รวบโจ๋ทุ่งสงเพิ่มอีก 1 ก่อเหตุรุมยิง-แทงคู่อริดับ

30 ธันวาคม 2559
3,834

กองปราบรวบโจ๋ทุ่งสงเพิ่มอีก1ก่อเหตุรุมยิง-แทงคู่อริดับหนีกบดานเมืองกรุง

จากกรณีที่มีกลุ่มวัยรุ่นกลุ่มหนึ่ง ก่อเหตุรุมใช้อาวุธปืนและมีดรุมทำร้ายวัยรุ่นคู่อริ บริเวณกลางถนนเวชพฤกพิทักษ์ เขตเทศบาลเมืองทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช จนเป็นเหตุให้นายอิทธิพงศ์ วงศ์เมฆ อายุ 20 ปี ถึงแก่ความตาย และนายอัครพงศ์ ศรีระษา อายุ 20 ปี ได้รับบาดเจ็บสาหัส ก่อนที่ต่อมาเจ้าหน้าที่จะสามารถจับกุมตัวนายบี (นามสมมุติ) อายุ 19 ปี หนึ่งในสมาชิกกลุ่มวัยรุ่นที่ร่วมก่อเหตุได้สำเร็จ ก่อนจะนำตัวไปทำการสอบสวนสืบสวนขยายผลหาผู้ร่วมก่อเหตุที่เหลือมาดำเนินคดี ตามที่ได้เคยนำเสนอไปแล้วนั้น

ความคืบหน้ากรณีดังกล่าวล่าสุด เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 30 ธันวาคม ที่ กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พล.ต.ต.สุทิน ทรัพย์พ่วง รรท ผบก.ป. พร้อมด้วย พ.ต.อ.จิรภพ ภูริเดช ผกก.1 บก.ป.,พ.ต.ท.วิศิษฐ์ พลบม่วง รอง ผกก.1 บก.ป. พ.ต.ต.ก่อเกียรติ วุฒิจำนงค์ สว.กก.1 บก.ป. และเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปฏิบัติการ กก.1 บก.ป. ร่วมกันทำการจับกุมตัว นายเอ (นามสมมุติ) อายุ 18 ปี ชาวอ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดทุ่งสง ที่ 321/2559 ลง 25 ธ.ค.59 ในความผิดฐาน “ร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย” โดยสามารถจับกุมตัวได้ที่ ที่อพาร์ทเม้นท์ปุณณเลิศกุลเพลส ถนนรามคำแหง 53 แยก 1 ซอย 4 แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง เมื่อเย็นวันที่ 29 ธ.ค. ที่ผ่านมา

พ.ต.ต.ก่อเกียรติ กล่าวว่า ภายหลังจากเกิดเหตุทางเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้รับการประสานจากทางเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.ทุ่งสง ว่ามีผู้ต้องหาอีก 1 คน ที่ ร่วมกันก่อเหตุซึ่งอยู่ระหว่างการติดตามตัว ได้หลบหนีเข้ามากบดานซ่อนตัวอยู่ที่ อพาร์ทเม้นท์ปุณณเลิศกุลเพลส ถนนรามคำแหง 53 แยก 1 ซอย 4 แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง กทม. จึงได้กระจายกำลังเฝ้าปิดล้อมสังเกตการณ์ ต่อมาพบชายลักษณะตำหนิรูปพรรณคล้ายนายเอ ยืนอยู่ที่บริเวณด้านหน้าอพาร์ทเม้นท์ดังกล่าว จึงได้แสดงตัวเข้าทำการตรวจสอบชื่อ ชื่อสกุล ทราบว่าเป็นบุคคลเดียวกันกับหมายจับ จึงดำเนินการจับกุมตัวมาดำเนินคดี

จากการสอบสวน นายเอ ยังคงให้การปฏิเสธ โดยอ้างไม่มีส่วนรู้เห็นหรือเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ยังไม่ปักใจเชื่อคำให้การ จึงแจ้งข้อกล่าวหาตามหมายจับ ก่อนส่งตัวให้พนักงานอสบสวน สภ.ทุ่งสง รับตัวไปดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

แชร์ข่าว :
Tags: