จุดประกาย วรรณกรรม
ปีที่ 20 ฉบับที่ 7094
วันอาทิตย์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551




ปกวรรณกรรม
เรื่องจากปก
ชีวิตการ์ตูน
โรงเรียนนักเขียนน้อย
ธุรกิจบนกองกระดาษ
เส้นทางนักเขียน
ประกายกวี
รอยเท้าของเวลา
อะไร-ที่ไหน
เรื่องสั้นไทย
หน้ากระดาษบนฟ้า
หนังสือคือโลก
ชวนอ่าน
พรานอักษร
บล็อกรีวิว
Bestseller
ผู้มาเยือน
โลกกลมในเส้นใยแก้ว
ธุรกิจบนกองกระดาษ
เบื้องหลังโต๊ะบก.
บทกวีต่างแดน
ปรัชญาเปื้อนหมึก
หนังสือกับเงินตรา



คีตกวี 'นักดนตรีเอกของโลก'

พรชัย จันทโสก : รายงาน
jantasok@yahoo.com

เชื่อว่านักดนตรีคลาสสิกหรือผู้สนใจศึกษาดนตรีคลาสสิกเมืองไทย..คงต้องเคยอ่านหนังสือ นักดนตรีเอกของโลก ซึ่งเรียบเรียงโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทวี มุขธระโกษา หรืออย่างน้อยๆ ก็ต้องเคยผ่านหูผ่านตามาบ้างล่ะ..เพราะหนังสือเล่มนี้เรียกได้ว่าเป็นเล่มแรกๆ ที่มีเนื้อหาว่าด้วยประวัติและผลงานของนักดนตรีคลาสสิกระดับโลก

ด้วยระยะเวลานานถึง 44 ปี นับแต่หนังสือเล่มนี้ได้ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 2507 และพิมพ์ซ้ำอีกหลายครั้งในปีถัดๆ มา ล่าสุด สำนักพิมพ์สถาพรบุ๊คส์ได้นำกลับมาพิมพ์ใหม่อีกครั้ง โดยฉบับพิมพ์ครั้งที่ 7 นี้ผู้เขียนได้มีการเพิ่มเติมทั้งเนื้อหาในส่วนที่ขาดหายไปให้เป็นหนังสือเกี่ยวกับนักดนตรีเอกของโลกที่ 'สมบูรณ์แบบที่สุด' ไม่ว่าจะเป็นเรื่องชีวประวัติของนักดนตรีและนักแต่งเพลงที่มีชื่อเสียงอีก 10 คน รวมไปถึงเพิ่มเติมผลงานที่สำคัญๆ ของนักแต่งเพลงเข้าไปด้วย

นักดนตรีเอกของโลก ฉบับสมบูรณ์ เล่ม 1 และ 2 เนื้อหามุ่งเน้นประวัติและความเป็นมาของนักดนตรีคลาสสิกระดับโลก เรียงลำดับตามอาวุโส อาทิเช่น โจวานนี ปีแอร์ลุยจิ ดา ปาเลสตรีนา, ออร์แลนโด ดิ ลาสโซ, อันโตนิโอ วิวาลดี, ชอง ฟิลิปป์ ราโม, โยฮันน์ เซบัสเตียน บาค, ยอร์จ ฟริเดริค แฮนเดล, โวร์ฟกัง อมาเดอุส โมสาร์ท, ลุดวิก ฟาน เบโธเฟน, นิคโคโล ปากานินี, เฟลิกซ์ เมนเดลโซห์น, เฟรเดริค ฟร็องซัวส์ โชแปง, ริชาร์ด วากเนอร์, โยฮันน์ สเตราส์, โยฮันเนส บรามส์, จอห์น ฟิลิป ซูซา เป็นต้น

พร้อมกันนี้ทางสำนักพิมพ์ยังได้มีการจัดงาน เส้นเสียงแห่งรัก และเปิดตัวหนังสือทั้งสองเล่มไปหมาดๆ เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2551 ณ ห้องสมุดโรงเรียนหอวัง ซึ่งตรงกับวันแห่งความรักพอดิบพอดี ภายในงานยังได้สัมผัสกับความงดงามของดนตรีคลาสสิกผ่านนักดนตรีคลาสสิกรุ่นใหม่ ป่าน-อุทัยศรี ศรีณรงค์ นักเรียนทุนส่งเสริมดนตรีคลาสสิก ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และปุย-พินทุสร ศรีณรงค์ นักไวโอลินสาวที่มาร่วมสร้างสีสันบรรเลงดนตรีคลาสสิกกันสดๆ

ถึงแม้ว่าความรู้หรือหนังสือเกี่ยวกับดนตรีโดยเฉพาะดนตรีคลาสสิกสมัยนั้นจะหายากยิ่งเต็มที แต่ด้วยความพยายามของ ผศ.ทวี มุขธระโกษา ทำให้สามารถค้นคว้าหาข้อมูลจากทุกแหล่งทั้งในและต่างประเทศและรวบรวมออกมาเป็นหนังสือมีความหนา 640 หน้า

"เมื่อประมาณปี 2494 ผมกำลังเรียนปีที่สอง โรงเรียนเพาะช่าง อยู่แผนกฝึกหัดครู และมีอยู่วันหนึ่งหมุนคลื่นวิทยุไปตอนตีสี่ตีห้าก็ไปเจอเพลงคลาสสิกไปพบคลื่นเพลงคลาสสิกที่คุณพิชัย วาศนาส่ง จัดแต่เช้า เขาแนะนำดนตรีคลาสสิก เรียกว่าเป็นดนตรีอมตะ ต้องบอกอย่างนั้น ฟังไปฟังมา ความที่ไม่ได้เริ่มฟังตั้งแต่ต้นคือฟังกลางๆ เพลง ก็รู้สึกว่าเพลงนี้มันเพราะจริงๆ จำไม่ได้ว่าเป็นเพลงของใคร เพราะไม่เคยฟังมาก่อน ฟังดูเพลินๆ รู้สึกว่าไพเราะจับใจทีเดียว รู้สึกว่าน่าสนใจ เลยฟังมาทุกวันๆ

ทีนี้ตอนนั้นผมเรียนอยู่ปีสอง ผมกับเพื่อนก็ออกวารสารชื่อว่า 'วิษณุสาร' ในนั้นมีอยู่ 5 คน ผมเป็นแผนกสารคดี คนอื่นจะเขียนเรื่องศิลปะหรือเรื่องอะไรก็แล้วแต่ ทีนี้ผมก็จัดเรื่องสารคดีเพื่อจะเอามาลงวารสารฉบับเขียนของผมด้วยกระดาษฟุลสแก๊ป 30 หน้า และออกรายสะดวก เลิกเรียนก็จัดวงกันล้อมโต๊ะ ต่างคนต่างเขียน คนนี้วาดภาพประกอบ คนหนึ่งวาดหน้าปก คนนี้วาดภาพประกอบเรื่อง มีทั้งนิยาย สารคดี ครบในนั้น

วันหนึ่งก็คิดขึ้นมาว่าเราน่าจะเอาเรื่องดนตรีคลาสสิกมาเขียน ก็ไปได้เรื่องของ 'นิคโคโล ปากานินี' ซึ่งมีในเล่มนี้ด้วย เรื่องนี้เขียนเป็นพิเศษยาวถึง 75 หน้า แต่คราวนั้นเขียนประมาณสัก 3 หน้าเท่านั้นเอง คือย่อๆ แล้วเอาไปลงในวารสารวิษณุสารนี่แหละ และวาดภาพประกอบเองด้วยนะ เอาให้เพื่อนยืมไปอ่าน เขาเข้าคิวยืมเลยนะ เพราะมีฉบับเดียว เขียนด้วยลายมือ พอกลับมาก็เละเลย (หัวเราะ)" อาจารย์ทวีย้อนถึงบรรยากาศความหลังครั้งเก่า

พร้อมทั้งเล่าต่อด้วยรอยยิ้มว่า "ฟีดแบ็คจากเพื่อนบอกว่าอย่างนี้หามาอีกหน่อยสิ ไปหามาจากไหน กว่าจะหามาได้ต้องเดินแถวตลาดคลองลัด ตลาดหนังสือ อะไรต่อมิอะไรหมด ไม่มีแล้ว ก็คิดได้ถึงหอสมุดแห่งชาติที่เดียว เลยไปที่นั่น บรรณารักษ์เขาจัดหาหนังสือมาให้ผมอย่างดี ได้มาเล่มหนึ่ง เป็นหนังสือของคุณสุรพงษ์ บุนนาค ชื่อว่า 'คีตกวี : ดนตรีแห่งชีวิต' เขียนถึงนักดนตรีคลาสสิกประมาณ 30 คนได้ แต่ละคนสั้นๆ และมีรูปประกอบ แต่ละเรื่องๆ มีรูปเดียว ผมก็เลยอ่านแล้วเอามาย่อให้มันเหมาะสมกับหนังสือลายเขียนของเรา เพื่อนๆ อ่านก็ติดใจ บอกไปหามาอีกหน่อยสิ แต่ก็ไม่ได้ไปหามา

พอสิ้นปีก็จบกันไป เพื่อนก็ไปเรียนศิลปากรกันหมด แต่เรียนต่อหลักสูตรครูมัธยมการช่างของเพาะช่าง (ป.ม.ช.) จบแล้วก็ไปรับราชการต่อเป็นอาจารย์ที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และต่อไปที่โรงเรียนสาธิตปทุมวัน แต่ก็ยังไม่เลิกสนใจเรื่องชีวประวัตินักดนตรีและนักแต่งเพลงอมตะของโลก ยังไม่ลดละ ยิ่งมีความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ ยังรวบรวมอยู่ ไปเจอหนังสือที่ไหนก็ซื้อมา เพราะหนังสือสมัยปี 2494-2495 หายากมาก หนังสือฝรั่งก็ไม่ค่อยมี พอไปเข้าเรียนจุฬาฯ ไปเรียนบรรณารักษศาสตร์ก็ไปเจอหนังสืออะไรต่างๆ ก็ได้มาพอสมควร ขณะอยู่ที่จุฬาฯก็เขียนหนังสือเสร็จเล่มหนึ่งชื่อว่า 'สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า' หนาประมาณ 800 หน้า เลยเริ่มจากตรงนั้นแหละ"

ในการพิมพ์ใหม่แต่ละครั้ง 'นักดนตรีเอกของโลก' ได้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเรื่อยมา จนกระทั่งฉบับพิมพ์ครั้งที่ 7 ปี 2551 เพิ่มเนื้อหามากขึ้นถึงกับแบ่งออกเป็นสองเล่ม

"เวลาอ่านเราก็รู้ว่าตรงไหนมันบกพร่อง ตรงไหนมันสั้นไป เพราะว่าสมัยก่อนหนังสือไม่มีเลย เจ้าของสำนักพิมพ์แพร่พิทยาถึงกับสั่งมาจากเมืองนอกให้ผมเล่มหนึ่งชื่อ History's 100 Greatest Composers ก็เอามาเป็นหนังสือหลัก แต่ก็ไม่มากนักหรอก ขาดตรงไหนเราก็ไปหาเพิ่มเติม แต่ตอนนี้ได้หนังสือมาเยอะทั้ง encyclopaedia เฉพาะนักดนตรีเลย หนังสืออื่นๆ ก็ได้ข้อมูลมาเพิ่ม ทำให้มีผลงานของท่านเหล่านี้ค่อนข้างละเอียด บางคนมีผลงาน 700-800 ชิ้น แต่จะเขียนทั้งหมดก็คงไม่ได้ เอาเฉพาะที่สำคัญที่สุด บางคนเป็นนักดนตรีมีชื่อเสียงมากมาย แต่ทำไมเพลงน้อย เพราะว่าถ้าจะเอามาลงหมดตั้งเกือบพันเพลง เล่มเดียวคงไม่จบ ดังนั้นจะเอามาเฉพาะเด่นๆ เลย

ในระหว่างที่ผมเขียนอยู่ก็มีนักเรียนชั้นต่างๆ ทั้งมหาวิทยาลัยและมัธยมตอนปลาย เขาก็บอกว่าอยากให้อธิบายศัพท์คำนี้หน่อย อยากรู้ประวัติคนนั้นคนนี้ ผมก็เขียนให้เลยนะ ผมเขียนแล้วถ่ายเอกสารส่งไปให้เลย โดยไม่คิดค่าอะไร"

นอกจากนี้อาจารย์ทวียังแนะนำวิธีการอ่านหนังสือเล่มนี้ด้วยว่า "ถ้าใครสนใจเรื่องดนตรีคลาสสิก จำเป็นต้องรู้เรื่องคนแต่งด้วย จะทำให้เรารู้สึกสนุกและซาบซึ้งในดนตรีของเขาไปด้วย กว่าจะได้เพลงนี้ออกมามันเป็นยังไง รู้ประวัติความเป็นมาว่าทำไมถึงเกิดเพลงนี้ บางคนเกิดเพลงนี้เพราะอกหักจากแฟน บางคนเกิดมาเพราะว่าคนดูถูก อะไรต่างๆ ก็มาประมวลเข้าด้วยกัน บางคนเกิดมาเขาเรียกว่าเป็นนักดนตรีเลย อย่าง 'โมสาร์ท' เกิดมาเขาเรียกว่าธรรมชาติส่งมาเป็นนักดนตรีโดยเฉพาะ หรือ 'ปากานินี' แม่ของเขาบอกว่าเทพเจ้าส่งเขามาเป็นนักดนตรีโดยแท้ เขาหากินมาตั้งแต่อายุ 4-5 ขวบ สุดท้ายอายุยืนและมีลูกชายคนเดียว ตอนหลังมาเป็นเศรษฐีมีบ้านช่องคฤหาสน์ใหญ่โต

ต่างกับโมสาร์ทที่พ่อแม่ดูแลมาตลอด ไปไหนมาไหนพ่อแม่พาไป เล่นดนตรีอย่างเดียว เพราะฉะนั้นตอนหลังมาชีวิตเขาแร้นแค้นเป็นหนี้เป็นสินรุงรัง แล้วตายก็หาเงินทำศพไม่ได้ ชีวประวัตินักดนตรีก็เหมือนนิยาย มันก็สนุก ผมเองเขียนเองอ่านเองมาสิบเที่ยวก็ยังสนุกอยู่เลย แน่นอนว่าหนังสือเล่มนี้กล่าวถึงนักดนตรีคลาสสิกทั้งหลาย บรรดาผู้สนใจฟังเพลงคลาสสิกก็ควรจะอ่าน เมื่ออ่านแล้วมันจะเกิดความซาบซึ้งและได้อรรถรสมากยิ่งขึ้นกว่าไม่รู้ประวัติเลย โดยเฉพาะนักเรียนที่เรียน Music Appliciation จะทำให้เข้าใจได้ซาบซึ้งมากยิ่งขึ้น

ทั้งสองเล่มนี้มีความต่อเนื่องกัน รวบรวมนักดนตรีเอกของโลกตั้งแต่คนอาวุโสที่สุด จนถึงคนสุดท้ายอายุน้อยที่สุด ฉะนั้นนักดนตรีทั้งหมดเกี่ยวเนื่องกัน คนนี้เป็นลูกศิษย์คนนั้น คนนั้นเป็นลูกศิษย์คนนี้เรื่อยมา นักดนตรีรุ่นต่อๆ มาเขามักจะอ้างถึงนักดนตรีคนก่อนๆ เก่าๆ เช่น กล่าวถึง บาค เบโธเฟน โมสาร์ท เขาจะกล่าวถึงอยู่ตลอด ถ้าอ่านหนังสือเล่มนี้เข้าใจแล้วก็จะฟังดนตรีซาบซึ้งขึ้นอีกเยอะ ฉบับนี้สมบูรณ์มากและมีภาพประกอบมากที่สุดเท่าที่เคยพิมพ์มาก่อนหน้านั้น"

ด้านนักดนตรีคลาสสิกรุ่นใหม่ ป่าน-อุทัยศรี ศรีณรงค์ นักเชลโลสาว ผู้ชื่นชอบผลงานของบาคและโมสาร์ท นักเรียนทุนส่งเสริมดนตรีคลาสสิก ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เธอเป็นทั้งอาจารย์สอนดนตรีอิสระและนักร้องประสานเสียงวง Bangkok Symphony Orchestra และเป็นลูกสาวอาจารย์สุทิน ศรีณรงค์ นักดนตรีคลาสสิกแถวหน้าของเมืองไทยนั่นเอง

ในฐานะนักดนตรีคลาสสิก เธอกล่าวถึงหนังสือเล่มนี้ว่า "ถือว่ามีประโยชน์มากสำหรับป่านและนักดนตรี และน้องๆ หลายคนที่สนใจดนตรีคลาสสิกและหนังสือเล่มนี้เรียกว่าเป็นเล่มหากินเลยก็ได้ คือการที่เราเล่นดนตรีคลาสสิกหรือเป็นนักดนตรีเราต้องรู้ประวัติของผู้แต่ง รู้ถึงชีวิตการทำงานและสภาพความเป็นอยู่แล้ว เราจะเล่นดนตรีของเขาได้เข้าใจมากขึ้น สามารถแสดงออกและสื่อเสียงออกมาทางด้านเครื่องดนตรีของเรา ทำให้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น เรียกว่าไม่เข้าใจอะไร เปิดเล่มนี้อ่านได้เลย หนังสือเล่มนี้จะทำให้รู้ประวัติของเพลงนั้นมากขึ้นและทำให้เราทำงานออกมาได้ดีขึ้นด้วย เพราะป่านเป็นนักดนตรีจะทราบดีว่าหนังสือเกี่ยวกับดนตรีคลาสสิกหายากมาก"

เธอยังแนะวิธีเริ่มเล่นดนตรีคลาสสิกสำหรับผู้สนใจว่า "เริ่มแรกเปียโนเป็นพื้นฐานที่ดีในการเริ่มต้นเพราะว่ามันเป็นเครื่องดนตรีที่สามารถเล่นและเสียงออกมาได้ง่ายที่สุด อย่างถ้าเป็นเครื่องสายก็ต้องใช้นิ้วกดตรงตำแหน่งนั้น แต่อย่างเปียโนกดไปมันก็เป็นเสียงเลย ฝึกทฤษฎีจากเปียโนได้ การอ่านโน้ตหรือลองไล่เสียงก่อนจากตรงนี้ จริงๆ เล่นเปียโนกับไวโอลินควบคู่กันมาจนถึง ม.2 ถึงได้เปลี่ยนมาเล่นเชลโลเพราะว่าเครื่องดนตรีชิ้นนี้มันก็แปลกดี ตอนแรกก็ไม่ทราบว่าเสียงมันเป็นยังไง พอได้ฟังเสียงจากซีดีแล้วชอบเครื่องดนตรีชิ้นนี้มาก เสียงมันจะไม่สูงมากเหมือนไวโอลิน มันมีช่วงเสียงที่ไพเราะ เศร้าๆ ตัดสินใจว่าอันนี้แหละ..ลองเล่นดู

ถามว่าทำไมถึงชอบเล่นดนตรีคลาสสิก คิดว่าดนตรีคลาสสิกเป็นดนตรีที่คลาสสิกจริงๆ และมีเสน่ห์ จะเห็นได้ว่ามีประวัติความเป็นมาหลายร้อยปีและเสน่ห์ของดนตรีคลาสสิกคือมันไม่มีเนื้อร้อง เวลาฟังทำนองแบบนี้เราเป็นคนตัดสินเองว่าจะรู้สึกยังไง เพลงนี้อาจจะรู้สึกว่ามันเศร้า เพลงนี้อาจจะรู้สึกว่ามันสนุก ไม่เหมือนเพลงป๊อปทั่วไปที่เขามีเนื้อร้องขึ้นมาอยู่แล้ว หรือว่าเพลงนี้เกี่ยวกับอะไร มันเป็นเกี่ยวกับจินตนาการของเรา แต่จริงๆ เป็นคนฟังดนตรีได้ทุกแนวคือในไอพอตก็จะมีดนตรีชนิดอื่นมากกว่าคลาสสิกเสียอีก

สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มหัดฟังดนตรีคลาสสิก ควรจะเริ่มฟังจากเพลงง่ายๆ อย่างเช่นของโมสาร์ท เพราะจะเป็นเพลงที่ฟังง่ายฟังสบายและก็ไม่คลาสสิกจนเกินไป จนเราฟังไม่รู้เรื่องและทำนองจะคุ้นหูด้วย"

ส่วนนักไวโอลินสาว ปุย-พินทุสร ศรีณรงค์ ผู้ชื่นชอบผลงานของเมนเดลโซห์น ปัจจุบันกำลังศึกษาอยู่คณะรัฐศาสตร์ สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เธอกล่าวถึงหนังสือเล่มนี้ว่า "ในฐานะที่เป็นนักดนตรีและรวมถึงเป็นผู้สนใจดนตรีคลาสสิกทั่วไปด้วย คิดว่าหนังสือเล่มนี้ดีมากเพราะว่ามันช่วยให้เราฟังดนตรีได้ซาบซึ้งขึ้น ได้ทราบประวัติของนักดนตรี และอย่างที่อาจารย์บอกว่ากว่าที่กวีท่านนั้นจะแต่งเพลงไหนออกมา มันมีความเป็นมาอย่างไรก็จะได้เข้าใจดนตรี หนังสือน่าศึกษามากเพราะว่าจะทำให้ผู้ศึกษาได้รู้เกี่ยวกับประวัติดนตรีคลาสสิกและกวีเอกของโลกด้านดนตรีคลาสสิกด้วย"

หลายคนเลยสงสัยว่าทำไมเธอถึงไม่เลือกเรียนวิชาดนตรีทั้งๆ ที่มีความสามารถด้านนี้ เธอแจงเหตุผลว่า..

"เนื่องจากเป็นครอบครัวดนตรี ปุยก็สนใจดนตรี ศึกษามาเรื่อยๆ พอถึงช่วงเอนทรานซ์ก็รู้สึกว่าตัวเองสนใจด้านรัฐศาสตร์ด้วย เพราะเป็นคนชอบอ่านหนังสือพิมพ์ ชอบติดตามข่าวสาร เลยเลือกเอนท์คณะรัฐศาสตร์ จะได้มีความรู้หลายๆ แขนงด้วย แต่จริงๆ เรียกว่าเล่นดนตรีมาตั้งแต่จำความได้ คุณพ่อเล่นไวโอลิน คุณแม่เป็นอาจารย์สอนภาษาไทย จะอยู่กับเครื่องดนตรีมาตั้งแต่เด็กๆ เหมือนเราค่อยๆ ผูกพันกับมันมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะว่าอยู่กับมันตลอดเวลา อยู่ที่บ้านคุณพ่อก็เปิดดนตรี ตามคุณพ่อไปทำงานก็เห็นสภาพการทำงานของนักดนตรีว่าเขาซ้อมกันยังไง มันกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมากกว่า เบื้องต้นเล่นปุยเปียโนมาก่อนเป็นพื้นฐาน เมื่อชอบไวโอลินก็เล่นมาจนถึงเดี๋ยวนี้ ไม่เปลี่ยนใจ

การที่เรารู้เรื่องดนตรีถือว่าเรามีกำไรมากกว่าคนอื่น ถ้าเก็บความสามารถทางด้านดนตรีไว้ก็จะดีมาก เพราะว่าส่วนใหญ่ที่เอนท์คิดว่าพอไปเรียนแล้วต้องละทิ้งทุกอย่าง ทุกอย่างต้องเลิก ต้องไปสอบเอนท์อย่างเดียว ลองเก็บไว้ทั้งสองอย่าง โตไปจะรู้ว่ามันมีกำไรในชีวิตมาก" เธอกล่าว

หนังสือเล่มนี้ไม่เพียงแต่ให้ความรู้และความซาบซึ้งเกี่ยวกับดนตรีคลาสสิกมากขึ้นเท่านั้น แต่ยังสร้างแรงบันดาลใจอันเปี่ยมพลังแก่ผู้สนใจด้านดนตรีคลาสสิกอีกด้วย 0



About Us I Suggestion I Site Map I GetThaiFont | Contact Us I Privacy Policy

copyright @ NKT NEWS CO.,LTD. All Right Reserved, Contact us : ktwebeditor@nationgroup.com