MGT

MGT

MGT ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ

บริษัท เมกาเคม (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)(MGT) ดำเนินธุรกิจจัดจำหน่ายเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ (Specialty Chemical)ให้แก่ลูกค้าซึ่งเป็นผู้ผลิตในอุตสาหกรรมต่างๆ ในประเทศไทย มีความต้องการเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์เพื่อขยายสาขา และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ โดยฝ่ายวิจัยประเมินราคาเหมาะสมอยู่ที่ราว2.70บาทสำหรับปี 2560

ประเด็นสำคัญในการลงทุน

- MGT : ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ:  เคมีภัณฑ์ที่บริษัทจัดจำหน่ายแบ่งเป็น เคมีภัณฑ์เกี่ยวกับสี เคมีภัณฑ์กลุ่มพอลีเมอร์ และเคมีภัณฑ์ใช้เคลือบโลหะ เป็นต้น ซึ่งใช้ในหลากหลายอุตสาหกรรม โดยสามารถแบ่งกลุ่มผลิตภัณฑ์ออกเป็น 5 ชนิดดังนี้ 1) พอลิเมอไรเซชั่นมีสัดส่วนรายได้ 26%ของรายได้รวม 2) ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสีมีสัดส่วนรายได้ 24% ของรายได้รวม 3) ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับน้ำยาเคลือบมีสัดส่วนรายได้ 15% ของรายได้รวม 4) ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับน้ำมันหล่อลื่นมีสัดส่วนรายได้ 9% ของรายได้รวม และ 5) ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับก่อสร้างมีสัดส่วนรายได้ 7% ของรายได้รวม (สัดส่วนรายได้งวด 6 เดือนปี 59) โดยสินค้ากลุ่มพอลิเมอไรเซชั่น ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสี และผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับน้ำยาเคลือบลูกค้าหลักเกี่ยวข้องกับการผลิตรถยนต์

- จุดเด่น MGT มีสินค้าหลากหลายอีกทั้งมีบริการช่วยลูกค้าแก้ปัญหาในการใช้ผลิตภัณฑ์: ผลิตภัณฑ์ที่บริษัทจัดจำหน่ายเป็นเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษซึ่งใช้เป็นส่วนเพิ่มเติม (Additive) เพื่อให้เกิดปฏิกิริยาเคมีและสร้างคุณสมบัติพิเศษต่างๆ ซึ่งใช้ในปริมาณน้อยเมื่อเทียบกับวัตถุดิบหลัก หากลูกค้าสั่งซื้อโดยตรงจากผู้ผลิตจะต้องติดต่อผู้ผลิตหลายรายซึ่งกระจายตัวในหลายประเทศ อีกทั้งต้องสั่งซื้อในปริมาณมากเกินความจำเป็น ส่งผลให้มีค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ นำเข้า และเก็บรักษาสูงตามไปด้วยดังนั้นบริษัท MGT จึงเข้ามาเป็นตัวกลางในการสั่งซื้อเคมีภัณฑ์ โดยบริษัทมีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายกว่า 1,000 ชนิดที่จัดจำหน่าย และบริษัทยังมีบริการเก็บรักษา ตรวจสอบคุณสมบัติ รวมถึงช่วยแก้ไขปัญหาในการใช้เคมีภัณฑ์ร่วมกับลูกค้าซึ่งเป็นจุดแข็งที่บริษัทมีเหนือคู่แข่ง

- คาดกำไรปี 59 หดตัวแต่กลับมาเติบโตเกือบเท่าตัวในปี 60 : ฝ่ายวิจัยประเมินรายได้ปี 59 จะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยสู่ระดับ 558 ล้านบาทเติบโต 5%YoYเนื่องจากอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ปี 59 เริ่มฟื้นตัว ขณะที่ประเมินอัตรากำไรขั้นต้นทรงตัวในระดับ 26% แต่คาดว่าค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารจะเพิ่มขึ้น 15 ล้านบาทเป็นปัจจัยกดดันต่อกำไร โดยคาดกำไรปี 59 ราว 30 ล้านบาทหดตัว 32%สำหรับปี 60 คาดว่าจะมีรายได้ 639 ล้านบาทเติบโต 14%YoYตามอุตสาหกรรมรถยนต์ที่ฟื้นตัวและมีการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ใหม่ และคาดว่าไม่มีค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนในตลาด MAIโดยคาดกำไรปี 60 จะเติบโตราว 79% สู่54 ล้านบาท

- การประเมินมูลค่าหุ้น :  ฝ่ายวิจัยประเมินมูลค่าพื้นฐานด้วยวิธี PE Ratioอิง Prospective PE ที่ 20เท่า ซึ่งสูงกว่า Mega Chem(สิงคโปร์)(P/E Ratio ย้อนหลัง 1 ปีอยู่ที่ 17 เท่า) ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 2 และดำเนินธุรกิจรูปแบบเดียวกันในประเทศสิงคโปร์ เนื่องจากบริษัทMGTมีความสามารถในการทำกำไรและมีอัตราผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น(ROE)ที่สูงกว่าทั้งนี้ฝ่ายวิจัยคาดกำไรต่อหุ้นปี 60 อยู่ที่ 0.135บาทต่อหุ้น และประเมินราคาเหมาะสมที่2.7 บาทสำหรับปี 2560




ภาพรวมการประกอบธุรกิจ

บริษัท เมกาเคม (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ดำเนินธุรกิจจัดจำหน่ายเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษซึ่งนำเข้าจากต่างประเทศอาทิKH Neo Chem(ประเทศญี่ปุ่น) MITSUBISHI CHEMICAL(ประเทศญี่ปุ่น) HUNTSMAN(ประเทศสหรัฐ) และ KURARAY(ประเทศญี่ปุ่น)เป็นต้น เพื่อมาจำหน่ายให้แก่ลูกค้าซึ่งเป็นผู้ผลิตในอุตสาหกรรมต่างๆ ในประเทศไทย โดยเคมีภัณฑ์ที่บริษัทจำหน่ายเป็นเคมีภัณฑ์ที่ใช้เป็นส่วนเพิ่ม (Additive) ซึ่งช่วยเพิ่มคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์หลัก เช่น ป้องกันการเกิดสนิม สารลดแรงตึงผิว ตัวทำให้เกิดปฏิกิริยาเคมีในกระบวนการพอลีเมอร์ สารยึดเกาะในซีเมนต์ สารเพิ่มคุณภาพน้ำมันหล่อลื่น เคมีสำหรับกาว เป็นต้นโดยรายได้หลักมาจากเคมีภัณฑ์ 5 กุล่มดังนี้

1. เคมีภัณฑ์ในกลุ่มพอลิเมอไรเซชั่น ใช้สำหรับทำให้เกิดปฏิกิริยาเคมีสารพอลีเมอร์ซึ่งใช้กันอย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับพลาสติก คิดเป็นสัดส่วนรายได้ 26% ของรายได้รวม

2. เคมีภัณฑ์ในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับสี อาทิ สารช่วยในการสร้างฟิล์มของสีน้ำ สารยืดอายุสีน้ำมัน และสารลดแรงตึงผิวในสีเพื่อทำให้สิ่งสกปรกหลุดออกง่าย เป็นต้น คิดเป็นสัดส่วนรายได้ 24% ของรายได้รวม

3. เคมีภัณฑ์ในกลุ่มน้ำยาเคลือบผิวโลหะใช้สำหรับป้องการการเกิดสนิม ทำความสะอาดชิ้นส่วนอลูมิเนียม และสารเคมีในการชุบนิกเกิลคิดเป็นสัดส่วนรายได้ 15% ของรายได้รวม

4. เคมีภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่น อาทิ สารเพิ่มคุณภาพน้ำมันหล่อลื่น และตัวยับยั้งการกัดกร่อน คิดเป็นสัดส่วนรายได้ 9% ของรายได้รวม

5. เคมีภัณฑ์กลุ่มก่อสร้าง ใช้เป็นสารยึดเกาะในซีเมนต์ สารลดน้ำในอุตสาหกรรมซีเมนต์ และสารเติมแต่งในซีเมนต์ คิดเป็นสัดส่วนรายได้ 7% ของรายได้รวม