบริหารจัดการทีมงานที่ดีด้วย

 
คือความตั้งใจของ “ฉัตรชัย ตั้งจิตตรง” ผู้ก่อตั้ง โพโมะเฮาส์ (Pomo House) สตาร์ทอัพไทยที่ตั้งธงว่าจะต้องโดดเด่นระดับเวทีโลกให้ได้ในเรื่องของไอโอที (Internet of Things)


ฉัตรชัยเรียนจบจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เข้าสู่วงการเทคโนโลยี ไอที เพราะมีใจรักและที่ผ่านมาก็คลุกคลีในเรื่องของ “ซอฟท์แวร์” มาตลอดแต่ที่สุดก็ตัดสินใจกระโจนมาทำ“ฮาร์ดแวร์” เพราะมีความใฝ่ฝันว่าอยากจะทำฮาร์ดแวร์ที่เป็นของตัวเอง


จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นเมื่อปีพ.ศ. 2558 แรงผลักดันครั้งยิ่งใหญ่มาจากตัวเขาประสบกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันคือพลัดหลงกับลูกสาวขณะที่เดินทางไปท่องเที่ยว เขาเลยไม่ลังเลที่จะทุ่มทั้งแรงคน และแรงเงินเพื่อคิดค้นผลิตภัณฑ์ที่ป้องกันปัญหาเด็กหายจนกลายเป็นสินค้าที่ชื่อว่า “โพโมะ คิดส์ วอทช์” ซึ่งเมื่อได้ลอนซ์สู่ตลาดก็ได้รับความสำเร็จดีเกินคาด ผู้ปกครองต่างให้ความสนใจและพูดกันปากต่อปากจนเป็นที่รับรู้เป็นวงกว้างบริษัทจึงได้เติบโตขึ้นเรื่อยๆ


“สองปีที่ผ่านมาถือว่า เป็นการเรียนรู้ เราก็เป็นเหมือนเด็กแรกเกิด ที่ต้องเรียนรู้เพื่อจะก้าวเดิน และวิ่ง เราได้เรียนรู้เยอะมากเกี่ยวกับโลกไอโอที และสตาร์ทอัพที่มันใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ”


ทำให้เขากำหนดวิชั่นของ โพโมะเฮาส์ไว้ว่า จะเป็นบริษัทที่เป็นแพลตฟอร์มของไอโอทีและมีเป้าหมายใหญ่ถึงระดับโลก โดยมีจุดโฟกัสจะทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ 3 เรื่อง นั่นคือ ครอบครัว สุขภาพ และ ความปลอดภัย


เขาบอกว่า ในความเป็นจริงเวลานี้ คนทั่วไปมักจะมองว่าโพโมะเฮาส์เป็นบริษัทที่ทำนาฬิกาสำหรับเด็ก และที่ผ่านมาโดยเฉพาะอย่างยิ่งกลยุทธ์การตลาดของสินค้ารุ่น "โพโมะ วาฟเฟิล" นั้นจะชูในเรื่องของ "ไลฟ์สไตล์" ไม่ได้เน้นขายในเรื่องของไอโอทีหรือเทคโนโลยี


เพราะสินค้ารุ่นนี้ต้องการแข่งขันและไปแทนที่นาฬิกาเด็กแบรนด์ดังๆในท้องตลาด ตรงที่มีความสวยงาม กิ๊ฟเก๋โดนใจเด็กๆไม่แพ้กัน แต่แตกต่างตรงที่มีประโยชน์ใช้สอยมากกว่าการใช้ดูแค่เวลา


และแม้ที่ผ่านมาสินค้ารุ่นนี้จะสร้างความฮือฮา จากการที่บริษัทได้ทุ่มงบประมาณไปกว่า 20 ล้านบาท จนเป็นสินค้าที่มาพร้อมระบบเทคโนโลยี 3G เป็นเจ้าแรกของไทย มีประโยชน์การใช้งานมากมาย อาทิ ฟังก์ชั่นScheduler เพื่อแจ้งเตือนกิจกรรมของเด็ก ,Take Me Home ฟังก์ชั่นนำทางกลับบ้าน ผู้ปกครองสามารถระบุตำแหน่งของบ้านไว้ในตัวนาฬิกาของเด็ก เมื่อเด็กมีการพลัดหลงสามารถใช้ฟังก์ชั่นนี้เป็นแผนที่นำทางกลับบ้านได้ด้วยตัวเอง ,ฟังก์ชั่น My Watch ออกแบบหน้าปัด และสายห่วงนาฬิกาได้ตามใจชอบ,ฟังก์ชั่น Group Chat ให้สมาชิกในครอบครัวสามารถติดต่อกันในหนึ่งกรุ๊ปแช็ท ฟังก์ชั่น POMO Store เพื่ออัพเดทฟังก์ชั่นใหม่ๆ ,ระบบ VoIP ผู้ปกครองและเด็กสามารถโทรหากันโดยไม่เสียค่าใช้เพิ่มเติมจากแพ็กเก็จ เป็นต้น


"ความสนุกในการทำสินค้ารุ่นวาฟเฟิลก็คือ ทีมเราไปซื้อบอร์ดมาเทสต์ เริ่มจากเล็กๆ โดยลองเทสต์ว่าอะไรทำได้ไม่ได้ แล้วค่อยพัฒนาซึ่งแยกกันระหว่างข้างในกับข้างนอก เหมือนกับรถยนต์ที่ต้องมีการออกแบบเครื่องยนต์ก่อนว่าต้องเล็กที่สุดและเบาที่สุด จากนั้นก็ต้องคิดกรอบที่ครอบข้างนอกซึ่งเราก็ใช้มือทำก่อนขั้นตอนตรงนี้เราใช้เวลาถึง 6 เดือนกว่าจะใช้ได้จริง ซึ่งถ้าเราทำเองคนเดียวคงไม่สำเร็จแต่เราเปิดให้เธิร์ดปาร์ตี้มาช่วยทำ มาช่วยกันหาความต้องการของเด็ก"


ซึ่งโปรแกรมเมอร์ของโพโมะเฮ้าส์มีทั้งคนไทยกับคนจีน (สัดส่วนไทย:จีน คือ 80:20) และสั่งผลิตที่โรงงานประเทศจีนเนื่องจากเทคโนโลยีชิฟเซ็ท 3 จียังไม่มีโรงงานในไทยสามารถทำได้


อย่างไรก็ดี เป็นเรื่องธรรมดา ที่ไม่ว่าจะเป็นสินค้าแฟชั่นหรือเทคโนโลยีจำเป็นต้องพัฒนาให้มีความก้าวล้ำ ต้องทำให้ลูกค้ารู้สึก “ว้าว” อยู่เสมอ และในปีนี้ สินค้ารุ่นดังกล่าวจะเพิ่มประโยชน์มากขึ้น


"สิ่งที่เรามองจะเป็นเรื่องคอนเน็คทิวิตี้ที่ไม่ใช่เอาสมาร์ทวอทช์ไปผูกติดกับสมาร์ทโฟน แต่เป็นไซโล คือเป็นสินค้าหนึ่งชิ้นที่มีความสามารถในตัวของมันเองไม่ต้องพึ่งพาใคร โพโมะ วาฟเฟิล จะเป็นโปรดักส์แรกที่จะมีเรื่องคอนเน็คทิวิตี้ บันเดิ้ลเข้าไป เราจะใส่ซิมการ์ดเข้าลูกค้าพอเปิดเครื่องก็ไม่ต้องไปร้านสะดวกซื้อหรือโอเปอเรเตอร์จดทะเบียน มันสำเร็จรูปเลยคือใช้โทรหากันได้เลยทันที นอกจากนี้เรายังซื้อไลเซ่นส์คาแรคเตอร์ดังๆ เช่น Rilakkuma อีกด้วย"


โดยภายในเดือนแรก โพโมะเฮาส์ จะให้ลูกค้าใช้บริการนี้ได้ฟรีโทรเท่าไหร่ก็ได้ไม่จำกัด ไม่ว่าเด็กๆ จะโทรหากันหรือโทรหาคุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ต้องห่วงว่าโทรนานเท่าไหร่ จากนั้นก็จะมี โพโมโก แพ็คเก็จที่ให้ลูกค้าเลือกซื้อได้ตามความต้องการใช้งาน ซึ่งมีอยู่ 3 แพ็คเก็จคือ โกเบสิค,โกมอร์ และโกอินเตอร์ สำหรับการเดินทางไปต่างประเทศได้ 10 ประเทศ อาทิ ฮ่องกง มาเก๊า ญี่ปุ่น เกาหลี สิงคโปร์ ไต้หวัน ฯลฯ


นั่นหมายถึง รายได้ไม่ใช่มาจากการขายฮาร์ดแวร์เท่านั้น แต่จะมาจากค่าเซอร์วิสแพ็คเก็จอีกด้วย


ฉัตรชัยบอกว่า ภารกิจหลักๆในปีนี้ของโพโมะเฮาส์จะมีอยู่ 4 แกน ก็คือ หนึ่ง เรื่องคอนเน็คทิวิตี้ สอง ดิสทริบิวชั่น สามคอนเทนท์เซอร์วิส และ สี่อินโนเวชั่น


แต่ที่เขาถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมากเป็นเรื่องของ ดิสทริบิวชั่น เนื่องจากสามารถนำเอาโพโมะ วาฟเฟิล ไปโพสต์ระดมทุนบน “KickStarter” ที่ถือว่าเป็นแพลตฟอร์มคลาวด์ฟันดิ้งที่เป็นเบอร์ใหญ่ของโลก และภายในเวลา 1 เดือนก็ได้รับเงินมากว่าแสนเหรียญสหรัฐ และยังได้รับการติดต่อจากผู้ค้าทั้งในสหรัฐและยุโรปขอเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้า


“คาดว่าสิ้นปีนี้สินค้าของเราจะวางขายใน 60 ประเทศ ทั่วโลกจำนวนนี้จะอยู่ในยุโรป 28 ประเทศ ในแต่ละประเทศเราจะตั้งตัวแทนจำหน่าย แต่มีตลาดไทย สิงคโปร์และสหรัฐที่เรามีทีมงานดูแลเอง”


และในปีนี้ นอกเหนือจากสินค้าเด็กแล้ว โพโมะเฮาส์ ยังต้องการฉีกแนวโดยการลอนซ์สินค้าสำหรับผู้ใหญ่อีกด้วย นั่นคือ “โพโมะ ลาเต้”


ถามว่า เพราะมองเห็นแนวโน้มการเกิดของเด็กจะลดลงหรือไม่? เขายอมรับว่าเป็นอีกเหตุผลหนึ่ง แต่วัตถุประสงค์หลักๆก็คือ ต้องการป้องกันก่อนที่จะเกิดปัญหา ถ้าทำให้คนวัยผู้ใหญ่มีสุขภาพที่แข็งแรงแน่นอนว่าจะทำให้ชีวิตของพวกเขาสามารถดำเนินไปอย่างมีคุณค่าและมีความหมาย


"ในปีนี้ที่โฟกัสก็ยังจะเป็นคิดวอทช์อยู่ และถ้าเป็นไปตามแผนปลายปี โพโมะ ลาเต้ ก็จะได้ลงใน KickStarter และเราก็หวังว่าจะสามารถระดมทุนได้ถึงหลักล้านเหรียญ เพราะเราได้เจอทีมที่ทำโปรเจ็คที่ขึ้น KickStarter แล้วประสบความสำเร็จมากๆ ซึ่งตอนนี้เรากำลังจะเวิร์คกับเขา"

คลาวด์ฟันดิ้ง แฮบปี้เอ็นดิ้ง


ฉัตรชัย มองว่า สตาร์ทอัพทีมใดที่มีไอเดียดี มีเป้าหมายชัด และไม่จำเป็นต้องเน้นเทคโนโลยีจ๋าเป็นเรื่องการเกษตรก็ยังได้ ต่างสามารถระดมทุนผ่านช่องทางคลาวด์ฟันดิ้งได้ทั้งสิ้น


"ที่ผ่านมาผมโฟกัสเรื่องการพัฒนาโปรดักส์ โดยเฉพาะโพโมะ วาฟเฟิลที่จะช่วยจัมพ์สตาร์ทให้กับเรา แต่ผมเองก็มองเรื่องการระดมทุนกับทางวีซีเหมือนกัน ก็มีคุยอยู่ 2-3 ราย แต่เราจะพิจารณาวีซีที่สามารถช่วยเหลือเราได้ในแง่การตลาด ในการเพิ่มช่องทางจัดจำหน่าย และแนะนำเธิร์ดปาร์ตี้ที่เพิ่มแวลลูให้กับเรา"


สำหรับเขาวีซีเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง แต่คลาวด์ฟันดิ้งน่าจะเป็นโอกาสที่ดีกว่าเพราะที่สุดสตาร์ทอัพไม่ต้องไดรูทตัวเอง หรือเสียหุ้นให้กับนักลงทุน อีกทั้งคลาวด์ฟันดิ้งโดยเฉพาะแพลตฟอร์มที่ใหญ่ระดับโลกก็ยังเป็นการเปิดประตูให้ได้พบเจอกับผู้ค้าและลูกค้าทั่วโลกด้วย


"ผมอยากจะทดลองรันบน KickStarter สัก 2-3 โปรแกรม จากนั้นผมก็อยากจะนำเอาประสบการณ์นี้ไปถ่ายทอดให้กับสตาร์ทอัพหรือผู้ประกอบการที่มีไอเดียใหม่ๆ ว่าจะนำโปรดักส์ไประดมทุนผ่านช่องทางนี้อย่างเป็นขั้นตอนหนึ่ง สอง สาม สี่ อย่างไร และถ้าเฟลมันเกิดจากสาเหตุอะไร"

แชร์ข่าว :
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง