จุดประกาย วรรณกรรม
ปีที่ 16 ฉบับที่ 6351
วันอาทิตย์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2549




ปกวรรณกรรม
เรื่องจากปก
ชีวิตการ์ตูน
โรงเรียนนักเขียนน้อย
ธุรกิจบนกองกระดาษ
เส้นทางนักเขียน
ประกายกวี
รอยเท้าของเวลา
อะไร-ที่ไหน
เรื่องสั้นไทย
เรื่องสั้นแปล
ครูของแผ่นดิน
หนังสือคือโลก
ชวนอ่าน
พรานอักษร
กดเก็บ
ธุรกิจบนกองกระดาษ
เบื้องหลังโต๊ะบก.
บทกวีต่างแดน
ปรัชญาเปื้อนหมึก



พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ พระบิดาแห่งกฎหมายไทย

พรชัย จันทโสก : เรื่อง

"คิดว่าศาลก็ต้องทำทุกวิถีทางภายใต้กรอบกฎหมาย และภายใต้กติกาของรัฐธรรมนูญ ตัวศาลเองก็เป็นประชาชนคนหนึ่งที่อยากเห็นบ้านเมืองร่มเย็น อยากเรียกร้องให้มีการเสียสละกันบ้าง"

---------------------------------------------

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ พระบิดาแห่งกฎหมายไทย ผู้ทรงคุณูปการต่อประเทศในด้านกฎหมายและการศาล ทรงทำให้การศึกษาและการทำงานด้านกฎหมายเป็นวิชาชีพที่สำคัญ อีกทั้งยังทรงวางรากฐานการศึกษาวิชากฎหมายและทรงมีส่วนสำคัญในการสร้างระบบการศาลให้เป็นสากลดังเช่นอารยประเทศและเป็นปึกแผ่นมั่นคงมาจนถึงปัจจุบัน ที่นักศึกษาวิชากฎหมายควรจะได้ศึกษาถึงพระประวัติและพระกรณียกิจสำคัญๆ

นิกร ทัสสโร เป็นอีกคนหนึ่งที่มีความสนใจและทราบถึงพระกรณียกิจด้านกฎหมายของพระบิดาแห่งกฎหมายไทยเมื่อเริ่มเรียนวิชาความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายทั่วไปตั้งแต่ครั้งยังเป็นนักศึกษา หลังจากจบนิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เขาได้เข้าทำงานรับราชการเป็นนิติกรและเป็นผู้พิพากษาในเวลาต่อมา และได้เริ่มต้นศึกษาค้นคว้าอย่างจริงจัง

ช่วงเวลาที่ผ่านมาเขามีโอกาสได้เขียนบทความเกี่ยวกับเสด็จในกรมหลวงราชบุรีฯ อยู่บ่อยครั้ง ภายหลังเมื่อมาเรียบเรียงงาน 'พระบิดาแห่งกฎหมายไทย' จึงได้ศึกษาค้นคว้าพระประวัติของพระองค์อย่างลึกซึ้ง กระทั่งเรียบเรียงออกมาเป็นหนังสือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ พระบิดาแห่งกฎหมายไทย ที่เขาบอกว่าเป็นงานเขียน 'นิติวรรณกรรม' นำเสนอพระประวัติและเหตุการณ์สำคัญในอดีตที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พระราชบิดา

ปัจจุบัน นิกร ทัสสโร ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าศาล ประจำสำนักงานศาลยุติธรรม และล่าสุดเพิ่งย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าศาล จังหวัดเดชอุดม (อุบลราชธานี)

ต่อไปนี้เป็นการพูดคุยถึงเบื้องหลังกว่าจะเป็นหนังสือที่ต้องใช้เวลาเรียบเรียงนานนับ 13 ปี รวมทั้งมุมมองต่อสถานการณ์การเมืองในฐานะผู้พิพากษาศาลยุติธรรม

0แนวคิดที่เขียนหนังสือเล่มนี้เริ่มต้นได้อย่างไร?

เกิดจากความสนใจในด้านประวัติศาสตร์และวรรณกรรม เพราะว่าในวัยเด็กของผม ผมเป็นลูกชาวนา อยู่บ้านนอกมาก เราอยู่กันริมทะเลสาบสงขลา ห่างจากตัวเมือง 70 กิโลเมตร เมื่อก่อนต้องนั่งเรือคืนหนึ่งหรือวันหนึ่งเวลาเข้าเมือง พ่อแม่ผมก็ทำนา แต่ว่าคุณพ่อคุณแม่ให้ความสำคัญกับการศึกษามาก ฉะนั้นลูกทั้ง 6 คนจึงได้เรียนในเมืองทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นตั้งแต่พี่คนโต จนกระทั่งผมคนที่ 5 ที่บ้านผมจะมีวรรณกรรมโบราณ เช่น หนังสือตำนานพรหมชาติ ประวัติหลวงปู่ทวด และที่ผมได้อ่านตั้งแต่แรกๆ คือ พงศาวดารโบราณ นอกจากนั้นก็มีภาษาอังกฤษของพี่ๆ ที่ไปเรียนในเมือง พอเรียนจบชั้นก็เอามาเก็บไว้ที่บ้าน ยิ่งกว่านั้น ก่อนนอนคุณพ่อคุณแม่ท่านก็จะเล่าเรื่องประวัติของพระชั้นผู้ใหญ่ในหมู่บ้านที่ไปเรียนต่อในกรุงเทพฯให้ฟัง

0ชอบดูการแสดงที่เป็นวรรณกรรมพื้นบ้าน?

สนใจเรื่องราชวงศ์ อาจจะเป็นเพราะชอบดูหนังตะลุง เรื่องจักรๆ วงศ์ๆ ดูแทบทุกคณะที่ดังๆ สมัยนั้น หรือมโนราห์ก็ดูแทบทุกคณะ จำได้ว่าตอนเด็กคุณพ่อพาไปดูหนังตะลุง เที่ยวนั้นหนังตะลุงแข่งตั้งสี่โรงเรียงกัน ประชันกัน พ่อพาไปดู เพราะฉะนั้นวรรณกรรมต่างๆ ทั้งที่ถ่ายทอดเป็นตัวหนังสือหรือลักษณะของหนังตะลุง จึงได้รับการซึมซับมามากพอสมควร

0เริ่มสนใจด้านกฎหมายตั้งแต่เมื่อไหร่?

ความสนใจด้านวิชากฎหมายก็ให้ความสนใจมาตั้งแต่เรียนชั้นมัธยม เริ่มรับรู้ทางด้านการต่อสู้ทางความคิดของคนภาคใต้ เพราะฉะนั้นคนใต้จะมีคำแปลกๆ เช่น 'ไม่รบกับนาย ไม่หายจน' (หัวเราะ) และจะมีคำแปลกๆ อยู่เยอะที่ต่อต้านอำนาจรัฐ ซึ่งเครื่องมือในการต่อสู้ก็คือวิชากฎหมาย เมื่อสนใจมาในลักษณะอย่างนี้ พอเลือกเอนทรานซ์เข้าธรรมศาสตร์ ก็เลือกนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ อันดับหนึ่ง เมื่อมาเรียนธรรมศาสตร์ก็ได้รู้ถึงพระกรณียกิจของเสด็จในกรมหลวงราชบุรีฯ

0คุ้นกับพระนามของท่านจริงๆ ตอนไหน?

คิดว่าตอนเรียนธรรมศาสตร์ ตอนเรียนกฎหมายของท่าน ต่อมาเมื่อสอบเป็นผู้พิพากษาได้แล้ว ด้วยความที่เป็นคนสนใจงานวรรณกรรม ก่อนหน้านั้นสมัยเรียน มศ.3 เคยส่งเรื่องสั้นเข้าประกวดที่ 'ฟ้าเมืองทอง' เพราะพี่ชายก็ชอบเขียนหนังสือ เคยส่งเรื่องสั้นลงที่ 'ฟ้าเมืองทอง' รู้สึกว่าอยากเขียนบ้าง แต่ส่งมาไม่ได้ลงเลย ผมก็เขียนบทความของโรงเรียนในกิจกรรมต่างๆ เพราะว่าย้อนไปก่อนนั้น เมื่อเรียนอยู่บ้านนอกที่โรงเรียนวัดเชิงแส อำเภอกระแสสินธุ์ จังหวัดสงขลา ผมเป็นคนทำกิจกรรมและเริ่มจัดบอร์ดกิจกรรม รับผิดชอบคอลัมน์สุภาษิต ผมได้มาจากการที่นั่งอ่านหนังสือห้องสมุดมากสมควร โดยเฉพาะอนุสาร อ.ส.ท.เก่าๆ จึงเป็นโชคของผมที่ได้พื้นฐานมาจากครอบครัว และพื้นฐานที่โรงเรียนทางด้านตัวหนังสือ

0เริ่มต้นศึกษาค้นคว้าจริงจังเมื่อไหร่?

สำหรับพระประวัติกรมหลวงราชบุรีฯ เริ่มค้นคว้าจริงจังเมื่อปี 2536 เมื่อสอบได้ผู้พิพากษาแล้ว บทความชิ้นแรก 'พระบิดาแห่งกฎหมายไทยกับศาลหัวเมือง' ซึ่งลงตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือที่ระลึกผู้พิพากษารุ่นที่ 32 ซึ่งเป็นรุ่นของผมในปี 2536 จากนั้นก็รับราชการต่างจังหวัด ทุกๆ ที่ก็จะค้นคว้าอยู่เรื่อย เก็บหนังสือเก่าๆ ไว้ และจัดนิทรรศการ 'วันรพี' บรรยายให้ความรู้ ออกข้อสอบ เมื่อก่อนคิดว่าพระโอรส-ธิดาของท่านมีอยู่สามองค์ คือ หม่อมเจ้าอากาศดำเกิง หม่อมเจ้าหญิงชวลิตโอภาส หม่อมเจ้าเพลิงนภดล รพีพัฒน์ คิดว่ามีแค่นี้ แต่จริงๆ มีถึง 13 องค์

ความที่สนใจจึงค้นคว้าเชิงลึกมากขึ้น ด้วยวิธีตั้งคำถาม เช่น วังราชบุรีอยู่ที่ไหน ท่านแต่งตำราไว้กี่เล่ม ท่านมีโอรส-ธิดากี่องค์ ท่านเขียนคำพิพากษาฎีกากี่เรื่อง และเมื่อเกิดเรื่องคดีพญาระกาเนื้อหาจริงๆ เป็นอย่างไร ทำไมข้าราชการศาลยุติธรรมหรือว่าผู้พิพากษาของกระทรวงยุติธรรมขณะนั้นถึงลาออก และค้นคว้าทุกๆ จุดที่เป็นคำถาม จะได้รับคำตอบต่อเนื่องมาตลอด เหมือนวังราชบุรี ทั้งค้นคว้าโดยวิธีหาเอกสารจากหอจดหมายเหตุ หาภาพจากห้องสมุด

บุรฉัตร ซึ่งไม่มีหรอก แต่ในที่สุดก็ปะติดปะต่อสืบค้นได้

0ข้อมูลสำคัญๆ บางส่วนได้จากพระประยูรญาติของท่าน?

เหนือสิ่งอื่นใด ผมได้ข้อมูลจากราชสกุล ติดต่อผ่านรองศาสตราจารย์หม่อมราชวงศ์อคิน รพีพัฒน์ ซึ่งท่านมีผลงานโดดเด่นในเรื่องที่เป็น 1 ในหนังสือ 100 เล่มที่คนไทยควรอ่านชื่อ 'สังคมไทยในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ : พ.ศ.2325-2416' ไปอ่านหนังสือท่าน และท่านนำไปที่บ้านของหม่อมราชวงศ์นภาจรี ทองแถม ขอท่านเล่าราชประวัติ และอาศัยการปะติดปะต่อออกมาเป็นเรื่อง จริงๆ ตอนแรกต้องการเขียนลำดับเหตุการณ์รายวัน แต่ภรรยาของผม สุวิมล ทัสสโส ท่านบอกว่าเขียนรายวันมันละเอียดก็จริง แต่ไม่น่าอ่าน ขอให้ผมปรับ ผมปรับออกมาเป็นเล่มนี้ แต่ยังเก็บต้นฉบับเดิมไว้อยู่ เพราะรู้สึกว่าเป็นต้นร่างคลาสสิกของผม

0วิธีการสืบค้นไล่ลำดับอย่างไร?

เริ่มจากตั้งคำถามก่อน และค่อยสืบเสาะไปที่รัชทายาท ผมใช้หนังสือเป็นร้อยกว่าเล่มอ่าน และเอกสารหอจดหมายเหตุเยอะมาก ถ่ายสำเนากันเป็นหลายหมื่นบาทเพื่อเอามาอ่าน และผมมีโอกาสได้ไปต่างประเทศก็ไปสืบค้นรถเมอร์เซเดสเบนซ์ที่พระองค์ทรงนำเข้ามา ผมได้ไปฝรั่งเศส เลยได้ไปรู้เรื่องประวัติรถในเชิงลึกมากขึ้น ท่านนำรถเข้ามาปี 2447 ที่สนใจคือพระองค์ท่านทุ่มเทให้กับกฎหมายมาก ไม่ว่าจะเป็นปฏิรูปการสอน จากที่การเรียนกฎหมายแต่ก่อนต้องไปหาครูบาอาจารย์ที่มีความรู้เหมือนการเรียนคาถาอาคม ปฏิวัติเป็นบรรยาย สอนแบบเลคเชอร์ ซึ่งหาคนยากที่สอนอย่างนี้ นอกจากนี้ตำราที่ท่านเขียนกว่า 20 เล่มก็เป็นตำราที่มีคุณภาพทางวิชาการสูง แม้กระทั่งขณะนี้บางเล่มผมอ่านแล้วยังตีความไม่แตก

0สาระสำคัญของหนังสือมีอะไรบ้าง?

ความจริงหนังสือเกี่ยวกับพระบิดาแห่งกฎหมายไทยจะต้องเขียนแบ่งออกเป็นสองภาค ภาคหนึ่ง คือ พระประวัติ ผลงาน และเหตุการณ์ในแผ่นดินที่ยึดโยงกัน ภาคที่สอง คือ กฎหมาย คำพิพากษา ตำรา และคำสอน เช่น ต้องวิเคราะห์ออกมาว่าสังคมไทยในตำราพระบิดาแห่งกฎหมายไทยเป็นอย่างไรบ้าง พงศาวดารศาลฎีกาในตำราพระบิดาแห่งกฎหมายไทยเป็นอย่างไร ท่านบันทึกไว้ทั้งนั้น ผมว่าเป็นเรื่องเหลือเชื่อ แม้กระทั่งประชวรหนักๆ ยังประทับพระเก้าอี้อ่านตำรากฎหมายริมสระน้ำในวัง นอกจากนั้นในพระพินัยกรรมก็บันทึกเรื่องตำรากฎหมายไว้ว่าต้องเก็บไว้ที่ไหน ท่านรักเป็นชีวิตจิตใจในวิชากฎหมาย

นอกจากนี้ผลงานของท่านที่โดดเด่นทางด้านเกษตร เช่น การริเริ่มสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำป่าสัก การริเริ่มให้มีโรงเรียนสัตวแพทย์ การริเริ่มสร้างสถานีที่แต่ก่อนเรียกว่านาทดลองบำรุงพันธุ์ข้าวที่คลองรังสิต ผลของการทดลองวิจัยอย่างนี้ ในระยะต่อมาประเทศไทยสามารถส่งข้าวประกวดแข่งขันได้พันธุ์ดีเป็นที่หนึ่งของโลกหลายครั้ง ตรงนี้เป็นส่วนที่สำคัญ ท่านเก่งทางด้านกฎหมายที่ดินด้วย ตำราของท่านเกี่ยวกับกฎหมายที่ดิน ผลงานเหล่านี้แหละที่ทำให้เห็นพระสติปัญญาและพระกรณียกิจที่อุทิศให้ส่วนรวม

0ส่วนตัวมองว่าท่านโดดเด่นในกฎหมายด้านใดมากที่สุด?

มีอยู่สองแบบ หนึ่งคือการสร้างประมวลกฎหมายเพื่อให้ทันสมัยขึ้น แม้พระองค์ท่านจะไม่ได้ร่วมร่างกฎหมายอาญา ร.ศ.127 มากนัก แต่ท่านก็มีตำรากฎหมายที่เป็นบรรทัดฐาน แต่ที่เด่นจริงๆ คิดว่าท่านเด่นทางด้านกฎหมายวิธีสบัญญัติ ลักษณะวิธีพิจารณาความของศาล นอกจากนั้นท่านก็เด่นในเรื่องการตัดสินคดี เพราะท่านเป็นกรรมการศาลฎีกาอยู่ด้วย คดียากๆ ท่านก็ทรงเป็นผู้รับผิดชอบ ทรงเป็นผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน

ชีวิตส่วนพระองค์ท่านก็ชอบนั่งเรือไปตามริมน้ำ ชอบขับรถ น่าจะชอบอาหารฝรั่ง มีรสนิยมในการฟังเพลง มีแผ่นเพลงอยู่เป็นพันแผ่น ชอบถ่ายภาพ ท่านสั่งกล้องโกดักเข้ามา ท่านมีหุ้นอยู่ในบริษัทบางบริษัท ท่านโดดเด่นกว่าคนปัจจุบันเพราะว่าท่านไม่คอร์รัปชัน ท่านซื่อสัตย์ พระองค์เป็นผู้นำพาในการปลุกใจคนไทยให้ล้มเลิกศาลกงสุล ซึ่งถือว่าเป็นหนามตำใจของคนไทยมาช้านาน ซึ่งเป็นศาลว่าด้วยสิทธิสภาพนอกอาณาเขต เป็นเรื่องที่ร้ายแรงมาก

0หลักกฎหมายที่เป็นบรรทัดฐานตกทอดมาจนถึงปัจจุบันมีว่าด้วยบทบัญญัติเกี่ยวกับอะไรบ้าง?

ยกตัวอย่างที่ท่านกล่าวไว้เป็นบรรทัดฐานในการตัดสินคดีว่า 'อย่าได้ตัดสินเอาว่าผู้ใดผิด จนกว่าจะมีพยานหลักฐานหรือกรณีแวดล้อมเพียงพอจะเชื่อได้ว่าเขาผิด' นี่คือหลักกฎหมายปัจจุบันเลย ฉะนั้นตำราของท่านจึงมีหลักบรรทัดฐานอยู่ในรัฐธรรมนูญและในกฎหมายปัจจุบันอยู่หลายฉบับ และหลักกฎหมายของท่านยังได้รับการสืบทอดเจตนารมณ์มาจนถึงทุกวันนี้ แม้กระทั่งตัวอย่างคำพิพากษาที่ท่านยกไว้เราก็ยังเอามาอ้างอิงอยู่เป็นอมตะ หรือบันทึกท้ายคำพิพากษาศาลฎีกาซึ่งเป็นงานทางวิชาการของท่าน ถือว่าเป็นพระบันทึกที่เป็น 'นิติวรรณกรรมแห่งชาติ' ที่ปัจจุบันนักกฎหมายก็ต้องเดินแนวนี้

0แนวคิดบางอย่างท่านได้มาจากต่างประเทศ?

หลักคิดทางกฎหมายของท่านเรียกว่าท่านได้มาจาก 'สำนักกฎหมายบ้านเมือง' ของอังกฤษและฝรั่งเศส ฉะนั้นแนวคิดสำนักนี้จึงคิดว่ากฎหมายคือคำสั่งของรัฐ เมื่อไม่ปฏิบัติตามก็ต้องถูกรับโทษ ท่านเขียนตำรากฎหมายท่านก็จะเขียนคำอย่างนี้เลย 'เราก็เรียนกันมาอย่างนี้' แต่ท่านมีความพิเศษอยู่ในเรื่องกฎหมายคือว่าท่านค่อยๆ เปลี่ยนแนวคิดของตนเอง จนกระทั่งผมเห็นว่าท่านเปลี่ยนเยอะเหมือนกัน กฎหมายแต่ก่อนท่านเห็นว่ามีแต่แพ่งกับอาญา ตอนหลังท่านบอกว่ามีกฎหมายต่างประเทศด้วย

นอกจากนั้นแล้วในพระบันทึกท้ายฎีกาของท่านก็จะได้เห็นว่าท่านใช้กฎหมาย เรียกร้องให้ใช้กฎหมายเพื่อความยุติธรรมมากขึ้น แทนที่จะใช้กันตามคำสั่งหรือตัวอักษร แสดงว่านี่คือแนวคิดของสำนักกฎหมายธรรมชาติ ซึ่งก็จะเห็นวิวัฒนาการการใช้กฎหมายของท่าน จุดเด่นการเขียนตำรากฎหมายของท่านคือท่านถ่อมตนมาก ถ่อมตนแบบเหลือเชื่อ ท่านออกตัวหลายครั้งหลายคราว่ามีผิด ดังนั้นเมื่อผิดลูกศิษย์ต้องไปหาต่อ ต้องรู้ว่าตรงไหนถูกผิด

0บุคลิกส่วนพระองค์จริงๆ ท่านเป็นอย่างไร?

ท่านถ่อมตนตลอด เรียนจบถึงปริญญาเกียรตินิยมจากอังกฤษ แต่ท่านไม่เย่อหยิ่ง นักศึกษากฎหมายปัจจุบันต้องเอาเป็นแบบอย่างสำหรับการที่เรียนกฎหมาย เพื่อเอากฎหมายมารับใช้ความยุติธรรม เพราะตราบใดที่นักกฎหมายก็ไม่ยุติธรรมเสียแล้ว ชาวบ้านก็ไม่รู้จะพึ่งใคร และถ้าเขาแสวงหาความยุติธรรมกันเอง มันจะเกิดกลียุคในสังคม เพราะฉะนั้นสิ่งที่นักกฎหมายจะต้องให้สังคมได้คือความยุติธรรม ความถูกต้อง ไม่ว่ายากดีมีจนทุกคนต้องได้รับความยุติธรรมเสมอภาคกัน ไม่ใช่ว่าเป็นคนรวยถึงจะได้รับความยุติธรรม จนก็จะต้องถูกรังแกข่มเหงโดยไม่ยุติธรรม ความยุติธรรมนี้ต้องเสมอภาค เหมือนบุญ คนรวยทำก็ต้องได้ คนจนทำก็ต้องได้ อย่าเลือกให้บุญกันโดยอาศัยฐานะ ความยุติธรรมก็เหมือนกัน เลือกไม่ได้ เหมือนแสงจันทร์วันเพ็ญ ไม่ว่าบ้านคนจนหรือบ้านคนรวย แสงจันทร์ส่องไปถึงเสมอ

0ในฐานะผู้พิพากษามองสถานการณ์การเมืองปัจจุบันอย่างไร?

พูดได้กว้างๆ ว่าในฐานะที่เป็นผู้พิพากษาก็ต้องน้อมรับพระราชดำรัสของพระเจ้าอยู่หัวมาปฏิบัติจนสุดชีวิต เพื่อให้วิกฤติของแผ่นดินหมดไปให้ได้ เพราะไม่อย่างนั้นแล้วผู้คนก็จะแตกแยก สับสน กระทบถึงจิตใจ กระทบถึงครอบครัว กระทบถึงความมั่นคงของประเทศ กระทบถึงเศรษฐกิจ และที่สำคัญคือเมื่อพระองค์ตรัสว่า 'ข้าพเจ้ามีความเดือดร้อนมาก' ผมคิดว่าเราที่เป็นข้าทูลละอองธุลีพระบาทจะต้องทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้พระเจ้าอยู่หัวทรงเดือดร้อน ผมคิดว่าสถานการณ์ปัจจุบัน 'ราชพลี' เพื่อให้พระองค์มีความเกษมสำราญบ้าง ต้อง 'ราชพลี' เท่านั้น ไม่มีทางอื่นเลย ยิ่งปีมหามงคลอย่างนี้ต้องร่วมใจกันทุกหมู่เหล่าเสียสละให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เพื่อพระเจ้าอยู่หัวของพวกเรา

0นอกจากพระเจ้าอยู่หัวแล้วสถาบันศาลก็ถือเป็นที่พึ่งของประชาชนได้มากที่สุด?

ในฐานะผู้พิพากษาก็อยากจะครองตน และครองงานให้ได้เป็นที่พึ่งหวังของประชาชน ซึ่งไม่รู้ว่าจะสามารถแก้วิกฤติของประเทศได้แค่ไหน พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2549 ต้องถือติดตัว และน้ำตาไหลนะ พระองค์ตรัสว่า 'ข้าพเจ้ามีความเดือดร้อนมาก' ทำให้รู้สึกว่ามันเป็นวิกฤติมาก และก็ภูมิใจเหมือนกันที่ประชาชนให้ความศรัทธาในสถาบันศาล โดยเฉพาะศาลฎีกา ดีใจในฐานะที่เราเป็นส่วนหนึ่งของตุลาการ ส่วนอื่นคงไม่สามารถเอ่ยได้มากกว่านี้ เตือนตนเองอยู่เสมอว่าให้ประชาชนเป็นที่พึ่งได้ ต้องสุจริต และประชาชนต้องเชื่อว่าเราสุจริต ถ้าขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้วอยู่ไม่ได้ แม้เราสุจริตแต่ประชาชนไม่เชื่อ เราก็ทำงานไม่ได้ และถ้าเราไม่สุจริต แต่ประชาชนเชื่อ กลายเป็นว่าเราหลอกประชาชน ทั้งสองอย่างนี้จะต้องควบคู่กันไปเสมอ

0ส่วนตัวเชื่อหรือเปล่าว่าศาลจะเป็นตัวช่วยคลี่คลายวิกฤตการณ์ทางการเมืองได้?

คิดว่าศาลก็ต้องทำทุกวิถีทางภายใต้กรอบกฎหมาย และภายใต้กติกาของรัฐธรรมนูญ ตัวศาลเองก็เป็นประชาชนคนหนึ่งที่อยากเห็นบ้านเมืองร่มเย็น อยากเรียกร้องให้มีการเสียสละกันบ้าง เหมือนที่เสด็จในกรมตรัสว่า 'เราต้องกินกันพอประมาณ อย่ากินให้ท้องกาง' ท่านพูดอย่างนี้ เป็นคำพูดที่คนที่เป็นนักกฎหมายแท้ๆ เขาเตือนกันมาเสมอ หรือว่าที่ผมยกขึ้นมาในท้ายนี้ว่า ผู้ที่จะหาความเจริญรุ่งเรืองในวิชาชีพทางกฎหมายต้องได้ศึกษาและอบรมจิตใจ ความเจริญทางวิชาการและทางจิตใจต้องขึ้นมาเท่าๆ กัน ผมคิดว่านักกฎหมายต้องใช้กฎหมายเพื่อส่วนรวม เพื่อความยุติธรรม ไม่ใช่ใช้เป็นเครื่องมือเพื่อแสวงหาประโยชน์ อย่างนั้นคงขัดกับหลักของพระบิดาที่ให้ไว้ สุดท้ายก็นำไปสู่ความแตกแยกของสังคม

0เอกสารข้อมูลเป็นภาษาสมัยเก่ายากต่อการอ่านตีความบ้างไหม?

การเขียนวรรณกรรมเชิงวิจัยอย่างนี้ ผมใช้คำว่า 'วรรณกรรมเชิงวิจัย' ที่เป็นเรื่องของเจ้านายซึ่งลูกหลานท่านก็มีอยู่ เป็นเรื่องยาก ไม่มีเหมือนเขียนพระราชประวัติของพ่อขุนรามคำแหง เพราะฉะนั้นจึงต้องระมัดระวัง สิ่งหนึ่งที่ถือเป็นหัวใจหรือเขียนคำพิพากษาคือต้องให้ข้อมูลทั้งสองด้าน ถ้าเป็นข้อมูลด้านเดียวที่ไปกระทบถึงชื่อเสียงของสกุลใดสกุลหนึ่ง ของเจ้านายพระองค์ใดพระองค์หนึ่ง ของทายาทผู้ใดผู้หนึ่ง หรือกระทบถึงดวงพระวิญญาณของท่านใดท่านหนึ่งที่สถิตอยู่แล้วผมไม่เขียน แต่ว่าถ้าเป็นในเชิงประวัติศาสตร์ต้องเขียนสองด้าน เพราะไม่อย่างนั้นมันไม่ยุติธรรมต่อเจ้าของประวัติหรือผู้ที่เราอ้างอิงถึงในหนังสือ เพราะท่านไม่มีโอกาสได้ตอบโต้

อีกประการหนึ่งที่ผมยึดมั่น สิ่งไหนที่เป็นอารมณ์ของผู้บันทึก ผมไม่เอามาเขียน อย่างอารมณ์โกรธมากเกินไป แต่ให้เชิงอรรถไว้ อ้างอิงไว้ เผื่อผู้ใดสนใจจะได้ไปค้นคว้า นี่คือหลักการที่ผมถือในการทำงาน เพราะฉะนั้นมันต้องมีความยุติธรรมอยู่ในตัว

0หนังสือเล่มนี้นอกจากเป็นชีวประวัติพระบิดาแห่งกฎหมายไทยแล้วยังถือเป็นการบันทึกประวัติศาสตร์กฎหมายไทยด้วย?

นักศึกษากฎหมาย นักกฎหมายด้านการศาล ควรศึกษาอย่างยิ่ง จะได้รู้ว่าก่อนที่จะมีการปฏิรูปศาล เกิดวิกฤติอย่างไรบ้าง นอกจากนั้นยังได้บันทึกเรื่องของนักกฎหมายเบลเยียม ท่านเจ้าพระยาอภัยราชา หรือ Rolin-Jaequemins ซึ่งเป็นผู้พิพากษาชาวต่างประเทศคนแรกที่เป็นผู้พิพากษาในเมืองไทย แม้ท่านจะรับจ้างมาทำงาน แต่ท่านก็ทำด้วยความซื่อสัตย์ และมี ดร.โตกิจิ มาซาโอะ (Tokichi Masao) ท่านเป็นผู้พิพากษาศาลฎีกา และได้วางหลักบรรทัดฐานในคดีไว้หลายคดี เช่น ท่านวางไว้ว่าผู้ที่กระทำความผิดเองไม่ควรมีสิทธิที่จะมาเรียกร้องทางศาล ซึ่งเสด็จในกรมหลวงราชบุรีฯ ใช้คำว่าเป็น 'สุภาษิตกฎหมาย' หรือปัจจุบันถือว่า 'ผู้มาศาลต้องมาด้วยมือสะอาด' ก็ได้เป็นวิวัฒนาการมาทั้งนั้น สมัยนี้น้อยเรื่องที่คิดเอง (หัวเราะ)

0รายได้จากหนังสือมอบให้กับรพีบุญนิธิทั้งหมด?

หนังสืออาจจะขายไม่ได้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะผมไม่ได้เขียนหนังสือหาเงิน แต่เขียนเพื่อเทิดพระเกียรติ และก็จะหาทุนเข้า 'รพีบุญนิธิ' ซึ่งนานกว่า 30 ปีแล้วที่ไม่มีการได้สอบนักเรียนไปนอกในนามของทุนนี้ หลังจากอาจารย์ประมูล สุวรรณศร (หลวงประสาทศุภนิมิต) อาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ อาจารย์วัฒนา อิสรภักดี อาจารย์อัครวิทย์ สุมาวงศ์ และอาจารย์สุรศักดิ์ วาจาสิทธิ์ สุดท้ายเมื่อปี 2519 ยังไม่ได้เปิดสอบอีกเลย ตอนนี้มีกองทุนอยู่ 5,200,000 แต่ดอกเบี้ยน้อย ไม่สามารถส่งนักเรียนไปเรียนต่ออังกฤษได้ ผมก็เลยเขียนหนังสือเล่มนี้ เพื่อจุดประกายให้มีการระดมทุน อย่างน้อยก็อาจจะอีก 10 ปีข้างหน้าจะมีการสอบได้อีกสักครั้งหนึ่งก็ยังดี ถือว่าได้เริ่มต้นแล้ว

อีกส่วนหนึ่งที่ผมถือว่าสำคัญมาก ค่าลิขสิทธิ์หนังสือเล่มนี้ แม้จะเอาค่าลิขสิทธิ์เข้ามูลนิธิ แต่ต้องเสียภาษีก่อนร้อยละ 30 ของค่าลิขสิทธิ์ สมมติว่าค่าลิขสิทธิ์ 100,000 ต้องจ่าย 30,000 บาทก่อน จะมาอ้างกันว่าเราทำความดีแล้วไม่ต้องเสียภาษี ไม่ได้ คนละส่วนกัน นี่เป็นหน้าที่พลเมือง ส่วนบุญก็คือความดี อย่าเอามาปนกันเพื่อผลประโยชน์ตัวเอง ไม่ถูก คิดว่าทำบุญทำคุณให้ประเทศชาติแล้วไม่ต้องเสียภาษี ถึงไม่ได้ฉ้อฉล อย่างนี้ก็ถือว่าเป็นการฉ้อฉล

0ยังมีหนังสือที่กำลังเขียนอยู่อีกหรือเปล่า?

ผมมีอยู่อีกชุดหนึ่ง แต่คงใช้เวลา 3-4 ปี เนื่องจากผมไปอยู่ต่างจังหวัด การค้นคว้าเริ่มยากขึ้น เป็นเรื่องศาลฎีกากับสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งจะมีประมาณ 20 บท เช่น บทว่าด้วยบทว่าความของรัชกาลที่ 5 กับความก้าวหน้าของศาลฎีกา บทว่าด้วยประวัติศาลฎีกา บทว่าด้วยการบริหารราชการในศาลฎีกา บทว่าด้วยบรรทัดฐานของคำพิพากษาศาลฎีกา บทว่าด้วยศาลฎีกากับสังคมไทย และบทว่าด้วยคอร์รัปชันในสังคมไทยจากคำวินิจฉัยศาลฎีกา พยายามเรียงบท และบทสำคัญอีกบทหนึ่ง บทที่ว่าด้วยพระพุทธเจ้าหลวงของปวงไทยกับพระบรมราชวินิจฉัยอรรถคดี ซึ่งรัชกาลที่ 5 ท่านพระราชวินิจฉัยคดีไว้เยอะมาก พยายามจะเอามารวม คงจะเขียนเป็นแนวๆ นี้แหละ เป็นวรรณกรรมเชิงวิจัยอีกครั้งหนึ่ง เพราะคงไม่ถนัดแนวอื่น แต่แนวนี้เขียนยาก ต้องค้นคว้า ไม่ได้ใช้จินตนาการ ต้องอ้างอิง และต้องน้อมรับข้อผิดพลาดถ้าหากว่ามีผิด

เพราะว่าการเขียนเรื่องประวัติศาสตร์ไม่ใช่ง่ายๆ โอกาสผิดพลาดก็มีเยอะ เพราะว่าเราไม่ได้ไปอยู่ในเหตุการณ์เอง 0



About Us I Suggestion I Site Map I GetThaiFont | Contact Us I Privacy Policy

copyright @ 2000 Nation Group / Produced & Designed by : KT Internet Dept. All Right Reserved, Contact us : ktwebeditor@nationgroup.com