ชม-ชิม-ชิล ณ ‘โฮจิมินห์ ซิตี้’

27 เมษายน 2560 | โดย ณัชชา อรวีระกุล แปลและเรียบเรียงจากบีบีซีและแอร์บีเอ็นบี
9,558

แม้นักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยจะรู้สึกตกใจ กับความวุ่นวายของเมืองที่มีขนาดใหญ่สุดในเวียดนาม แต่ชาวเมือง "โฮจิมินห์ ซิตี้" หรือไซ่ง่อนในอดีต ล้วนแต่ตกหลุมรักบ้านเกิดของตัวเอง ที่พวกเขาเห็นว่ามีความสงบเรียบร้อยอย่างน่าประหลาด

เจมส์ คลาร์ก ชาวออสเตรเลียที่อาศัยในนครโฮจิมินห์ตั้งแต่ปี 2555 และเขียนเรื่องราวการท่องเที่ยวผ่านบล็อก “นอร์มาดิก โนตส์” บอกว่า การจราจรที่นี่ดูเหมือนจะบ้าคลั่ง  แต่เมื่อก้าวขึ้นรถ ที่เคลื่อนตัวไปอย่างช้าๆ ด้วยความเร็วที่คงที่ ก็แทบจะไม่เห็นความวุ่นวายเลย 

ส่วน เคลซี เฉิง จากนครชิคาโกซึ่งเคยอาศัยอยู่ในนครแห่งนี้ระหว่างเป็นอาสาสมัคร ยอมรับว่า ไซ่ง่อนเป็นสถานที่เงียบสงบ แม้จะมีความวุ่นวายทุกรูปแบบก็ตาม วิธีการใช้ชีวิตของผู้คนก็ดูผ่อนคลาย และทุกคนดูเหมือนจะไปถึงที่หมายกันตรงเวลาเสียด้วย

ใบหน้าเป็นมิตรยังพบได้ในเมืองที่มีชีวิตชีวา ดูกระตือรือร้นและอาหารข้างถนนที่ดีที่สุด และอาจถูกที่สุดในโลก ทว่า แมตต์ บาร์เกอร์ ผู้ก่อตั้งบริษัท “ฮอไรซัน ไกด์” ที่ย้ายจากอังกฤษมาอยู่นครโฮจิมินห์เมื่อปี 2558 เล่าว่า จะต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่ง เพื่อมองลึกเข้าไปถึงแก่นแท้ของเมือง และจะเริ่มรู้สึกชื่นชมเมืองนี้

ผู้คนที่ดูยุ่ง และถนนที่เต็มไปด้วยจักรยานยนต์ทำให้นักท่องเที่ยวแห่หนีไปอยู่ตามเมืองอื่น ๆ ของเวียดนาม ซึ่งบาร์เกอร์ ชี้ว่า เป็นความผิดพลาด

“หากคุณมีเวลาเที่ยวรอบ ๆ คุณจะพบเมืองที่เปี่ยมไปด้วยเอกลักษณ์ รูปแบบ และอาหารอีกมากมาย”

ชาวโฮจิมินห์อาจดูตรงไปตรงมา ผิดกับกับชาวเวียดนามเหนือ และเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะคนไทยที่ดูอบอุ่น แม้ท่าทางบางอย่างอาจตีความได้ว่าหยาบคายโดยไม่ตั้งใจ การที่ชาวบ้านกล่าวอย่างนั้นทำให้คุณอาจเข้าใจได้ว่า ต้องการหรือไม่ต้องการอะไร กล่าวคือชาวเวียดนามเหนือบอกว่า “ใช่” แต่อาจหมายถึง “ไม่ใช่” ขณะที่ชาวโฮจิมินห์พูดว่า “ไม่ใช่” ก็คือ ไม่ใช่จริง ๆ

ประชากรวัยหนุ่มสาวในเมืองนี้ยังดูเต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง ซึ่ง อลัน เมอร์เรย์ ชาวอังกฤษซึ่งอาศัยอยู่ในเมืองนี้มากว่า 10 ปีแล้ว กล่าวว่า พวกเขาดูเหมือนอยากเป็นผู้ประกอบการ เพราะทุกคนต่างถือสมาร์ทโฟนและรีบเร่งขี่รถจักรยานยนต์ไปทำงาน

ถึงแม้ทุกคนจะก้าวเดินอย่างเร่งรีบ ชาวเมืองก็เต็มใจที่จะยื่นมือเข้ามาให้ความช่วยเหลือเมื่อจำเป็น

เฉิง เล่าว่า ในช่วงวันแรก ๆ เธอหลงทางในเขต 3 และใช้สัญญาณจากอินเทอร์เน็ตไร้สาย (ไวไฟ) เพื่อเรียกแกรบไบค์ ณ จุดนี้เธอรู้สึกค่อนข้างประหม่า แต่เธอก็ยื่นโทรศัพท์ให้ชายคนหนึ่งที่อยู่ใกล้ ๆ ให้ช่วยคุยกับผู้ขับขี่แกรบเพื่อมารับเธอ เธอคิดว่า ชาวอเมริกันเป็นคนดี แต่คนเวียดนามยิ่งกว่านั้น เพราะทุกคนดูเป็นมิตรกับคนอื่น ๆ แทบทั้งนั้น

อัน เดือง หัวหน้าผ่ายเทคโนโลยีจากสตาร์ทอัพ “ทัวร์ เมกา” ชาวโฮจิมินห์ เห็นด้วยว่า ชาวไซ่ง่อนเป็นผู้ให้และไม่ต้องการการตอบแทนคืนมา บางครั้งอาจเห็นคนยืนตักชาเย็นจากถัง แจกให้กับผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ และพ่อค้าแม่ขายข้างทาง ทั้งยังช่วยเหลือผู้อื่นด้วยความสมัครใจและกระตือรือร้นราวกับคนในครอบครัว

วิธีชมเมืองที่ดีที่สุดการนั่งสกูเตอร์ แวะตามเขตต่าง ๆ และชิมอาหารตามแผงที่เรียงรายเต็มไปหมด บาร์เกอร์แนะนำให้ลองรับประทาน บัน ถิต เหนือง ก๋วยเตี๋ยวเย็นริมทางตำรับคลาสสิก ประกอบด้วยหมูย่างบาร์บีคิวและผักกาดผอมหั่นฝอย เพียงแค่หาร้านตามหัวมุม แล้วดึงเก้าอี้พลาสติกนั่งลงก็ได้อร่อยแล้ว 

ส่วนร้าน ลันช์ เลดี้ ในเขต 1 ยังเสิร์ฟก๋วยเตี๋ยวรสเด็ดแบบต่าง ๆ ในแต่ละวันโดยไม่ต้องพึ่งแผ่นป้ายเมนูอาหารเลย ร้านนี้ยังเป็นโปรดของคนท้องถิ่น รวมถึง แอนโทนี โบร์เดน เชฟและพิธีกรชื่อดังชาวอเมริกันด้วย

นครโฮจิมินห์แบ่งเป็น 24 เขต นักเดินทางส่วนใหญ่มักเริ่มจากเขต 1 ซึ่งเป็นย่านใจกลางเมืองที่เต็มไปด้วยห้างสรรพสินค้า ตลาด บิ๋น ถั่น อันเลืองชื่อ และสถานบันเทิงยามค่ำคืนอย่างถนน ฟาม งู เหลา ซึ่งเฉิง บอกว่า ดา เก่า ในเขต 1 เป็นย่านที่เธอชื่นชอบ เพราะมีแซนด์วิชเวียดนาม บั๋น หมี่ และอาหารอื่น ๆ ริมถนน แต่ก็ยังอยู่ในอ้อมกอดของใจกลางเมือง

เขต 2 ริมฝั่งแม่น้ำไซ่ง่อน เป็นพื้นที่แห่งหนึ่งที่พัฒนาขึ้นใหม่ของเมือง เต็มไปด้วยร้านอาหาร แหล่งชอปปิง และตึกสูงหลายชั้น ผู้คนมักแห่ไปย่านแฟชั่นอย่าง เถา เดียน ที่ล้อมรอบด้วยแม่น้ำ ซึ่งเพิ่งจะมีการก่อสร้างบางอย่างเมื่อไม่นานมานี้ แถมยังแวดล้อมด้วยกลุ่มร้านอาหาร อพาร์ทเมนท์ และโรงเรียน ส่วนชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ระยะยาว หรืออยู่กับลูก ๆ จะอาศัยอยู่ในย่านชานเมืองเขต 7 ห่างจากตัวเมืองลงไปทางใต้ 20 กม. อันเป็นที่ตั้งของโรงเรียนนานาชาติและบ้านหลังใหญ่กว่า

นักท่องเที่ยวที่มีเวลาเที่ยว 1 วันมักจะไปชมหาด หวุง เต่า ทางตะวันออกเฉียงใต้ 93 กม. หรือบริเวณดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง ทางตะวันตกเฉียงใต้ 200 กม. แต่สนามบินที่มีอยู่มากมายทำให้การเดินทางไกลสะดวกรวดเร็วขึ้น เกาะ ฝู ก๊วก ซึ่งอยู่นอกชายฝั่งเวียดนามและใช้เวลาบินเพียงแค่ชั่วโมงเดียว ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลกด้วยน้ำทะเลสีฟ้าใสสะอาด ป่าดิบชื้นที่ยังไม่มีใครเข้าถึง พืชสวนครัว ดนตรี และบรรยากาศแสงสีสวยงาม

ใครที่ต้องการหนีร้อน ต้องเลือกไป ดา ลัด บริเวณเซ็นทรัล ไฮแลนด์ ห่างจากตัวเมืองไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ 300 กม. หรือสวิตเซอร์แลนด์แห่งเวียดนามที่มีอากาศคงที่ตลอดทั้งปี หรือ ดัก ลัก ทางตะวันออกเฉียงเหนือ 350 กม. เพื่อชมน้ำตก กาแฟที่มีชื่อเสียงระดับโลก และความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่มีกว่า 40 ชาติพันธุ์

ส่วนเที่ยวบินไปยังเมืองต่าง ๆ ในเอเชียมีราคาถูกและใช้เวลาน้อย หากเดินทางไปยังกรุงเทพมหานคร กัวลาลัมเปอร์ และสิงคโปร์อาจใช้เพียง 2 ชั่วโมงถึงที่หมาย ขณะที่ฮ่องกงและไทเปอาจถึงภายใน 3 ชั่วโมง

นครโฮจิมินห์มีค่าครองชีพที่ถูกอย่างไม่น่าเชื่อเมื่อเทียบกับเมืองต่าง ๆ ทางตะวันตก โดยเฉพาะการออกไปรับประทานอาหารข้างนอกเป็นเรื่องธรรมดาและราคาไม่แพง สนนราคาเพียง 80,000 ด่องต่อมื้อ (ราว 121 บาท) หรือน้อยกว่านั้น

เว็บไซต์เอกซ์แพตทิสตัน ระบุว่า การเช่าบ้านก็มีราคาถูก หากเป็นห้องชุดอพาร์ตเมนต์อยู่ที่ 6.8 ล้านด่อง หรือ 10,270 บาทต่อเดือน ถูกกว่าราว 85% เมื่อเทียบกับอพาร์ตเมนต์ในนครนิวยอร์ก สหรัฐ

ขณะที่เว็บไซต์แอร์บีเอ็นบี มีบริการห้องที่แต่งอย่างสวยงามพร้อมครัว ราคาห้องต่อเดือนมีตั้งแต่ราว 5,500 บาท ไปจนถึง 116,000 บาทซึ่งมองเห็นทิวทัศน์ตลอดทั้งเมืองได้

“มีหลากหลายวิธีในการใช้จ่าย แต่หากคุณเช่าที่พักที่ไม่ได้มีโฆษณาตามเว็บไซต์คนต่างชาติและอาหารท้องถิ่น คุณอาจต้องอยู่ห้องเช่ารายเดือน ที่มีราคาสูงถึง 22.8 ล้านด่อง หรือราว 34,437 บาทเลยทีเดียว” คลาร์ก เตือน

ในช่วงเดือนแรกที่มาอยู่โฮจิมินห์ คลาร์กใช้เงินไปเพียง 16.5 ล้านด่อง (ราว 24,921 บาท) แม้จะรวมค่ากาแฟ 3.4 ล้านด่อง (ราว 5,135 บาท) เข้าไปแล้วก็ตาม

ด้วยวัฒนธรรมนิยมดื่มกาแฟ ร้านกาแฟจึงเพิ่มขึ้น 2 เท่า เช่นเดียวกับพื้นที่สำนักงาน ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากเพื่อรองรับประชากรดิจิทัล ที่ขวักไขว่อยู่ในเมืองแห่งนี้ 

แชร์ข่าว :
Tags: