กรุงเทพธุรกิจ

  •  

Life Style

วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2552 11:54

คุณค่าไทยในมุมมองศิลปินโปแลนด์

ภาพประกอบข่าว

ซาวารี่ โวลสกี้ เผยเสน่ห์วัสดุไทย แรงบันดาลใจสร้างผลงานศิลปะ ชูความงามซับซ้อนในลวดลายแห่งผืนผ้าไหม ศิลาดล และระฆังข้างวัด

นิทรรศการ Into an empty sky ผลงานจากศิลปินชาวโปแลน์ ซาวารี่ โวลสกี้ จัดแสดงที่ หอศิลป์ บ้านจิม ทอมป์สัน ไปจนถึงวันที่ 5 เมษายน นี้

ซาวารี่ โวลสกี้ เป็นศิลปินที่รับเชิญมาพำนัก ณ หอศิลป์ บ้านจิมทอมป์สัน เป็นระยะเวลาหนึ่งเดือน ระหว่างกรกฎาคมถึงสิงหาคม 2551 เขาได้ใช้ช่วงเวลาดังกล่าวเยี่ยมชมศึกษาชีวิตและวัสดุท้องถิ่น ในกรุงเทพฯ อำเภอปักธงไชย จังหวัดนครราชสีมา รวมไปถึงจังหวัดเชียงใหม่ ลำปางและราชบุรี เขากระตือรือล้นที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับ วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ โวลสกี้ค้นพบวัสดุท้องถิ่นมากมายและเริ่มทดลองทำผลงานจากวัสดุดังกล่าว

บทสนทนาต่อไปนี้ เกิดขึ้นระหว่างศิลปิน และ กฤติยา กาวีวงศ์ ภัณฑารักษ์ประจำหอศิลป์ บ้านจิม ทอมป์สัน ถึงภูมิหลังวิธีการทำงานศิลปะแนวคิด และประสบการณ์ของเขาในประเทศไทย

  •  ช่วยเล่าถึงภูมิหลังของคุณให้เราฟัง รวมถึงจุดเริ่มต้นการเป็นศิลปิน

ซาวารี่: ผมเกิดที่ประเทศโปแลนด์ในปี 2503 เมื่อตอนที่เริ่มเรียนศิลปะ เป็นช่วงเวลาที่สถานการณ์การเมืองโปแลนด์ค่อนข้างผันผวน คุณคงจำได้ถึงเหตุการณ์ต่อสู้เพื่อเสรีภาพของขบวนการโซลิดาริตี้ (Solidarity Movement) ที่เกี่ยวข้องกับทุกคนไม่ใช่เพียงกลุ่มกรรมกรเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของสังคมโดยรวม ทุกคนมีส่วนร่วมในขบวนการนั้น ทั้งศิลปิน ปัญญาชน และ นักศึกษา ซึ่งผมคิดว่าเป็นเวลาที่ยอดเยี่ยมมาก สมัยผมเป็นนักศึกษา ผมได้เข้าร่วมกับขบวนการปลดแอกของนักศึกษา เรามีส่วนร่วมในการตัดสินใจในระดับมหาวิทยาลัย ตอนแรกมันน่าสนใจและตื่นเต้นมาก แต่พอตอนหลังเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงและประกาศกฎอัยการศึกทำให้สถานการณ์เปลี่ยนไป มันเป็นช่วงที่ลำบาก และเศร้ามาก เป็นไปไม่ได้ที่จะแสดงออกอย่างอิสระ

  • ปีนั้นคือปีอะไร

ซาวารี่: ปี 2524 ในปี 2526 ผมตัดสินใจเดินทางออกจากโปแลนด์ ผมได้รับเชิญไปเรียนภาษาตอนฤดูร้อนที่อิตาลี แต่ผมไปปารีสแทน ผมจากโปแลนด์ไปพร้อมกับหอบผลงานศิลปะไปเพียงไม่กี่ชิ้น ตอนนั้น อาจารย์เซซาร์ เป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงมากในเวลานั้น ยังอยู่ในปารีส สอนวิชาประติมากรรมที่โรงเรียนศิลปะ Academie des Beaux Art  มันยากมากที่จะได้เข้าเรียนในชั้นเรียนของเขา แทบไม่มีที่เหลือเลย ผมเองก็พูดภาษาฝรั่งเศสไม่ได้ด้วยซ้ำไป แถมผมเดินทางไปถึงปารีสช่วงที่เลยเวลาการสอบคัดเลือกไปแล้ว ผมมีโอกาสน้อยมากที่จะได้รับการคัดเลือก

อย่างไรก็ตามผมไปพบเขาพร้อมกับนำผลงานดรออิ้งไปด้วย เขาใจดีพอที่จะดูงานของผม เขาบอกว่า “โอเค นายมา
เรียนในชั้นเรียนของฉันได้เลย” นั่นเป็นจุดเริ่มต้นการเริ่มทำงานประติมากรรมของผม ก่อนหน้าสมัยอยู่ที่โปแลนด์ ผมทำงานด้านกราฟฟิคดีไซน์มากกว่า เพราะโปแลนด์ค่อนข้างเก่งในเรื่องนั้น มันเป็นวิธีที่พิเศษมากในการแสดงออกความเป็นปัจเจก และสามารถพิมพ์มันออกมา

ผมโชคดีมากที่มีเซซาร์เป็นครูคนแรก งานของเขาช่างมีความคิดสร้างสรรค์ เขาสอนให้ผมได้เรียนรู้จากการมองอดีต อีกอย่างที่สำคัญคือ เกียโคเมตตี้ ประติมากรที่สำคัญมากในเวลานั้น ผลงานของเขาเชื่อมโยงกับอดีตมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับประติมากรรมอีทรัสกัน ผมเรียนที่โรงเรียนนี้เพียงแค่ปีเดียว ผมเคยเข้าไปที่สตูดิโอของเซซาร์ตอนเย็นๆ และดูเขาทำงาน มันเหมือนกับความฝันเลยที่มีโอกาสได้เห็นวิธีที่ศิลปินที่ประสบความสำเร็จมากทำงานกับผู้ช่วยของเขาในสตูดิโอที่มองต์ปานาส

ในขณะเดียวกันเขาก็ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายมาก นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของงานประติมากรรม นอกจากนั้น ผมชอบไปใช้เวลาที่ห้องสมุดของบูร์โบร์ เพื่อเรียนฝรั่งเศส ดูงานศิลปะ และหนังสือเกี่ยวกับศิลปะ

  • คุณอยูที่ปารีสนานแค่ไหน

ซาวารี่: ผมอยู่ที่นั่นประมาณปีนึง แต่กลับเข้าๆ ออกๆ ไปทำงานที่ปารีสเป็นเวลาหลายปี ผมคิดว่าผมมีวิญญาณที่ไม่สงบ ผมชอบตั้งจุดมุ่งหมายใหม่เรื่อยๆ และพยายามให้ตัวเองเข้าไปอยู่ในสถานการณ์หรือเพิ่มประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับตัวเองตลอดเวลา

  •  ช่วงนั้นคุณก็คงเดินทางไปมากมายหลายที่ และใช้ชีวิตแบบพเนจร

ซาวารี่: ใช่ คนฝรั่งเศสพูดว่าการจากไปเหมือนกับการตายไปอย่างช้าๆ ผมจากบ้านมาครั้งนั้น ผมไม่สามารถที่จะตั้งรกรากที่ไหนได้ ผมเดินทางทุกครั้งที่รู้สึกว่าขาดข้อมูลใหม่ๆ ผมต้องการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ แสวงหาความคิดแบบใหม่ ค้นหาขอบเขตใหม่ๆ ผมคุ้นเคยกับการเป็นคนชายขอบหรือคน นอกนอกจากความต้องการแสวงหาความตื่นเต้นเกี่ยวกับศิลปะและชีวิตอย่างต่อเนื่องแล้ว ผมคิดถึงประเทศค่อนข้างมาก แต่ต้องอยู่ต่างประเทศ  ผมจึงต้องเดินทางไปเรื่อยๆ เพื่อค้นหาอะไรใหม่ๆ ผมเคยไปคาราร่า (Carrara) เพื่อทำผลงานประติมากรรมจากหินอ่อน แต่ผมทำไม่เสร็จ ใช้เวลาเป็นปีกว่าจะทำเสร็จจำนวนหนึ่ง

ผมจบการศึกษาจากโรงเรียนที่โปรวองซ์ ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส ผมเรียนปีสุดท้ายจนจบและสอนวาดเส้นอยู่สองปี หลังจากนั้น ผมกลับไปปารีส และได้รับคัดเลือกให้เรียนในหลักสูตรแบบเร่งรัดที่สถาบันศิลปะ (Institute des Hautes Etudes en Arts Plastiques) 

  • คุณเดินทางเฉพาะแค่ในยุโรปหรือเปล่า

ซาวารี่: ตอนนั้นผมเดินทางแค่ในยุโรป ผมรู้จักนิวยอร์ก แต่ยังไม่รู้จักอเมริกาใต้ ที่ตอนหลังกลายมาเป็นบ้านของผมในที่สุด ผมเคยไปร่วมนิทรรศการศิลปะที่เทจอน เกาหลีใต้ ผมเริ่มรักที่จะทำงานกับดินเหนียว วัสดุชิ้นโปรดของผม

  • ทำไมดินเหนียวถึงดึงดูดคุณ

ซาวารี่: ดินเหนียวเป็นวัสดุพื้นฐานของงานประติมากรรม ก่อนที่ประติมากรจะเปลี่ยนไปทำงานกับหิน และเหล็ก นอกจากนั้น ดินเหนียวมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ เราคิดถึงเทพปกรณัมและเรื่องราวตำนานต่างๆ การที่มนุษย์ถือกำเนิดขึ้นในแต่ละวัฒนธรรม นอกจากนี้ ดินเหนียวยังเป็นวัสดุของคนจนราคาไม่แพง หาได้ทุกที่บนโลกและผู้คนใช้มันเพื่อสื่อความหมายที่หลากหลาย มีความหมายที่ใช้ได้จริง มีประโยชน์ ทำเป็นเครื่องปั้นดินเผาก็ได้ ใช้เพื่อพิธีกรรม ทำเป็นวัตถุสำหรับตกแต่งก็ได้ ผมถูกดึงดูดด้วยดินเหนียว เพราะมันช่างเป็นวัสดุที่ถ่อมเนื้อถ่อมตัวที่สามารถใช้ได้โดยไม่ต้องผสมกับวัสดุอื่นๆ  มันไม่ได้ถูกสร้างขึ้นโดยมนุษย์ และมีอยู่เสมอมา

ผมชอบความรู้สึกของความไร้กาลเวลาของวัสดุนี้ มันถ่อมตน และเกี่ยวข้องกับการหมุนไปพร้อมกับโลก เหมือนกับหิน ที่มันแสดงถึงความทนทาน แต่ในขณะเดียวกันก็บอบบาง ดินเหนียวเปรียบได้กับร่างกายของคนเรา แข็งแรงแต่ก็เปราะบางในเวลาเดียวกัน แตกหักได้ง่ายมาก ด้วยเหตุนี้เองจึงมีค่าความหมายแบบอุปมาอุปไมยซึ่งผมคิดถึงเสมอเวลาทำงาน มันมีความหมายมากเหลือเกิน

เราอาจเพิ่มขยะในดินเพื่อ “ความก้าวหน้า” แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือในที่สุดเราก็ทำลายตัวเอง แต่ดินก็ยังคงอยู่ที่นั่นตลอดเวลา

  • เวลาคุณทดลองทำงานด้วยดินเหนียวมันน่าสนใจมาก ช่วยเล่าความคิดเบื้องหลังผลงานชุดสีขาว ที่ทำด้วยเซรามิค 

ซาวารี่: ชิ้นนี้เป็นชิ้นแรกที่ผมทำขึ้นที่เปรู ผมไปเยือนสุสานโบราณที่เป็นพื้นที่ขุดค้นทางโบราณคดี ซึ่งมีการค้นพบชุดโบราณต่างๆ ผมเพิ่งมาจากปารีสซึ่งทุกสิ่งล้วนเกี่ยวกับแฟชั่นและสไตล์ใหม่ๆ ช่างแตกต่างกันมากเหลือเกิน เป็นแรงบันดาลใจให้ผมทำผลงานชุดนี้ขึ้นมา ผลงานชุดนี้ทำจากดินเผา ไม่มีใครใส่ได้เพราะว่ามันหนักมาก แสดงให้เห็นถึงแนวคิดเรื่องความหลงในตัวตน มันมาจากดินและก็เป็นเพียงแค่รูปทรงของมนุษย์ มันมาจากดินและกลับคืนสู่ดิน

วิธีการที่คุณติดตั้งงานเหล่านี้ เราว่ามันพิเศษมากเหมือนชุดสีขาวมันโผล่ออกมาจากผนัง วิธีการคิดนี้มันมีการเชื่อมโยงถึงวัฒนธรรมของคุณด้วยหรือไม่ 

ซาวารี่: ผมคิดถึงหลายอย่างมาก ในขณะเดียวกัน ในทางหนึ่งผมคิดว่ามันมาจากประเพณีคาธอลิคที่เรียกว่า ex-voto

  • กฤติยา: หมายความว่าอะไร

ซาวารี่: เป็นธรรมเนียมปฏิบัติอย่างหนึ่งที่จะถวายวัตถุทำจากน้ำตาล ขี้ผึ้ง หรือเครื่องเงิน ในโบสถ์ โดยคนที่ต้องการความช่วยเหลือ ต้องการคำอวยพรจากเบื้องบน วัสดุพวกนี้สร้างขึ้นโดยการจำลองรูปทรงของร่างกายส่วนที่เจ็บป่วย อาจเป็นการเยียวยาขา ร่างกาย หัวใจ หรือ สมอง บางทีก็ถวายรถบ้าน หรือรูปจำลองคนที่กำลังนั่งลง พวกเขาร้องขอความช่วยเหลือ และคำอวยพร หรือเป็นการแสดงความขอบคุณที่ช่วยเยียวยา และให้ความหวังว่าจะมีชีวิตที่ดีขึ้น

งานประติมากรรมชิ้นนี้เกี่ยวกับแนวคิดความปรารถนา มีความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมในแง่ของคำสัญญาและความต้องการ วัตถุเหล่านี้ไม่ทำหน้าเป็นแค่วัตถุตกแต่งเพียงอย่างเดียว ผมเคยทำชิ้นส่วนต่างๆของร่างกายแบบนั้น จากนั้นผมถึงพบกับสิ่งอื่นๆในเปรูซึ่งผมนำมาพัฒนาเป็นผลงานต่อที่เม็กซิโก ซึ่งเป็นประเทศที่ผมตั้งรกรากอยู่

ผลงานศิลปะยุคอารยธรรมก่อนโคลัมเบีย มีความคล้ายคลึงกันในการสร้างสัญญลักษณ์ของอวัยวะภายในบางส่วนของร่างกายเพื่อถวาย และบูชา เราไม่รู้เลยว่ามันทำขึ้นมารับใช้ใคร การถวายสิ่งของต่างๆ เราไม่แน่ใจว่ามันมีไว้ทำอะไรหรือว่าพวกเขาใช้มันอย่างไร นี่เป็นปริศนาอย่างหนึ่งเกี่ยวกับพวกมัน มันเป็นแรงบันดาลใจให้ผมทำงานชุดนี้ขึ้นมา นอกจากนี้ ผมยังได้รับอิทธิพลจากงานวาดเส้นในถ้ำ จากอัลทามิรา มันเป็นการแสดงออกทางศิลปะครั้งแรกที่สร้างขึ้นจากผนังโดยตรง

  • อะไรคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้คุณอยู่เม็กซิโก 

ซาวารี่: เม็กซิโกมีความสำคัญกับผมมาก ประการแรกคือผมสามารถเชื่อมโยงความรักในดินเหนียวกับพื้นที่และวัฒนธรรมที่ผมไม่เคยรู้จักมาก่อน มันเหมือนกับเป็นพื้นที่ กับแสงสว่างใหม่ ที่เกิดขึ้น โดยสำนึกที่ลึกล้ำที่สุด ศิลปินร่วมสมัยของเม็กซิกันมองเห็นวัฒนธรรมดั้งเดิมของเขาอย่างสร้างสรรค์สามารถสร้างความสัมพันธ์ระหว่างอดีตกับความเป็นปัจจุบันและร่วมสมัยได้อย่างลงตัว และไม่จำเป็นต้องกังวลต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในกระแสหลัก วงการศิลปะประกอบไปด้วยศิลปินที่น่าสนใจหลากหลายมาก

ผลงานของผมได้รับการยอมรับเป็นอย่างดีที่นั่น ผมได้รับเชิญทำโครงการหลายโครงการ และมีนิทรรศการมากมาย ได้ทำงานศิลปะที่เข้าไปมีความสัมพันธ์กับสถานที่สาธารณะ ซึ่งมันเป็นโครงการถาวรสำหรับพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยทามาโย ผมได้รับเชิญไปแสดงงานในระดับนานาชาติ และการท้าทายที่สุดของศิลปินประติมากรรมคือได้ทำงานกับสถาปนิก และพื้นที่ที่พวกเขากำลังออกแบบอยู่ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นกับผมตอนที่อยู่เม็กซิโก อย่างรวดเร็วและเข้มข้น บางทีอาจจะเป็นเพราะว่าแรงบันดาลใจของผมเกิดขึ้นจากสิ่งของธรรมดา ที่ใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน คนส่วนใหญ่สามารถเชื่อมโยงได้ภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว

  • การเริ่มต้นเป็นศิลปินมืออาชีพในเม็กซิโก และทำงานศิลปะเป็นอย่างไรบ้าง 

ซาวารี่: ประสบการณ์ในการทำงานเปลี่ยนไปอย่างมากตอนอยู่ที่เม็กซิโก ผลงานประติมากรรมของผมตอนที่ทำขึ้นในยุโรปนั้นมันมืดมาก เพราะผมสนใจเรื่องของเงาและความมืด การหายไปของสรรพสิ่ง ผมเติบโตมากับคนรุ่นที่ต้องรับฟังเรื่องราวของโศกนาฎกรรมของสงครามโลกครั้งที่สองและทุกประเทศในยุโรปได้รับผลกระทบเท่าเทียมกัน แต่ผลงานที่ทำในเปรู และเม็กซิโก ได้นำพื้นผิวสีขาวเข้ามาสู่งานประติมากรรมของผม มันเริ่มทำให้ผมเริ่มได้สัมผัสกับความหวัง และความสงบสุข

  • บริบทร่วมสมัยและอดีต มีความหมายอย่างไรสำหรับคุณ คุณรู้สึกถึงความเป็นสองขั้ว ตั้งแต่สมัยที่ยังอยู่ยุโรปหรือที่อเมริกาใต้หรือไม่

ซาวารี่: มันเริ่มขึ้นตอนผมเรียนประติมากรรมที่ปารีส ผมมักจะไปที่ลูฟวร์และพิพิธภัณฑ์อื่นๆ เพื่อดูงานศิลปะยุคโบราณ สิ่งของบางอย่างและผู้คนบางคนดูเหมือนจะต่อต้านสภาวะที่ถูกทำลายและในทางตรงกันข้าม มันได้เพิ่มพูนคุณสมบัติขึ้นเป็นทวีคูณจนกลายเป็น “ของจริง” และน่าสนใจ ทำให้เกิดองค์ความรู้ที่มีหลายมิติ และประสบการณ์ของมนุษย์ที่ได้สัมผัสมา มันซ้อนทับอยู่กับผลงานเหล่านั้นจนเกิดเป็นบางอย่างคล้ายๆ “พื้นผิว” ที่เคลือบคลุมอยู่ สิ่งเหล่านี้มันผ่านอิทธิพลของกาลเวลาซึ่งเป็นสิ่งทดสอบคุณค่าของสิ่งเหล่านั้น

สิ่งของและผู้คนเหล่านั้นยังคงอยู่ท่ามกลางพวกเรา ผมมักจะถูกดึงดูดเข้าหาด้วยบริบทอันทับซ้อนของวัตถุเหล่านั้น ที่สร้างขึ้นโดยฝีมือของศิลปินนิรนามที่มีชีวิตอยู่หลายศตวรรษ เราไม่รู้เลยว่าใครสร้างมันขึ้นมา ไม่มีลายเซ็น ไม่มีตัวตนของศิลปินให้เห็นเลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะด้านหลังหรือด้านหน้าไม่มีการประชาสัมพันธ์ ไม่มีคุณค่าทางวัตถุ ผลงานบ่งบอกด้วยตัวของมันเอง ผู้คนประทับใจในงานความงามและความหมายที่แท้จริงของบรรดางานประติมากรรมต่างๆเหล่านี้ ดังนั้น ผมพยายามจะรักษาการมองงานศิลปะแบบนี้

ผลงานของผมเป็นการสดุดีต่อศิลปินและผู้สร้างงานนิรนามเหล่านั้น ด้วยสำนึกในของขวัญที่สร้างแรงบันดาลใจ จุดมุ่งหมายของนิทรรศการนี้คือการสร้างสะพานเชื่อมระหว่างแนวความคิด และวิธีปฏิบัติของงานศิลปะร่วมสมัยเข้ากับวัฒนธรรมในอดีต จนเกิดความสัมพันธ์ขึ้นมาใหม่ โดยหวังว่าจะเป็นการสร้างบทสนทนาที่ต่อเนื่องและ โครงสร้างใหม่ๆ ต่อไป 

การดูผลงานผ้าทอในประเทศไทยมันช่างน่าตื่นตาตื่นใจ เรามองดูงานศิลปะที่ทำขึ้นมาเมื่อหลายร้อยปีก่อน สีสันยังสดใสและลายที่ซับซ้อน ยังแจ่มชัดเหมือนเพิ่งถูกทอขึ้นเมื่อวาน เหมือนกับความงามเหล่านี้จะดำเนินต่อไปผ่านกาลเวลา ผมชอบแนวความคิดถึงความนิรนามที่อยู่เบื้องหลังงานศิลปะต่างๆ ที่ทุกตารางนิ้วของพื้นผิวผลงานได้รับการดูแลอย่างดีจากศิลปินหรือช่างฝีมือ

เมื่อผมทำงานสำหรับแสดงในนิทรรศการของตัวเอง ผมไม่ชอบเปลี่ยนสถานที่ด้วยวัตถุ แต่พยายามหาพื้นที่ที่เหมาะสมให้งานแต่ละชิ้น และให้พื้นที่ทั้งหมดสร้างความหมายของมันเอง หรือผลงานสื่อศิลปะสร้างความหมายได้ด้วยตัวของมันเองในพื้นที่นั้นๆ นั่นคือสิ่งที่ผมชอบในความเงียบ ที่เกิดขึ้นรอบๆ ผลงานนั่นทำให้ผมชอบความคิดที่ว่าเราไม่อาจรู้ได้เลยว่าใครคือผู้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะชิ้นนั้นขึ้นมา

  • คุณเคยอ่านงานเกียวกับพุทธศาสนาบ้างหรือไม่ สิ่งที่คุณพูดเกี่ยวกับเรื่องไร้การเวลาและความไร้ซึ่งตัวตนและนาม สำหรับเราแล้วเหมือนคุณกำลังพูดถึงแนวความคิดพื้นฐานของพุทธศาสนา

ซาวารี่: ผมไม่เคยศึกษาเกี่ยวกับพุทธศาสนา แต่ผมตั้งใจจะสร้างจังหวะภายในของผลงานให้เหมือนกับพิธีกรรมอย่างหนึ่งที่ไม่เน้นการผลิตของชิ้นงาน หรือตัดสินคุณค่าของมัน แต่เลยไปถึงบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น ผมอยากคิดว่าผลงานมันเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ที่สามารถเชื่อมโยงพวกเราทั้งหมดเข้าด้วยกันในวีธีที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น มีความสัมพันธ์กับประสบการณ์ ภูมิหลัง และความปรารถนา

ผมมองผลงานศิลปะในกรอบของพิธีกรรมทางคริสต์ศาสนา ที่มีความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับชีวิตมากกว่าความคิดที่ว่าเราพยายามจะดูงานและทำความเข้าใจกับมัน นั่นมันเหมือนเป็นความลับที่เราพยายามจะค้นหามัน หรือพยายามเข้าไปเป็นพยานของสิ่งดังกล่าว และบางที ผลงานที่เสร็จออกมาก็ไม่สำคัญเท่ากระบวนการสร้าง เหมือนกับพิธีการตักบาตร ถวายอาหารให้กับพระสงฆ์หรือการทำผลงานที่ถูกกำหนดให้ละลายหรือสูญสลายไป ผมคิดว่าความอจีรังเป็นธรรมชาติของเราเราไม่ควรยึดติดกับสถานที่ สตูดิโอ สถานการณ์และผู้คน

  • เมื่อคุณมาเมืองไทยเพื่อทำงานในสภาวะแวดล้อมใหม่ๆ เพื่อสร้างผลงานชิ้นใหม่  อะไรเป็นสิ่งแรกที่คุณนึกถึง

ซาวารี่: ผมคิดว่าจุดใหญ่ใจความของการเดินทางไปแต่ละประเทศ หรือการพบเจอกับวัฒนธรรมที่แตกต่าง คือความปรารถนาที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ผมรู้สึกเหมือนพบเจอด้านใหม่ๆ ของตัวเองทุกครั้งที่พบกับสถานที่แปลกใหม่และสิ่งแวดล้อมที่ต่างออกไป งานศิลปะแต่ละชิ้นอาจมีความหมายที่เปลี่ยนไปในแต่ละบริบททางวัฒนธรรม ดังนั้นวัตถุเดียวกันจึงกลายเป็นสิ่งที่ต่างออกไปในอีกสถานที่หนึ่ง ดังนั้นสถานที่จึงมีความสำคัญมาก

โดยส่วนตัวแล้ว ผมวางตัวเองไว้ต่ำกว่าวัสดุที่ผมใช้ ในการทำงาน ผมพยายามจะสงวนรักษามรดกของสถานที่ หรือพื้นที่ อะไรคือสิ่งที่เคยถูกทำขึ้นและถูกสร้างขึ้น บางครั้งในวัสดุเอง ผมเห็นว่ามันมีความสมบูรณ์แบบในตัวของมันเองโดยที่ไม่ต้องจำเป็นต้องมีการเข้าไปแทรกแซงใดๆ วัสดุอาจถูกนำไปจัดวางในบริบทของศิลปะร่วมสมัย หรืองานสถาปัตยกรรมร่วมสมัยก็ได้ หรือบริบทเองอาจเปลี่ยนแปลงไปได้โดยวัตถุที่เพิ่มจำนวนขึ้น ทำให้เกิดการเปรียบเทียบอย่างน่าครุ่นคิดระหว่างศิลปะร่วมสมัยและศิลปะยุคโบราณ

ผมก็เหมือนนักสังเกตการณ์ เมื่อผมมองสิ่งต่างๆ ผมรู้สึกว่าวัตถุต่างๆ พูดกับผม และยังสื่อความหมายกับเราในปัจจุบันและผมก็ได้ค้นพบว่าความหมายเหล่านั้นคืออะไร พบสิ่งที่น่าสนใจสำหรับเราในปัจจุบัน

ตั้งแต่ช่วงแรกเริ่มต้นในการทำงานศิลปะผมสนใจเรื่องราวปรากฏการณ์ของเวลา และความแตกต่างที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนของมัน ซึ่งชื่นชมได้ด้วยการสังเกต ธรรมชาติของโลกและของมนุษย์ เวลาเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอและมักจะผ่านเลยไป กระบวนการเดียวกันนั้นได้เกิดขึ้นในจิตใจของมนุษย์ เช่นเดียวกับอารมณ์ความรู้สึก ความเป็นอารยธรรมและวัฒนธรรมก็ขึ้นกับเวลาเช่นเดียวกัน เวลาเปรียบเสมือนสัตว์ประหลาด ผู้ท้ายที่สุดแล้วจะกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างจนหมด การใช้ชีวิตอยู่ในปัจจุบันกาลนั้นทำให้ผมไม่สามารถหลีกเลี่ยง ที่จะคิดถึงการล่องลอยของเวลาที่ผ่านไปอย่างรวดเร็วได้เลย

  • คุณมีแนวคิดสำหรับผลงานที่จะผลิตขึ้นมาใหม่ ในกรุงเทพอย่างไรบ้าง

ซาวารี่: ผมยังอยู่ในช่วงทำการสำรวจ แต่ค่อนข้างสนใจในความสวยงามของศิลาดล ผมชอบระฆังในวัดและวิธีที่มันเคลื่อนไหวมาก รวมถึงเสียงและทองคำเปลว ทุกอย่างเคลื่อนไหวไปหมด การเคลื่อนไหวนั้นมีความหมาย ท่าทาง และความตั้งใจในการแสดงออกเท่านั้นที่สำคัญ และแน่นอน ผมสนใจไหมซึ่งเป็นวัสดุที่มหัศจรรย์มาก ผมไม่เคยทำงานกับไหมมาก่อนเลย ผมกำลังศึกษามันอยู่และหวังว่าจะใช้มันสร้างงานศิลปะบางอย่างขึ้นมา

  • เข้าใจว่าคุณทำงานทดลองกับวัสดุและเยื่อของไหมที่อยู่ในระหว่างการเลี้ยงและฟักตัวของมัน รวมทั้งการทำงานกับผ้าและใย หลายชิ้นทำให้เราคิดถึงงานชุดเก่าๆ ของคุณ รูปทรงบางอย่างมันผุดขึ้นมาและกำลังจะกลายไปเป็นงานใหม่อีกชิ้นหนึ่งซึ่งแทนที่ด้วยวัสดุใหม่ๆ คุณอธิบายกระบวนการนี้ได้หรือเปล่า และคุณต้องการจะทำเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์อะไร 

ซาวารี่: สำหรับนิทรรศการที่หอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน ผมอยากจะจัดแสดงชิ้นงานจำนวนหนึ่งที่ทำขึ้นที่ เม็กซิโกและนิวยอร์ก ควบคู่เปรียบเทียบไปกับงานที่จะทำขึ้นระหว่างช่วงที่ผมพำนักอยู่ในประเทศไทย ชี้ให้เห็นถึงจุดแรกเริ่มที่แตกต่างของโครงการที่เป็นคู่ขนาน จะมีการบรรยายถึงแนวความคิดของงานครั้งนี้ที่เกี่ยวเนื่องในบริบททางวัฒนธรรมที่ไม่เหมือนกัน โดยหวังว่าจะเป็นการเริ่มบทสนทนาระหว่างต้นกำเนิดทั้งสองที่ต่างเต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ ซึ่งแม้จะห่างไกลกัน ในแง่ของสภาพทางภูมิศาสตร์ หากก็มีหลายสิ่งหลายอย่างคล้ายคลึงกันในแง่มานุษยวิทยา และประโยชน์ใช้สอยของงานประติมากรรมและหน้าที่ของมัน

งานเหล่านี้จะเพิ่มพูนความหมายให้กับบริบทของสถานที่ ซึ่งตามประวัติศาสตร์แล้วเป็นหนึ่งในศูนย์กลางงานทอที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพูดถึงผ้าไหม ซึ่งมีความร่วมสมัยแต่ในขณะเดียวกันก็เป็นมรดกตกทอดจากชนรุ่นก่อนๆ ที่ส่งผ่านกันลงมา

ส่วนที่สำคัญของวัฒนธรรมไทยนี้เป็นแหล่งแรงบันดาลใจหลักสำหรับการทำงานของผม มรดกทางสิ่งทอซึ่งหลายครั้งไม่ได้รับการเหลียวแล และหลงลืมในหลายๆ ประเทศที่ได้พัฒนาจนประสบความสำเร็จไม่แพ้ในอดีต ยังคงดำรงอยู่และพัฒนาตามแบบฉบับต่อไป ได้ส่งผลต่อการเลือกใช้วัสดุและเป็นแรงจูงใจให้กับการทำงานศิลปะครั้งนี้

ความคิดถึงความเงียบ จนเกือบจะไม่มีเสียง การใช้แรงงาน การทำซ้ำ การไร้ซึ่งตัวตน กระบวนการทอที่ใช้เวลานาน ซึ่งนำพาจังหวะจากรุ่นสู่รุ่น จะเป็นแรงบันดาลใจให้กับรูปทรงของงานประติมากรรม และการจัดวางแสดงผลงานเหล่านี้ในพื้นที่แสดงงานของหอศิลป์

ผมไม่คิดที่จะสร้างผลงานที่จะคงอยู่เพียงช่วงเวลาของนิทรรศการเท่านั้น แต่ต้องการดัดแปลงธรรมชาติของวัสดุที่ดำรงอยู่เฉพาะกาล ให้เป็นวัสดุที่สามารถเก็บรักษาให้คงทนถาวรยิ่งขึ้น การไปเยี่ยมชมโรงงานที่ปักธงไชย และการได้รับเชิญให้สร้างงานศิลปะด้วยวัสดุท้องถิ่น ได้เปิดโอกาสให้ผมได้สร้างสรรค์งานศิลปะ และได้ทำงานด้วยความตั้งใจในการค้นหาจังหวะที่ซุกซ่อนอยู่ภายในไหมดิบ ซึ่งมีความงามที่อธิบายไม่ได้ และเกินกว่าเหตุผลใดๆ หากเป็น อารมณ์และความรู้สึกที่กระตุ้นตัวเราให้พัฒนาและดำเนินต่อไปในการแสวงหาผลิตภัณฑ์ไหมดิบที่ดียิ่งขึ้น ซับซ้อนยิ่งขึ้น แล้วใช้ชีวิตอยู่กับมันสวมใส่มัน หรือเพียงแค่เป็นพยาน ในการมีอยู่ของมันด้วยความชื่นชม

  • คุณคิดว่าอะไรน่าสนใจสำหรับสิ่งทอ คุณคิดว่ามันมีความเชื่อมโยงกับงานชิ้นใดชิ้นหนึ่งหรือไม่

ซาวารี่: มีความน่าเกรงขามอยู่ในการนำเสนองานชุด White Dress ผมจะนำงานบางชิ้นที่ทำขึ้นตั้งแต่สองปีก่อนมาแสดง

  • อะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับคุณเวลาคุณทำงานศิลปะ

ซาวารี่: สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับผมคืออารมณ์ ซึ่งมีความสัมพันธ์กับชีวิตของผมอย่างแยกกันไม่ออกเกี่ยวกับความรู้สึกที่มีระหว่างผู้คน พื้นที่และวัสดุ คือการค้นหาความกลมกลืนและการเชื่อมโยงกับช่วงเวลาเฉพาะนั้นๆ สถานที่และเวลา และการที่ได้อยู่ ณ ที่นั้นจริงๆ ผมคิดถึงสิ่งนั้นทุกครั้งที่ผมมีความสุข ผมคิดว่าผมทำได้ 

Tags : ซาวารี่ โวลสกี้ Into an empty sky กฤติยา กาวีวงศ์ จิม ทอมป์สัน

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3

Yes.
">avril lavine nude

http://javascriptcompressor.com/members/didvwpbxw/default.aspx

ความคิดเห็นที่ 2

Yes.

ความคิดเห็นที่ 1

อยากมีธุรกิจส่วนตัวไหม ???
อดีต นักศึกษา ปี 1 ขอตังค์พ่อแม่ใช้
ปัจจุบัน นักศึกษา ปี 2 ร าย ได้ 3 หมื่น กว่า / เดือน
อดีต พนักงานบริษัทฯ ร า ยได้ หมื่นเศษ
ปัจจุบัน รายได้ 1.5 แสน / เดือน
อดีต นักศึกษา ปี 4
ปัจจุบัน 12 ปียังไม่จบ ร าย ได้ 5 แสน / เดือน
คุณหละอยากมีธุรกิจส่วนตัวไหม ???
สนใจดูที่ http://bestjob.321.cn/

http://slinq.net/2466

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement