จุดประกาย วรรณกรรม
ปีที่ 20 ฉบับที่ 6996
วันอาทิตย์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550




ปกวรรณกรรม
เรื่องจากปก
ชีวิตการ์ตูน
โรงเรียนนักเขียนน้อย
ธุรกิจบนกองกระดาษ
คลื่นเวบ
เส้นทางนักเขียน
ประกายกวี
รอยเท้าของเวลา
อะไร-ที่ไหน
เรื่องสั้นไทย
หน้ากระดาษบนฟ้า
หนังสือคือโลก
ชวนอ่าน
พรานอักษร
บล็อกรีวิว
ผู้มาเยือน
โลกกลมในเส้นใยแก้ว
ธุรกิจบนกองกระดาษ
เบื้องหลังโต๊ะบก.
บทกวีต่างแดน
ปรัชญาเปื้อนหมึก
หนังสือกับเงินตรา
หนังสือในใจคน



นักเขียนรางวัลลูกโลกสีเขียว 2550

พรชัย จันทโสก : รายงาน jantasok@yahoo.com

ตราบใดที่คุณยังคิดว่าตัวเองเป็นเพียงคนตัวเล็กๆ ที่ไม่มีอำนาจหน้าที่อะไรไปพิทักษ์โลกใบนี้ให้รอดพ้นจากภาวะโลกร้อนได้เลย นั่นย่อมแสดงว่าในวิถีชีวิตประจำวันของแต่ละคนก็ยังทำร้ายโลกต่อไปทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม ถึงแม้ว่าการรณรงค์ลดภาวะโลกร้อนจะเป็นกระแสไปทั่วโลก แต่ความเป็นจริงที่น่ากลัวสำหรับคนไทยตอนนี้กลับกลายเป็นเพียงกระแสแฟชั่นโลกร้อนเท่านั้น

ทุกวันนี้มนุษย์ยังใช้ทรัพยากรอย่างไม่บันยะบันยังและขาดจิตสำนึกต่อโลกอย่างแท้จริง หากปล่อยให้โลกต้องตกอยู่ในสภาวะอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ปัญหาที่โลกจะต้องเผชิญอย่างหนักหน่วงไม่ว่าจะเป็นภูมิอากาศโลกเปลี่ยนแปลงและแปรปรวน แผ่นดินไหว ภัยน้ำท่วมและภัยแล้งเกิดขึ้นในปีเดียวกัน และเกิดฝนตกนอกฤดูซึ่งทำให้พืชผลเสียหาย สัตว์บางชนิดสูญพันธุ์ และเชื้อโรคกลายพันธุ์ระบาดอย่างรวดเร็ว

ปัญหาต่างๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่ทุกมือเล็กๆ ต้องประสานเป็นหนึ่งเดียว เริ่มจากบุคคล ครอบครัว ชุมชน สังคม หรือแม้แต่นักเขียนสารคดีที่สะท้อนปัญหาสิ่งแวดล้อมอันเกิดจากน้ำมือมนุษย์ เสียงสะท้อนจากคนตัวเล็กๆ แต่ยิ่งใหญ่เมื่อเทียบกับสิ่งที่พวกเขาได้นำเสนอต่อสาธารณชน ระหว่างนี้จึงเป็นการพูดคุยถึงแนวคิดเกี่ยวกับนักเขียนที่ได้รับรางวัลลูกโลกสีเขียว ครั้งที่ 9 พร้อมทั้งมุมมองต่อปัญหาภาวะโลกร้อนที่กลายเป็นกระแสไปทั่วโลก

เริ่มต้นจาก สุเจน กรรพฤทธิ์ นักเขียนสารคดีรุ่นใหม่ไฟแรง ปัจจุบันทำงานประจำกองบรรณาธิการนิตยสารสารคดี และผลงานเรื่อง แก่งคอย ผู้คน สายน้ำ ขุนเขา ใต้เงาหมอกควัน ของเขาได้รับรางวัลดีเด่นประเภทงานเขียนปี 2550 เขาเล่าถึงแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า

"เนื่องจากปัญหาในพื้นที่อำเภอแก่งคอยไม่ค่อยมีสื่อกระแสหลักนำเสนอ แต่ผมรู้สึกว่าแก่งคอยมีปัญหามากพอๆ กับมาบตาพุด แม่เมาะ และจะนะ เพียงแต่ว่าคนแก่งคอยส่วนใหญ่เขาเป็นชาวบ้านธรรมดา พูดเสียงไม่ดัง ก่อนหน้าที่โรงงานปูนซีเมนต์และอุตสาหกรรมต่างๆ เข้าไป ชาวบ้านเขาทำเกษตรกรรมเป็นหลัก เมื่อโรงงานเข้าไปทำให้ระบบครอบครัวล่มสลาย พวกเขากลายเป็นแค่คนงาน การรวมตัวกันเสียงค่อนข้างเบา อีกแง่หนึ่งนิตยสารสารคดีก็อยากนำเสนอคนตัวเล็กๆ ที่โดนรังแกอยู่แล้ว ไม่ได้กลัวโดนสปอนเซอร์เล่นงาน แต่มันก็มีเอฟเฟคท์ตามมาเหมือนกัน

หลังสารคดีชิ้นนี้เผยแพร่ออกไป บริษัทขุดบ่อขยะที่นำเสนอไป โทรมาขอให้ผมเข้าไปดูอีกที เพราะตอนนั้นผมบุกเข้าไปโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่มันดีตรงได้เห็นความเป็นจริงว่าขยะอุตสาหกรรมที่ใช้กันในเมืองก็เอาไปทิ้งที่นั่น ขยะเหล่านั้นมันส่งผลกระทบกับชุมชนและโรงเรียนเด็กๆ ที่อยู่ตรงนั้น ตอนหลังที่เขาเชิญกลับเข้าไปดู ผมไม่เชื่อว่ามันจะเรียบร้อยได้ขนาดนี้ ผมอยากพูดแทนชาวบ้านอย่างแหล่งข่าวที่เป็นผู้ใหญ่บ้านซึ่งเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ โดนบริษัทนี้ฟ้อง 500 ล้านบาท ศาลตัดสินให้ชาวบ้านแพ้ ตอนนั้นผมเขียนด้วยความเคารพศาล เข้าใจว่าคงมีเงื่อนงำกันอยู่ อย่างอื่นก็ไม่ได้มีอะไรสะท้อนกลับมาแรง"

นักเขียนสารคดีหนุ่มบอกอีกว่า "ประเด็นเรื่องแก่งคอยผมใช้เวลาเขียนนาน 3-5 เดือน ลงพื้นที่ไปสองครั้ง ครั้งละสองอาทิตย์ ตอนนี้เรื่องเงียบไปแล้ว แต่ตราบใดที่เรายังต้องการความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ตราบใดที่เรายังอยู่ในระบบทุนนิยม ปัญหานี้ก็ยังไม่จบสิ้น ผมไม่ได้บอกว่าทุนนิยมไม่ดี แต่ควรจะทำให้โปร่งใสมากกว่านี้ แก่งคอยไม่สามารถรับโรงงานอุตสาหกรรมได้อีกต่อไปแล้ว วิธีแก้ปัญหาคือรัฐบาลต้องตีโจทย์ อย่ามุบมิบทำ ถ้ามุบมิบทำมันก็มีปัญหากับชาวบ้าน

ผมอยากจะบอกกับคนกรุงเทพฯ ว่าตึกสูงอันสวยงามหรือสุขภัณฑ์ต่างๆ ล้วนมาจากแก่งคอย อยากให้นึกถึงคนแก่งคอยบ้าง เพราะโรงงานได้ปล่อยน้ำเสียลงแม่น้ำ โรงไฟฟ้าส่วนหนึ่งก็ตั้งอยู่ที่แก่งคอย คุณไปบอกว่ากรุณาเสียสละหน่อย ลองเอาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์หรือโรงงานอุตสาหกรรมไปตั้งไว้รอบกรุงเทพฯ จะยอมกันไหม กระบวนการอย่างนี้รัฐบาลทำไม่โปร่งใส สังคมไทยอยู่กันอย่างนี้มานาน ไม่จริงใจต่อกัน ปัญหาไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยีแล้วแต่ต้องแก้กันที่สามัญสำนึก เพราะว่าเท่าที่ได้เข้าไปคุยกับชาวบ้าน มันเหมือนเป็นละครฉากเดียวกันที่เกิดขึ้นกับแห่งอื่นๆ เหมือนหนังม้วนเดียวกันที่ฉายไม่จบไม่สิ้น"

เขายังพูดถึงประเด็นภาวะโลกร้อนที่กลายเป็นกระแสอยู่ตอนนี้ว่า "ผมว่าตอนนี้ทุกคนต้องตระหนัก อย่าดูแค่ An Inconvenient Truth แต่ต้องมองไปถึงสิ่งที่อัลกอร์นำเสนอด้วย น่าแปลกว่าทุกวันนี้ห้างสรรพสินค้าจัดงานแฟชั่นลดโลกร้อนแต่เปิดแอร์เย็นต่ำกว่า 25 องศา กลายเป็นว่าคนไทยเอากระแสโลกร้อนเป็นแฟชั่น ห้างไหนไม่จัดก็ตกยุค แก้ปัญหาด้วยความไม่จริงใจ เหมือนรางวัลลูกโลกสีเขียวอย่ายอมรับแค่งานเขียนผม ต้องทำและต้องยอมรับความจริงด้วย"

ด้าน แม้นวาด กุญชร ณ อยุธยา นักข่าวสาวผู้คลุกคลีเกี่ยวกับเรื่องสิ่งแวดล้อมมานาน 7-8 ปี ปัจจุบันทำงานเป็นบรรณาธิการสำนักพิมพ์ทางช้างเผือก และสารคดีเรื่อง เขา ป่า นา เล : บันทึกที่หล่นหายในลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ได้รับรางวัลลูกโลกสีเขียวด้วย เธอเล่าถึงจุดเริ่มต้นของงานเขียนชิ้นนี้ว่า

"ปกติเป็นคนสนใจเรื่องเกี่ยวกับแหล่งน้ำในประเทศไทย โดยเฉพาะพื้นที่ 'สามน้ำ' ที่มีความหลากหลายทางระบบนิเวศวิทยาแถบสมุทรสาคร สมุทรสงคราม ปากแม่น้ำที่ตรัง และมาถึงทะเลสาบสงขลา เพราะมองว่าระบบนิเวศน์ต้องเชื่อมโยงกัน เรื่องนี้อาศัยการค้นคว้ามากพอสมควร และตัวเองพอจะมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่บ้าง ตั้งใจว่าจะเขียนเรื่องสิ่งแวดล้อมให้เป็นเล่ม ต้องลงพื้นที่จริงๆ เพราะว่าตอนเป็นนักข่าวไม่มีโอกาสทำแบบนี้ ช่วงออกมาเป็นนักเขียนอิสระใหม่ๆ ต้องใช้เวลาเยอะในการลงพื้นที่และเก็บข้อมูล

พื้นที่ทะเลสาบสงขลาได้ลงไปสามครั้ง แต่ละครั้งจะอยู่ยาวเป็นอาทิตย์ โดยเขียนงานสองชิ้นเป็นสารคดีเชิงข่าว ส่วนหนังสือเล่มนี้ฉีกแนวออกมาโดยใช้วิถีชีวิตของชาวบ้านเป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องราว ส่วนใหญ่เวลานักข่าวสิ่งแวดล้อมพูดถึงทะเลสาบสงขลามักจะบอกว่าเป็นพื้นที่เสื่อมโทรม ตอนนั้นไม่อยากจะนำเสนอในรูปแบบข่าว อยากให้มีรายละเอียดและลึกซึ้งมากกว่า มองว่าคนไม่น่าจะทุกข์หนักหนาสาหัสถึงแม้ว่าจะเสื่อมโทรมก็ตาม เลยเก็บความหวังของคนในพื้นที่ตรงนี้มานำเสนอ"

เธอเล่าอีกว่า "ชาวบ้านเขามองทะเลในบ้านเขา ด้วยความรู้สึกว่ามันเสื่อมโทรมยิ่งกว่าเราซึ่งเป็นคนนอกเข้าไปมองเสียอีก แต่เนื่องจากว่ามันเป็นบ้านของเขา ความเสื่อมโทรมนั้นเขาต้องลุกขึ้นมาร่วมกันแก้ไข จริงๆ ประเด็นนี้ไม่ต่างจากพื้นที่อื่นๆ เมื่อคนในพื้นที่เกิดความตระหนักและลุกขึ้นมาดูแลรักษา เพราะมันกระทบกับอาหารการกินของเขา ภาคใต้เขาค่อนข้างแข็งคือมีแนวทางความคิดเป็นของตัวเองสูง เพราะเขาอยู่ในพื้นที่อุดมสมบูรณ์ เวลาเขาลุกขึ้นมาทำอะไรมันจะจริงจัง"

ต่อประเด็นกระแสภาวะโลกร้อน เธอมองว่า "กระแสมันไม่สามารถเรียกร้องให้คนหันมาปฏิบัติตามได้จริง ทุกคนในทะเลสาบสงขลาพูดกันมานานถึงเอลนีโญว่าเป็นยังไง เพราะเขาได้รับผลกระทบถึงหน้าบ้านโดยตรง แต่คนในเมืองกรุงเทพฯ ปล่อยคาร์บอนออกไปจำนวนมาก แต่ไม่เห็นผลกระทบโดยตรง ทุกคนยังใช้กันตามปกติ เรียกร้องกันไม่ได้ น่าเสียดายโอกาส เพราะคนห่างธรรมชาติขึ้นทุกที ถ้าหนังสือเล่มนี้จะมีความดีอยู่บ้างก็ยกให้กับชาวบ้านที่เราได้ไปคุยด้วย ชาวบ้านเขาคิดเขาทำกันแบบนี้กันจริงๆ เราแค่เป็นสื่อกลางเท่านั้นเอง"

อีกคนหนึ่ง สุพัตรา ศรีปัจฉิม นักสื่อสารมวลชนด้านสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันทำงานเป็นผู้ช่วยเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ คณะกรรมการนักธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อมไทย สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย งานเขียนสารคดีเรื่อง สวนดูซน : วิถีมุสลิมในมรสุมการเปลี่ยนแปลง ได้รับรางวัลดีเด่นรางวัลลูกโลกสีเขียวเช่นเดียวกัน

เธอพูดถึงแนวคิดว่าทำไมถึงมาเขียนเรื่องนี้ว่า "จริงๆ เขียนเป็นรายงานสถานการณ์สิ่งแวดล้อม 11 เรื่องในรอบปี 2549 โดยชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม ตอนนั้นคิดว่าทำไมเราไม่เคยเขียนเรื่องความเชื่อความศรัทธาของชาวบ้านเกี่ยวกับป่าเลย แต่ว่าภาคอื่นๆ ทั้งเหนือหรืออีสานคนทำไปเยอะแล้ว เลยมีคนแนะนำว่าถ้าจะทำเรื่องนี้ให้ลงไปภาคใต้ แต่ช่วงนั้นบึ้มมาก ด้วยความเป็นนักข่าวและชอบความท้าทายด้วย เลยได้ไปคุยกับศูนย์ข่าวอิสรา เขาแนะนำป่าชายเลน ป่าพุ และสวนดูซน ทำให้อยากรู้เหมือนกันว่าสวนดูซนเป็นยังไง

'สวนดูซน' คือการทำวนเกษตรเหมือน 'สวนสมรม' ของชาวใต้ หรือ 'ไร่นาสวนผสม' ของชาวอีสาน พอได้คุยประเด็นกับเขาก็อยากจะเปิดเรื่องนี้เพราะเป็นป่าเอื้อประโยชน์ต่อกันและกัน สิ่งเหล่านี้มาจากหลักศาสนาว่าอยู่กับธรรมชาติต้องไม่กอบโกย เหมือนกับนกบินออกไปหาอาหารตอนเช้า ทุกวันหากินพออิ่ม ไม่มีการกักตุน ถ้าคนไม่เข้าใจก็มองว่าคนมุสลิมขี้เกียจ แต่จริงๆ เขาพอเพียง

ตอนนั้นสถานการณ์ภาคใต้รุนแรงมาก รู้สึกว่าสภาพแบบนั้นชาวบ้านเขาจะอยู่จะหากินยังไง มันมีแต่มุมความรุนแรงจริงหรือ อยากนำเสนอมุมดีๆ ออกมาบ้าง รู้สึกว่าทุกหย่อมหญ้าของภาคใต้คงไม่ร้อนเป็นไฟทั้งหมด ลงไปตอนแรกกลัว ด้วยข่าวที่เห็นฆ่าตัดคอ คนอยู่ในพื้นที่เขาบอกว่ามาเถอะ จริงๆ ไม่ได้เหมือนกับข่าวที่ดูอยู่ ไม่ต้องกลัวขนาดนั้น เมื่อได้ไปสัมผัสมันเป็นคนละด้านจากที่คิดไว้ตอนแรกเลย เขาต้อนรับดีมาก ได้อะไรมาก็กินด้วยกัน เขาไม่ได้คุยเรื่องเหตุการณ์เพราะเขาคิดว่าไม่อยากเอามาบั่นทอนกำลังใจ วิถีชีวิตเขาเป็นเรื่องสำคัญ จริงๆ มันมีอะไรอยู่นั่นแหละ แต่เราต้องรู้ว่าที่ไหนไม่ควรอยู่ อย่างศาลาที่มีเจ้าหน้าที่ ตลาดที่มีเจ้าหน้าที่ ชาวบ้านเขาจะมีร้านประจำที่ไปแล้วสบายใจ"

เธอยังพูดถึงประเด็นปัญหาภาวะโลกร้อนว่า "ทุกคนพูดเรื่องโลกร้อนเป็นเรื่องของแฟชั่น คนไม่ทำโลกร้อนเป็นเรื่องล้าสมัย คนพูดปาวๆ ว่าช่วยลดโลกร้อน คุณยังใช้กล่องโฟม ยังกินน้ำแข็ง การจะทำให้โลกดีขึ้นต้องเริ่มที่ตัวเรา ลองลดตรงนี้ดูก่อน ผลกระทบไม่เกิดจากทางตรงอย่างเดียว ทางอ้อมก็มีผลเหมือนกัน อยากให้ทำกันจนเป็นนิสัย ไม่เอาถุงพลาสติก เตรียมถุงผ้าเวลาไปตลาด และทำให้เป็นเรื่องสนุกสนานของชีวิต"

หากคุณยังมัวแต่มองว่ากระแสภาวะโลกร้อนเป็นแฟชั่น โดยไม่ได้เริ่มต้นทำอะไรสักอย่าง..โลกใบนี้ก็ยังน่าเป็นห่วงอยู่เหมือนเดิม 0

--------------------------------------

นักเขียนผู้พิทักษ์โลก

รางวัลลูกโลกสีเขียว ครั้งที่ 9 ประเภทงานเขียน รางวัลดีเด่น 3 รางวัล

1.แก่งคอย ผู้คน สายน้ำ ขุนเขา ใต้เงาหมอกควัน โดย สุเจน กรรพฤทธิ์ (พิมพ์ครั้งแรก : นิตยสารสารคดี ฉบับเดือนเมษายน 2550) สารคดีเชิงสืบค้นข้อมูลผลกระทบที่เกิดจากอุตสาหกรรมในพื้นที่อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ย้อนไปเมื่อ 50 ปีก่อน อำเภอแก่งคอยมีแม่น้ำป่าสักไหลผ่าน มีขุนเขาโอบล้อมทั้งสามด้าน มีพื้นที่ติดต่อกับป่าที่สมบูรณ์อย่างดงพญาเย็น ปัจจุบันภูเขาหินปูนเกือบทุกลูกถูกระเบิดนำไปเป็นวัตถุดิบ จากผืนป่าอุดมสมบูรณ์มาสู่ยุคโรงปูนและสารพัดโรงงาน ส่งผลกระทบอย่างร้ายกาจต่อสภาพแวดล้อมและความเป็นอยู่ของชาวบ้านในละแวก

2.เขา ป่า นา เล : บันทึกที่หล่นหายในลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา โดย แม้นวาด กุญชร ณ อยุธยา (กำลังจัดพิมพ์โดย กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม) สารคดีเชิงรายงานสถานการณ์ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในทะเลสาบสงขลา จากป่ายางสู่ทะเลน้อย ทะเลหลวง และทะเลตอนล่าง ทั้งปลาธรรมชาติสูญหาย ทะเลสาบตื้นเขิน มลพิษจากเมือง โรงงาน ชุมชน ปล่อยน้ำเน่าเสียลงทะเล พื้นที่ถูกบุกรุก เหล่านี้ล้วนได้รับผลกระทบมากน้อยไปตามสภาพแวดล้อมและวิถีชีวิตของคนในแต่ละพื้นที่ วิธีการแก้ปัญหาก็แตกต่างกันไป บ้างก็ย้ายถิ่นฐาน บ้างก็ต่อสู้ บ้างก็ร่วมกันแก้ปัญหา แต่สิ่งสำคัญที่ยังขาดคือการแก้ปัญหาแบบบูรณาการร่วมกัน ทั้งชาวบ้าน นักวิชาการ และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง

3.สวนดูซน : วิถีมุสลิมในมรสุมการเปลี่ยนแปลง โดย สุพัตรา ศรีปัจฉิม (ตีพิมพ์ในหนังสือ 'เมื่อปลาจะกินดาว 6' รายงานสถานการณ์สิ่งแวดล้อม 11 เรื่องในรอบปี 2549 โดยชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม) สารคดีเรื่องนี้ได้เสนอประเด็นของระบบนิเวศน์หลากหลาย ตั้งแต่ทะเล ป่า เขา ท้องนาของภาคใต้ เป็นเรื่องราวของวิถีพี่น้องมุสลิมในมรสุมที่กำลังเปลี่ยนแปลง หากเรียกตามหลักวิชาการคือ 'วนเกษตร' ได้แก่ การปลูกพืชพันธุ์หลากหลายชนิดบนพื้นที่เดียวกัน หรือเข้าใจแบบชาวบ้านคือปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก โดยคงสภาพเดิมของป่าไว้ ไม่มีการตัดโค่นต้นไม้ใหญ่ 'สวนดูซน' จึงเป็นการสะท้อนภาพชีวิตความพอเพียงของชาวใต้และชาวมุสลิม

......................................

รางวัลลูกโลกสีเขียว ครั้งที่ 9 ประเภทงานเขียน รางวัลชมเชย 3 รางวัล

1.ผีเสื้อและสายรุ้ง โดย จรัล พากเพียร เจ้าของนามปากกา ญิบ พันจันทร์ (จัดพิมพ์โดย ส่วนสื่อและเผยแพร่ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม) นวนิยายสะท้อนความเปลี่ยนแปลงของผืนป่าในเทือกเขาบรรทัดที่เกิดจากการรุกรานของคนนอกป่า เป็นเหตุให้ 'คนป่า' ที่อาศัยอยู่ในดินแดนนั้นมานานนับพันปี ต้องกระเด็นกระดอนออกมาหากินนอกป่า บางคนออกมารับจ้าง มีครอบครัวกับคนนอกป่า บางกลุ่มกลายเป็นเครื่องมือหากินของคนในเมือง บริโภคหลายอย่างที่คนเมืองบริโภค มีหลายอย่างที่คนเมืองมี ยกเว้นอย่างเดียวคือสิทธิที่มนุษย์คนหนึ่งพึงมี

2.พ่อนายกฯ สายไหม บ้านหนองฮี โดย สมคิด สิงสง วรรณกรรมเยาวชนที่ร้อยเรียงวัฒนธรรมของชาวอีสาน นำเสนอแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงในท้องถิ่น ผ่านตัวละครผู้มีบทบาทในท้องถิ่นอย่าง 'พ่อบุญมี' ในฐานะนายก อบต.หนองฮี และบุตรสาวชื่อ 'สายไหม' ที่เติบโตขึ้นท่ามกลางกระแสของการบริโภคนิยม

3.เชวาตัวสุดท้าย โดย สมศักดิ์ สุริยมณฑล เจ้าของนามปากกา โถ่เรบอ (จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์สานใจคนรักป่า พิมพ์ครั้งที่ 1 เดือนพฤษภาคม 2550) บันทึกเรื่องราวของชนเผ่าปกาเกอะญอ โดยนักเขียนปกาเกอะญอ สะท้อนออกมาเป็นเรื่องสั้น อาศัยฐานความรู้ความรู้สึกจากใจคนเขียน ทั้งในเรื่องของประเพณี วัฒนธรรม และความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจากความเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่รุกเข้าไปในชุมชนปกาเกอะญอ เช่น การประกาศเขตป่าอนุรักษ์ทับพื้นที่อยู่อาศัยและพื้นที่ทำกินของชาวบ้าน ตลอดจนความเจริญทางวัตถุล่อให้เด็กหนุ่มสาวของชนเผ่าออกไปจากหมู่บ้าน แต่สุดท้ายต้องกลับมาอย่างสิ้นหวัง โดยเล่าเรื่องผ่านตัวละครสะท้อนภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้น



About Us I Suggestion I Site Map I GetThaiFont | Contact Us I Privacy Policy

copyright @ NKT NEWS CO.,LTD. All Right Reserved, Contact us : ktwebeditor@nationgroup.com