กรุงเทพธุรกิจ

  •  

Life Style

วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2552 11:48

ครั้งแรก ของ ว.วชิรเมธี

ว.วชิรเมธี สนทนากับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที 8 ก.พ.52

ภาพที่เป็นปกเซ็คชั่นจุดประกาย เสาร์สวัสดี เมื่อ 29 พ.ค.47 ถ่ายโดย วริศรา วุฒิกุล

ภาพในชุดเดียวกันที่ตีพิมพ์เมื่อ 29 พ.ค.47

ภาพในชุดเดียวกันที่ตีพิมพ์เมื่อ 29 พ.ค.47

ภาพประกอบข่าว

พลิกแฟ้มข่าว พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ว.วชิรเมธี) ให้สัมภาษณ์สื่อเป็นครั้งแรก ใน จุดประกาย-เสาร์สวัสดี นสพ.กรุงเทพธุรกิจ เมื่อ 29 พ.ค.47

นาทีนี้ ไม่มีใครไม่รู้จัก พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ว.วชิรเมธี) บทบาทล่าสุด ที่ถ่ายทอดภาพและเสียงให้ประชาชนได้รับชมรับฟังกันไปทั่วประเทศ ได้แก่ การร่วมรวยการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์" กับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ วังสวนผักกาด ตอนเช้าวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

ว.วชิรเมธี สร้างชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกว้างขวางในช่วงไม่เกิน 5 ปี ด้วยบทบาทการเขียนหนังสือ และเทศนาธรรมใน "แพกเกจ" ที่ทันสมัยโดนใจคนรุ่นใหม่ ทั้งในด้านรูปแบบและเนื้อหา

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2547 เซ็คชั่นจุดประกาย เสาร์สวัสดี หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ถือเป็นสื่อมวลชนรายแรก ที่มีโอกาสสัมภาษณ์และถ่ายภาพ ว.วชิรเมธี

เหล่านี้ คือเนื้อหาของบทสัมภาษณ์ "ธรรมะติดปีก" ที่ได้รับการตีพิมพ์ เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2547

....................................

ในวันที่โลกดูเหมือนจะหมุนเร็วขึ้นทุกที ด้วยแรงขับเคลื่อนจากกระแสข่าวสารและเทคโนโลยีอันทันสมัย ไม่แปลก ถ้าใครหลายคนจะรู้สึกเหนื่อยล้ากับการถูกไล่ล่าด้วยความเปลี่ยนแปลงที่ไม่ยอมหยุดยั้ง 

ขนาดเป็นคนธรรมดายังตะกุยตะกายตามยุคสมัยกันไม่ค่อยจะทัน ด้วยโลกทัศน์ของคนห่างวัดตอนใกล้วันสำคัญทางพุทธศาสนา 'วิสาขบูชา' เลยอดสงสัยไม่ได้ว่า แล้วพระสงฆ์องคเจ้า อริยบุคคลจากชุมชนโบราณที่เคียงตัวคู่มากับสังคมพุทธแบบไทยๆ ท่านเหล่านั้นมีวัตรปฏิบัติอย่างไรในยุคไฮเทค

พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี คือ เจ้าของนามปากกา 'ว.วชิรเมธี' ผู้ที่มีผลงานธรรมะอ่านเข้าใจง่ายตีพิมพ์ลงในนิตยสาร วารสารหลายฉบับ ไม่ว่าจะเป็นชีวจิต เนชั่นสุดสัปดาห์ เดลิมิเรอร์สุดสัปดาห์ ศักดิ์สิทธิ์ รวมทั้งหนังสือเล่มอีกหลายเล่ม โดยเฉพาะที่เตรียมจะเปิดตัวในต้นเดือนหน้าอีก 3 เล่ม ประกอบด้วย ธรรมะติดปีก ธรรมะหลับสบาย และธรรมะดับร้อน เห็นปกหุ้มเป็นสีลายน่ารักน่าเอ็นดูซะขนาดนี้ น่าจะพอประมาณได้ว่า ผู้เขียนมุ่งหมายที่จะสื่อเนื้อหาข้อธรรมทางพระพุทธศาสนาสู่อุบาสกอุบาสิกาที่เป็นคนรุ่นใหม่ และ 'ว.วชิรเมธี' เอง ย่อมถูกจัดอยู่ในกลุ่มพระรุ่นใหม่ด้วยเช่นกัน 

พระมหาวุฒิชัย สำเร็จการศึกษาทั้งทางธรรมและโลก ทางธรรม ได้แก่ พธ.ม.จากมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และทางโลก คือ ศษ.บ.จากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

นอกจากจะเขียนงานอย่างเป็นล่ำเป็นสันแล้ว ปัจจุบัน พระมหาวุฒิชัย เป็นอาจารย์พิเศษ ที่บัณฑิตวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย รวมทั้งเป็นอาจารย์พิเศษ บรรยายวิชาวรรณคดีบาลี ในโครงการอภิธรรมโชติกะวิทยาลัย วัดเบญจมบพิตร

และพระรูปเดียวกันนี้ที่ทักถามนักข่าวเป็นประโยคแรกๆ ถึงความเคลื่อนไหวของนิตยสาร ซึ่งเพิ่งเปิดตัวไปหมาดๆ a day weekly 

นี่ต้องเป็นพระที่น่าสนใจที่สุดรูปหนึ่งสำหรับคนอ่าน "เสาร์สวัสดี" แน่ๆ

@ ทำไมถึงบวชคะ

อาจจะเป็นบุญเก่านะ เรารู้สึกดีกับชีวิตพระ เห็นพระแล้วรู้สึกว่าเป็นภาพพิมพ์ใจที่งดงาม น่าประทับใจ ครอบครัวอาตมาทำไร่ทำนากัน ทุกเช้าเห็นพระบิณฑบาตผ่านหน้าบ้าน คุณแม่เป็นคนธรรมะธัมโม ก็พาลูกๆ ตักบาตร เราก็ชอบทำบุญ ฟังธรรมวันธรรมสวณะ บ้านก็ใช้กำแพงร่วมกับวัด ไปโรงเรียนเดินผ่านวัดทุกวัน ข้างโรงเรียนอาตมาก็เป็นโรงเรียนพระสายสามัญ มีพระเป็นร้อยๆ รูป เห็นพระทุกวันก็รู้สึกชอบ แล้วเราก็โลกทัศน์แคบน่ะ คิดว่าจบประถม ฉันบวชแน่นอน เรียนยังไม่ทันจบ ท่านพระครูที่วัดก็ไปขอกับโยมพ่อโยมแม่ บอกว่าอยากให้ลูกบวช มันมีแวว อาตมาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าแววอะไร

พอเรียนจบ ป.6 คนอื่นไปเรียนต่อกันก็ไป ฉันไม่เอาล่ะ ฉันจะบวช

@ ไม่มีแรงบันดาลใจอื่นๆ เลยหรือคะ

อยากเป็นเณร ไม่นานมานี้ อาตมากลับไปเยี่ยมบ้านที่เชียงราย ได้อ่านเฟรนด์ชิพที่เขียนกันกับเพื่อนๆ ตอนจบ ป.6 ตัวเองเขียนว่า อยากเป็นนักปราชญ์

@ แล้วที่บ้านว่าอย่างไรเรื่องการบวช

เขาก็อยากให้บวช ที่บ้านธรรมะธัมโมกันอยู่แล้ว แต่พี่ๆ เป็นพี่สาวซะ 4 คน พี่ชายมีคนเดียวก็เสียไปตอนอาตมาบวชได้หนึ่งพรรษา แต่สำหรับคนอื่นถือเป็นเรื่องใหญ่นะ อาจารย์ใหญ่นี่ไม่มองหน้าอาตมาเลย พอจบ ป.6 โรงเรียนมัธยมประจำตำบลมาติดต่อ อยากให้นักเรียนไปเรียนเยอะๆ แล้วอาตมาเป็นเด็กเรียนดี อยู่ๆ จะไปอยู่วัด เขาก็งงกัน เป็นเรื่องเซอร์ไพรส์ เพื่อนๆ แปลกใจ ครูใหญ่ก็ไม่แฮปปี้ ท่านคงมองว่าไปบวชแล้วเหมือนไม่มีอนาคตใช่มั้ย 

@ บวชแล้วชีวิตเปลี่ยนไปไหม

ไม่เปลี่ยน อาจจะเพราะมีความชอบเป็นพื้นฐาน พอบวชปุ๊บเราก็ปรับตัวได้ แล้วเด็กชนบทน่ะ ถึงไม่บวช ว่างๆ ก็อยู่วัด ไปหาครูบาอาจารย์อยู่แล้ว 

@ ตอนนั้นคิดจะบวชไม่สึกเลยหรือเปล่าคะ

ไม่ได้คิดจะบวชยาวนะ คิดแค่ว่าฉันชอบที่จะบวช พอไปถามคุณพ่อคุณแม่ เขาโอเค ให้มันบวช เราก็บวช ไม่ได้คิดอะไร คิดแต่ว่าขอให้ได้เรียนหนังสือ 

@ ไม่วอกแวก หรืออยากจะสึกบ้างเลย ?

ไม่ เพื่อนๆ ที่บวชรุ่นเดียวกันเขาไปกันหมดแล้ว แต่เราก็ยังอยู่ตรงนี้ ยิ่งทำงานเขียนเยอะๆ ยิ่งรู้สึกมั่นคง บางครั้งถามตัวเองว่าเรา born to be มาเป็นพระเลยหรือเปล่า ก็ไม่กล้าตอบถึงขนาดนั้นนะ เพราะเราก็ยังหนุ่ม อนาคตข้างหน้าจะเป็นยังไงเราก็ยังไม่รู้ แล้วแต่เหตุปัจจัย ถ้าเหตุปัจจัยที่จะให้เป็นพระยังมี ก็อยู่ต่อไป แต่ถ้ามีเหตุปัจจัยให้ต้องสิกขาลาพรตไปก็เป็นเรื่องของอนาคต ปัจจุบันมีความสุขดี

@ การเขียนหนังสือได้ดี ต้องเริ่มจากการอ่าน ท่านเริ่มต้นการอ่านอย่างไรบ้าง

อ่านตามพี่สาว ถ้าจำไม่ผิด พี่สาวเป็นแฟนนิตยสารคู่สร้างคู่สม กับชีวิตรัก อ่านเป็นร้อยๆ เล่มเลยนะ อ่านแล้วทิ้งๆ เอาไว้ เราเลิกเรียนกลับมาก็มาอ่าน อ่านจนจบ ไม่มีอะไรจะอ่านก็เริ่มต้นอ่านใหม่ อ่านทุกคอลัมน์ไล่ตั้งแต่บทบรรณาธิการไปเลย พอเริ่มอ่านแล้ว เห็นอะไรก็อ่านหมดเลยนะ เห็นหนังสือเก็บใส่กล่องไว้ก็แกะออกมาอ่าน ขุนช้างขุนแผน อิเหนา พระอภัยมณี นี่อ่านหมด ไม่รู้หรอกนะว่านี่เขาเรียกว่าวรรณคดีไทยระดับขึ้นหิ้ง

@ การบวชมีผลต่อการอ่านมั้ยคะ

ตอนแรกที่วัดน่ะอาตมาก็ไปอ่านการ์ตูน ชอบมากๆ คือ การ์ตูนเล่มละบาท การ์ตูนโดราเอมอน สตาร์ซอคเกอร์ เชอร์ล็อกโฮล์ม ที่วัดมีทุกอย่างเลยนะ ของหลวงพ่อ หลวงพี่ ชาวบ้านไปบริจาคให้ห้องสมุดวัด โอชะมาก เราก็ไม่รู้หรอกว่ามันจะมีผลอะไร มารู้อีกทีว่าที่ตะลุยอ่านมาน่ะ เอามาใช้ได้ตอนนี้ คือ เอามาใช้ในงานเขียน แล้วอาตมาเป็นคนตั้งใจมากๆ ปีแรกนี่ บทสวดมนต์ 30-40-50 บท อ่านได้ ท่องเรียบร้อยหมด เรียนหนังสือ สวดมนต์เหมือนปลวกกินกระดาษ คนอื่นเขายังมีเล่นมีอะไรกัน เราไม่เล่นเลย บวชปุ๊บท่องเต็มที่ ภายในหนึ่งเดือนเรียนจบหลักสูตรทั้งหมดที่เขาให้ท่อง

ที่จริงคนแถวนั้นเขาไม่บวชกันนาน อย่างมาก 3-4 ปี เท่ากับชายผ้าเหลือง 4 มุม บวชเณรให้พ่อ มีโอกาสก็กลับมาบวชพระให้แม่ บวชเป็นประเพณี ของเราจะว่าเป็นประเพณีก็ใช่นะ เพราะตอนบวชก็ช่วงเข้าพรรษา แต่พอเข้ามาแล้วได้พบโลกส่วนตัว คือ โลกของการอ่าน ที่ทำให้เราไม่เหมือนชาวบ้านชาวเมืองเขา พอบวชพระแล้วย้ายจากบ้านเดิมที่อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย มาเรียนในเมือง เจอร้านหนังสือ เริ่มซื้อหนังสือ ซื้อตู้หนังสือ เรียกว่าเป็นความสุขส่วนตัวของเณรน้อยรูปหนึ่งนะ ที่ได้มีตู้หนังสือเป็นของตัวเอง

@ ที่จริงไม่ต้องบวชก็น่าจะอ่านได้ ?

อาตมาว่ามันมีเวลามาก คือเป็นคนนี่ ก็มีเวลานะ แต่ความรับผิดชอบเรื่องงาน เรื่องครอบครัวจะดึงไป แต่มาบวชนี่ ถ้าคุณ หนึ่ง ไม่ยุ่งเรื่องลาภสักการะ สอง ไม่หลงเรื่องยศช้างขุนนางพระ สาม ไม่ไปทำอะไรนอกลู่นอกทาง วิชาปลุกเสกลงเลขยันตร์ ไม่ยุ่งสามเรื่องนี่ อู๊ย เวลานี่เหลือกินเหลือใช้เลย (หัวเราะ) จะบอกให้ เรานี่กินเวลากันนะ อย่างอาตมานี่ 24 ชั่วโมงเป็นของเราซะ 20 ชั่วโมง รู้สึกว่า โอ๊ย เรานี่รวยแล้ว รวยเวลา ทีนี้ล่ะ ตั้งต้นค้นคว้าเป็นการใหญ่

@ แล้วพระส่วนใหญ่ท่านวุ่นวายอยู่กับสามเรื่องที่ว่าหรือเปล่า ท่านมองเรื่องเหล่านี้อย่างไร

ส่วนมากเขาก็วุ่นวายกัน ของอาตมานี่มีความชัดเจน คือ มีความฝันชัดเจนแล้วว่า ฉันอยากทำงานวิชาการด้านศาสนา ก็เริ่มปักหลักแล้วว่าเอาล่ะ เราจะเรียนรู้ใบไม้ในกำมือเดียวให้ดี นอกนั้นรู้ไว้เป็นองค์ประกอบบ้างก็พอ แต่ตอนเป็นเณรก็เคยคิดนะว่า เออ พอเป็นพระผู้ใหญ่ เราได้ไปสวด คงจะได้มีจีวรดีๆ มีปัจจัย พอคิดถึงปัจจัย เราก็คิดต่อว่า ถ้าฉันมีปัจจัย ฉันอยากทำอะไร หนึ่ง จะซื้อหนังสือ แล้วก็คิดได้แค่อย่างเดียวน่ะ แล้วก็เป็นตามนั้น พออายุพรรษามากขึ้น ได้ตังค์จากโยมถวาย โยมบิณฑบาต อาตมาซื้อหนังสือหมดเลย ในห้องมีหนังสือ 2,000-3,000 เล่ม แบ่งให้ปลวกกินไปบ้างอะไรบ้าง

@ อยากมีจีวรดีๆ ด้วยหรือคะ

จีวรของพระบ้านนอกเนี่ยจะบอกให้เลย ถ้าเปียกนี่มันนุ่งผ่านแดดไม่ได้เลยนะโยม (หัวเราะ) เข้าใจใช่มั้ย คือมันไม่ได้อู้ฟู่เหมือนพระในเมืองน่ะ

@ ดูเหมือนท่านจะชอบเรียนมากเลย เรียนจบทั้งทางโลกทางธรรม ?

ขณะที่เรียนบาลี หลักสูตรเปรียญธรรม 9 ประโยค ถ้าไม่ตกเลยต้องใช้เวลา 10 ปี อาตมาก็เรียนมาเรื่อย ขณะเดียวกัน ก็เรียนทางโลก คือ ไปลงเรียน มสธ.ไว้ด้วย อาตมามองว่าความรู้ทั้งสองอย่างมันเชื่อมกัน ถ้ารู้ทางธรรมะก็เหมือนเป็นปลากระป๋องนะ ความรู้ทางโลก คือ ที่เปิดกระป๋อง สมัยที่อาตมาบวชเรียนย้อนหลังไปสิบปี ทางวัดไม่ให้เรียนทางโลกนะ อาตมาก็แอบไปเรียนภาษาอังกฤษที่ YMCA แอบเรียนพิมพ์ดีดก๊องๆ แก๊งๆ คือ คณะสงฆ์มีอคติ คือเกรงว่า เมื่อพระไปเรียนวิชาการทางโลก เดี๋ยวเก่งแล้วจะสึก แต่อาตมามองว่า ถ้าเราไม่เรียน เราจะตามหลังชาวบ้านมาก แล้วต่อ
มาพอมีคอมพิวเตอร์ อาตมาใช้คอมพิวเตอร์ได้เป็นคนแรกๆ ของวัด ได้ประโยชน์จากมันมาก แล้วก็ได้สนองงานพระศาสนามากนะ 

@ แล้วเริ่มต้นเขียนหนังสือเมื่อไหร่คะ

ตอน 17-18 คือ พอวันหนึ่ง อ่านมากๆ เข้าเริ่มรู้สึกว่าพอเถอะ เขียนดีกว่า เริ่มเขียนลงในนิตยสารสมาธิ เป็นบทความวิชาการ เรื่องมงคลแท้มงคลเทียมในพระพุทธศาสนา ชี้ให้ดูว่ามงคลแท้ ก็คือ มงคล 38 ประการ ซึ่งเป็นธรรมะ ไม่ใช่เครื่องรางของขลัง พระอิฐ พระปูนกรวดหินดินอะไรทั้งนั้น เป็นบทความเชิงวิพากษ์วิจารณ์ พอเริ่มเขียนตรงนั้นก็ยาวมาจนถึงทุกวันนี้ เราเพลินกับการอ่านการเขียนตอนแรกๆ เอ้า อยากเขียนก็เขียน ต่อมาอยากพิมพ์ก็ได้พิมพ์ พอได้พิมพ์แล้วก็คิดอีกว่า ทำอย่างไรงานถึงจะมีมาตรฐาน

ตอนนี้ถึงขั้นไม่สนองความอยากแล้ว แต่สนองฉันทะ คือ ความอยากทำให้งานนั้นเป็นงานที่ดี เริ่มมีความรับผิดชอบทางปัญญา คือ ไม่ใช่แค่อยากสร้างงานเพื่อเกียรติยศชื่อเสียง ไม่เอาแล้ว แต่อยากสร้างงานดีๆ ที่พอปล่อยออกมาแล้วเป็นหลักไมล์ทางความคิดสติปัญญาได้ หลังๆ ก็เริ่มอ่านงานหนักขึ้น แต่อย่างที่บอกนะ อาตมภาพชอบอ่านซอกแซก อ่านสารพัดเรื่อง ต่อมาพบว่า การอ่านกว้างๆ มันสามารถนำไปอธิบายธรรมะได้ดี อย่างวรรณคดี ประวัติศาสตร์ต่างๆ ที่เราชอบ มันคือธรรมะทั้งหมดเลยนะ

@ ปกติพระเขาอ่านอะไรกันคะ

อ่านหนังสือธรรมะ อ่านหนังสือเทศน์ แต่เรามองว่า ธรรมะอย่างเดียวมันดีนะ พระของเราความรู้เยอะมาก ทีนี้ถ้าเราจะสื่อสารกับชาวโลก เราจะพูดภาษาธรรมะ เราก็รู้อยู่คนเดียว แต่ชาวบ้านไม่รู้เรื่องด้วย ก็เกิดกำแพงภาษาใช่มั้ย เวลาที่พระไปเทศน์ กลายเป็นเรื่องน่าเบื่อมากเลย เพราะอะไร ก็เพราะพระใช้ภาษาวัด ใช้ท่วงทำนองเดิมๆ ใช้บริบทเดิมๆ ตั้งแต่สมัยพาราณสี อาตมาคิดว่า มันไม่ร่วมสมัย ทำอย่างไรมันจึงจะร่วมสมัย ก็ต้องอ่านหนังสือเยอะๆ การอธิบายธรรมะต้องอยู่กับโลกปัจจุบัน พูดอะไรขึ้นมาคนต้องเข้าใจได้ ซึ่งต้องมีภูมิหลังร่วมกัน

@ ถ้าเทียบพระนักวิชาการกับพระปลุกเสก กลุ่มหลังน่าจะได้รับความสนใจจากญาติโยมมากกว่า ?

ถึงแม้เราจะมีพระเกจิอาจารย์ก็ดี พระที่นิยมในเครื่องรางของขลัง ยศช้างขุนนางพระก็ดี พระประเภทนั้นท่านก็มีญาติโยมของท่าน พระที่เป็นปัญญาชน เป็นพระนักวิชาการก็มีญาติโยมของท่าน 

@ เรียกว่าคนละกลุ่มเป้าหมาย ?

คนละกลุ่ม แต่พระแบบไหนที่ควรจะเป็นพระของพระพุทธเจ้า คือ เป็นพระที่เป็นปัญญาชน เพราะพระพุทธศาสนาตั้งขึ้นมาเพื่อหลีกจากยุคมืดทางปัญญา ถ้าบวชแล้วยังยุ่งกับวัตถุมงคล กับเครื่องรางของขลัง อาตมภาพว่า พระพุทธเจ้าไม่จำเป็นต้องตรัสรู้ เพราะสิ่งเหล่านั้น ไม่จำเป็นต้องประเสริฐเลิศเลออะไร มีกันมาตั้งแต่ก่อนพระพุทธศาสนาแล้ว การมีพระแบบนั้น ไม่ได้หมายความว่าไม่ดีนะ เพราะเราคงจะหวังให้ชาวพุทธทุกคนมีความคิดความชอบเหมือนกันไม่ได้ เหมือนเพลงนะ เรามีเพลงลูกทุ่ง เพลงแจ๊ส เพลงร็อค เพลงบรรเลง ก็เพื่อสนองกลุ่มคนที่แตกต่าง พระก็เหมือนกัน เรามีพระลูกทุ่งอย่างหลวงพ่อคูณ มีพระที่เข้าใจวัยรุ่นอย่างพระพยอม พระที่เป็นปัญญาชนอย่างหลวงพ่อพระธรรมปิฎก หลวงพ่อพุทธทาส ทั้งหมดก็เพื่อสนองชาวพุทธที่มีความแตกต่างหลากหลาย แต่พระที่พึงประสงค์จริงๆ ก็คือ พระที่มีความรู้ความดีงาม และมีศักยภาพในการเผยแผ่เป็นเยี่ยม มีพระของพระพุทธเจ้า

@ ยุคหลังๆ การศึกษาของสงฆ์เปิดกว้างขึ้น แสดงว่าวิธีคิดเปลี่ยนแปลงไปแล้ว

พอกลัวจะสึก แล้วล้อมคอก พระก็อยู่ไปแบบไม่มีความรู้ใช่มั้ย พอมีพระรุ่นใหม่มาบริหารการคณะสงฆ์ ท่านบอกว่า วิธีคิดแบบเดิมนี่ไม่ได้ เพราะเราจะมีแต่หลวงตาที่ไม่เท่าทันโลก เพราะเราจะมีแต่พระหลวงตาที่รู้ธรรมะแต่เผยแผ่ไม่เป็น ก็ไม่มีประโยชน์ อีกประเภทคือรู้ทางโลกมา แต่ไม่รู้ธรรมะ ก็เผยแผ่ไม่ได้ พระรุ่นใหม่ซึ่งมีกระบวนทัศน์ใหม่ มองว่าพระต้องรู้ทางโลก รู้ทางธรรม อย่างท่านพุทธทาส หลวงพ่อพระธรรมปิฎก ชาวต่างชาติสนใจสองท่านนี้มาก เพราะสองคนนี้มีความรู้ด้วย ความรู้ทางธรรมด้วย มีความรู้ทางภาษาอังกฤษด้วย เมื่อเผยแผ่ธรรมะท่านพูดในภาษาเดียวกับที่คนอื่นเขาพูด มันก็สื่อกันง่าย ชีวิตถึงจะดี พอเราอ่านมาก เราก็เอามาปรับใช้ได้ พูดธรรมะนั่นแหละ แต่ด้วยภาษาของยุคสมัย สื่อกันง่ายขึ้น ฟังกันง่ายขึ้น อ่านธรรมะกันมากขึ้น คนก็จะได้มีความสุขกันมาขึ้นใช่
มั้ยล่ะ

@ พอมาศึกษาต่อที่วัดเบญจมบพิตร การเป็นพระในเมืองแตกต่างจากที่เชียงรายสักแค่ไหนคะ

มาก ที่เชียงรายถึงจะบอกว่ามีเวลาก็ยังน้อยกว่ากรุงเทพฯ พอมาอยู่วัดเบญจมบพิตร มาเรียนเปรียญ 7-8-9 ถือว่า เป็นเปรียญธรรมที่สูงแล้ว เป็นเปรียญเอก ทางวัดก็อนุญาตให้ศึกษาเรียนรู้ได้อย่างเต็มที่ เพราะถือว่าเป็นผู้ใหญ่ มีวุฒิภาวะพอสมควร ก็ตั้งอกตั้งใจศึกษาหาความรู้ ตั้งหน้าตั้งตาอ่านหนังสือ เข้าห้องสมุดของเราไป มีกิจนิมนต์บ้าง แต่พยายามไปให้น้อยที่สุด เพราะวัดของอาตมภาพมีพระเป็นร้อยรูป ถ้าเราไม่ไปเสียคน จะเสียหายมั้ย มันก็ไม่เสียไง เอาเหอะ งั้นฉันขอมุ่งทางนี้แล้วกัน ให้องค์อื่นท่านไปสวดไปฉันไปอำนวยประโยชน์สุขแก่ญาติโยมดีกว่า 

@ ท่านไม่รับกิจนิมนต์หรือคะ

ถ้าให้ไปสวด เสียงเราก็ไม่ดีใช่มั้ย คงเป็นนักสวดที่ดีไม่ได้ แล้วใจก็ไม่รักทางสวดทางศาสนพิธีที่รุ่มร่ามอะไร ทั้งหมดนี้อาตมาไม่ชอบเลยนะ เป็นคนชอบใช้ชีวิตเรียบง่ายที่สุดเลย ฉะนั้นขอตัดช่องน้อยแต่พอตัว ขออ่านธรรมะ ศึกษาคัมภีร์ เรียนภาษาอังกฤษไปเรื่อยเปื่อย จนวันหนึ่ง เขียนหนังสือแล้วมีคนอ่าน ก็เป็นโอกาสให้ได้มายืนอยู่ตรงนี้นะ นี่คือผลพวงของการมีเวลา ที่พระพุทธเจ้าท่านไม่ให้พระมีครอบครัวก็เพราะท่านมองว่า พระต้องศึกษาธรรมะ แต่บางทีพระก็ไม่ได้มองแบบพระพุทธเจ้านะ พอมีเวลาเยอะๆ ก็เอาเวลาไปทำอย่างอื่น ไปดูดวงซะนี่ ไปปลุกเสก ลงนะหน้าทองซะ เวลาที่มีอยู่มากมาย รูปหนึ่งได้ประโยชน์อย่างล้นเหลือ อีกรูปหนึ่งทำความเสื่อมเสียได้มากมาย ขึ้นอยู่กับว่า เมื่อเราบวชเข้ามาแล้ว เราเข้าใจจุดมุ่งหมายของชีวิตพระหรือเปล่า

@ จุดมุ่งหมายในสมณเพศของท่านเป็นอย่างไร

ตอนนี้เรียกว่าอยู่ในวัยทำงาน อยู่ในวัยใช้ชีวิตเพื่อสนองอุดมคติ คือ ถ้าเราอยากเป็นพระที่ดี ในช่วงนี้ทำได้ดีที่สุด เพราะหมดภาระเรื่องเรียนแล้ว อาตมาก็ทำงาน อ่านหนังสือ สอนหนังสือ มีงานเทศน์ งานบรรยาย งานด้านวิชาการก็เป็นอาจารย์พิเศษ สอนในระดับบัณฑิตวิทยาลัย ที่มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เวลาที่เหลือก็ศึกษาค้นคว้าต่อไป จะอยู่อย่างนี้ แต่ชีวิตก็ยังมีเวลาว่างอย่างที่เราตั้งต้นไว้แต่แรก ชีวิตมันอยู่ที่เรานะ คือถ้าเราไม่หลงโลกเสียอย่าง เรามีเวลาให้ตัวเองเสมอ ยิ่งเป็นพระด้วยนะ ถ้าบริหารเวลาให้เป็น

@ เพราะเป็นพระในเมืองซึ่งคนเมืองไม่ค่อยเข้าวัดหรือเปล่าคะ ที่ทำให้ต้องใช้สื่อในการเผยแพร่ธรรมะ

พระในเมืองก็ยังมีบทบาทของการเป็นที่ปรึกษา เหมือนเป็นนักจิตวิทยาอยู่นะ ยังมีคนที่ปัญหามาปรึกษา มาเล่าให้ครูบาอาจารย์ ท่านก็ให้ธรรมะไป พระหมอดู โยมมาปรึกษา ท่านก็ดูหมอบ้าง แอบให้ธรรมะบ้าง ซ่อนไป

@ ให้ธรรมะนี่ต้องแอบๆ ซ่อนๆ นะคะ ?

ให้ตรงๆ คนไม่ค่อยรับนะ คนมันกลัวธรรมะจะตาย ไม่เอาหรอก 

@ ท่านแก้ปัญหานี้อย่างไร

เขียนหนังสือให้อ่านง่าย มีวรรณศิลป์บ้าง เวลาพูดก็ใช้ภาษาชาวบ้าน หลีกเลี่ยงการใช้ภาษาวัดโดยไม่จำเป็น โยมคุยกับอาตมาเข้าใจง่ายหรือเปล่า

@ ง่าย ?

ก็ใช่ อาตมาว่าถ้าเราใช้ภาษาพระไปคุยกับโยม โยมจะต้องมานมัสการกับพระอาจารย์ทุกคำ มันก็ไม่ใช่ธรรมชาติของมนุษย์ มันก็เกิดกำแพงภาษา เพราะฉะนั้น ในด้านงานเขียน อาตมภาพพยายามใช้ภาษาให้เข้าถึงได้ง่ายที่สุด พยายามนำวรรณศิลป์มารับใช้ในด้านการเทศน์ ใช้ภาษาของยุคสมัย ตัวอย่างที่มายกประกอบการเทศน์ก็ให้บริบทมันอยู่กับคนร่วมยุคสมัยของเรา พยายามทำให้ได้ แต่จะประสบความสำเร็จหรือเปล่า ญาติโยมเป็นคนตัดสินใจ

@ งานเทศน์ งานเขียนเหมือนเป็นการสื่อสารทางเดียวนะคะ ?

ไม่ทางเดียวเลย อาตมาทำงานออกไปมีเสียงตอบรับจากแฟนหนังสือ พระก็มีแฟนหนังสือนะ หนังสือของอาตมาโดยมากรวมเล่ม ก็มีจดหมายมาถึงกองบรรณาธิการเป็นประจำ นานๆ เขาก็หอบมาให้ทีละเป็นร้อยฉบับ ส่วนมากก็พูดถึงในแง่ดี อาจจะไม่อยากตำหนิพระ เพราะกลัวบาปก็ได้นะ (หัวเราะ) แต่อาตมาก็ภูมิใจ ไปเทศน์ อย่างน้อยก็มีคนฟัง เขาอัดเทปกันไว้ก็พอมีคนมาขอไปฟัง หนังสือพอออกไปปุ๊บ ก็พิมพ์ 2 ครั้ง 3 ครั้ง ก็หวังว่าสิ่งที่เราทำออกไปคงไม่ไร้ผลนะ พอจะวัดได้ระดับหนึ่ง แต่ทั้งหมดก็คงแล้วแต่ญาติโยม

@ บวชเรียนมาตั้งแต่เด็ก จะเข้าใจทุกข์ของชาวบ้านหรือคะ

อาตมาว่าเข้าใจได้ทางอ้อม ไม่ได้หมายความว่า เราจะต้องไปเผชิญเสียทุกอย่างถึงจะเข้าใจ พระพุทธเจ้าไม่ได้เผชิญทุกอย่าง แต่ท่านเข้าใจโลกปรุโปร่ง เพราะท่านเข้าถึงปัญญา ปัญญามีความเป็นสากล ถ้าเราเข้าถึงปัญญาที่แท้ เราก็เข้าใจโลก รู้จักชีวิตโดยทะลุปรุโปร่ง โดยเราไม่ต้องไปใช้ชีวิตเองก็ได้ หลวงพ่อชาไม่เคยมีครอบครัว ท่านออกจากป่ามาเทศน์ มีใครบอกมั้ยว่าคำสอนของท่านเชย ไม่มี เพราะท่านเข้าถึงตาน้ำแห่งปัญญาไง เข้าใจโลก โดยไม่ต้องไปใช้ชีวิตแบบโลกๆ เสมอไป ปัญญามันบอกเองว่าอย่างนี้ดี อย่างนี้ไม่ดี มันบอกชัดเจน

โยมรู้ใช่มั้ยว่าคนถูกรถชนมันเจ็บ แต่เราอยากรู้ว่าเจ็บเป็นอย่างไร เราต้องไปวิ่งให้รถชนมั้ย ก็คงไม่ ใช่มั้ยละ เพราะฉะนั้น พระเข้าใจโยมโดยเรียนรู้ธรรมซึ่งเป็นสิ่งสากล ชีวิตของโยมเป็นธรรมะซึ่งเป็นสิ่งสากลนะ การรู้จักคนๆ เดียวอย่างถ่องแท้ ก็เท่ากับรู้จักคนทั้งโลก ธรรมะจะเป็นอย่างนั้น รู้จักใบไม้กำมือเดียวก็รู้จักใบไม้ทั้งโลก

@ พระสอนให้คนอื่นพ้นทุกข์ แล้วพระเองเป็นทุกข์มั้ยคะ

พระก็ทุกข์ พระทุกข์สองอย่าง หนึ่ง ทุกข์อย่างโยม ก็คือ บวชเข้ามาแล้ว แต่ใจยังไม่บวชก็จะทุกข์เช่นเดียวกับโยม เช่น ยังอยากมียศ มีลาภ มีชื่อ มีเสียง ยังอยากเป็นขุนนางพระ ก็เหมือนกับโยมใช่มั้ย ถ้าท่านตัดไม่ได้ โยมทุกข์อย่างไรท่านก็ทุกข์อย่างนั้น สอง บวชเข้ามาแล้ว ตั้งใจจะเป็นพระก็ทุกข์อย่างพระ เช่น ตั้งใจจะปฏิบัติธรรม มันไม่ก้าวหน้า ไม่ได้อย่างใจ นั่งสมาธิมันก็ไม่นิ่ง เรียนหนังสือ ปัญญาก็ไม่ดี ก็ทุกข์ นี่ทุกข์อย่างพระ แต่มีพระอีกประเภทที่ไม่ทุกข์อย่างพระ และไม่ทุกข์อย่างโยม คือ มาแล้วตั้งใจจะเป็นพระ ไม่เจอทุกข์อย่างโยมแล้ว สอง บวชเข้ามาแล้วตั้งใจปฏิบัติ สติปัญญาดี สภาพร่างกายดี เจอครูอาจารย์ดี ปฏิบัติก็ลุล่วง หลุดพ้นขึ้นไปเป็นพระอริยบุคคลอยู่เหนือทุกข์เหนือสุข อันนี้ไม่ทุกข์แล้ว ก็มี มีแต่สุขล้วนๆ แล้วก็เอาสุขตรงนี้แหล่ะไปให้ญาติโยม ถ้าถามอาตมาภาพก็ต้องบอกว่า on the way นะ ยังหาอะไรฟันธงลงไปไม่ได้

@ มีพระที่ประพฤติไม่เหมาะสมตกเป็นข่าวเพิ่มขึ้น เราควรมองเรื่องนี้อย่างไรคะ

แสดงว่า ชาวบ้านใช้ปัญญาในการนับถือศาสนามากขึ้น สมัยก่อนพระพูดอะไรก็แล้วแต่พระ สมัยนี้ ถ้าไม่ถูกต้องชาวบ้านประท้วง ประท้วงไม่พอ ขับออกจากวัด ทุกวันนี้ มีคนไทยที่บอกว่า ฉันไหว้พระพุทธ พระธรรม แต่ไม่ไหว้พระสงฆ์ ก็ไม่ผิดที่ชาวบ้านจะรู้สึกอย่างนั้น เพราะเราจะกราบใครสักคนอย่างสนิทใจ คนๆ นั้นจะต้องมีอะไรเหนือกว่าเรา อย่างน้อยในทางพุทธิปัญญาและในทางศีลาจารวัตร นี่เป็นธรรมชาติ แทนที่พระจะไปว่าชาวบ้าน ว่าทำไมไม่เข้าวัด พระคงต้องถามตัวเองว่า เรามีส่วนหรือเปล่าที่ทำให้เขาไม่อยากเข้าวัด

อาตมา ถึงเห็นว่า พระสงฆ์ไทยในทศวรรษหน้า อย่างน้อยๆ ต้องมีความรู้ด้านพระธรรมวินัยกว้างขวาง และต้องมีความประพฤติดีงาม ชนิดที่กราบตัวเองได้ และให้คนอื่นมากราบโดยตัวเองไม่ละอายแก่ใจ รวมทั้งต้องมีความรู้ทางโลกในระดับที่เท่าทันโลก ถ้าพระไม่มีคุณธรรมเหล่านี้ พระสงฆ์ไทยจะเหมือนหลักเหลี่ยมในรูกลม จะกลายเป็นส่วนเกินทางประวัติศาสตร์ของยุคสมัย คือ จะอยู่แบบเดิมๆ สังคมก็ก้าวไปข้างหน้า ทีนี้ พอท่านจะก้าวร่วมไปกับสังคม คุณสมบัติท่านก็ไม่ถึง ความรู้สติปัญญาไม่มากพอจะอยู่ในโลกสมัยใหม่ได้ จะอยู่เหมือนเดิมโลกก็ไม่อนุญาต จะก้าวไปข้างหน้า เครื่องไม้เครื่องมือที่จะก้าวไปพร้อมกับโลกก็ไม่มี พระก็จะตกอยู่ในสภาพอิหลักอิเหลื่อ อยู่อย่างไรก็ไม่ดี ถ้าไม่ปรับตัวนะ

@ พระจำนวนไม่น้อยให้ความสำคัญกับยศชั้น ทั้งที่คนทั่วไปไม่ค่อยรับรู้เรื่องนี้สักเท่าไร ?

ชาวบ้านแทบไม่รู้ว่าพระองค์นี้เป็นเจ้าคุณ องค์นี้เป็นมหาเปรียญ เป็นสมเด็จ มองพระก็มองทั่วๆ ไป ชาวบ้านเรารู้เรื่องพระน้อย พอรู้เรื่องพระศาสนาน้อย เราเลยปล่อยให้มีพระสุกๆ ดิบๆ เยอะนะ มีพระดีบ้างไม่ดีบ้าง ทั้งๆ ที่ว่า ถ้าเป็นพระมันต้องดีใช่มั้ย เพราะพระแปลว่าผู้ประเสริฐ แต่เรามีพระน้ำดีก็มี พระน้ำเสียก็มี ก็เพราะองค์กรของเราไม่มีกระบวนการสร้างพระดีอย่างเป็นระบบ คนที่เข้ามาบวชก็ไม่ได้มีความตั้งใจจริง แล้วสังคมไทยมีความรู้เรื่องพระน้อยมาก ก็ไม่สามารถเป็นกัลยาณมิตรให้พระได้ อยู่ในลักษณะเตี้ยอุ้มค่อม ไม่มีใครสามารถเป็นพี่เลี้ยงให้ใคร บางทีถูกพระหลอกก็ยังไม่รู้อีก นึกว่าท่านเป็นพระก็ต้องดี เห็นเหลืองๆ ก็นึกว่าพระ บางทีก็ไม่ใช่นะ วันดีคืนดี เราก็เห็น เอ้า! พระไปหาเสียงให้นักการเมือง วันดีคืนดีเราเห็นพระไปช่วยรัฐมนตรีคลังหาเงิน เอ๊ะ! ทำไมพระของเราหลากหลายไปหมด งงไปหมด

ถ้าคนของเรามีความรู้เสียหน่อย เห็นอะไรไม่เหมาะไม่ควร เราก็ต้องเตือนพระได้นะ แต่พอไม่รู้ พระพาไปไหนก็ไป พระพาไปปลุกเสกอะไรที่ไหนก็ไป แต่ทุกวันนี้ พระก็ไม่มีความรู้ โยมก็ไม่มีความรู้ เหมือนคนตาบอดจูงกันไป จะพากันลงหน้าผาก็ไม่มีใครเตือนใคร นี่เป็นภาวะพระสงฆ์ไทยกับชาวบ้านนะ มันก็เป็นอย่างนี้อยู่

@ แล้วก็ดูเหมือนจะเป็นอย่างนี้ต่อไป ?

อาจจะหนักขึ้นด้วยซ้ำนะ เพราะกระบวนการต่างๆ ที่จะแปลงศรัทธาเป็นทุนมันพิสดารมากขึ้น สมมติสมัยก่อนครูบาอาจารย์สร้างพระขึ้นมาองค์หนึ่งนะ ท่านทำด้วยจิตที่บริสุทธิ์จริง คือ ให้ลูกศิษย์ลูกหาไว้เป็นสิริมงคล เดี๋ยวนี้ไม่ใช่ พระหนึ่งเหรียญต้นทุน 1 บาท ทำ packaging สวยๆ ใส่กรอบเลี่ยมทองอย่างดี อวดอ้างสรรคุณมารองรับ ให้เซียนพระปั่นให้ เดี๋ยวนี้พระองค์หนึ่ง 12 ล้านก็มี 60 ล้านก็มี คิดดูสิ ต้นทุนไม่ถึงบาท เพราะเอาก้อนอิฐก้อนหินก้อนดินตามธรรมชาติมาทำ แล้วใส่กระบวนการแบบบริษัทร่วมทุนพาณิชย์ ทำกันเอิกเกริกมาก รับกันรุ่นละเป็นพันล้าน

เงินที่มาจากความโง่ของญาติโยม แล้วก็หากินกันบนความโง่ของชาวบ้าน แล้วคิดว่านี่คือพระพุทธศาสนา กระบวนการปั๊มพระนี่ทันสมัยนะ หนึ่ง ไปหาเกจิดีๆ มา สอง ไปหานักสร้างพระดีๆ สาม ไปหาหนังสือพระเครื่องดังๆ มา สี่ ไปสร้างคอนเนคชันกับหนังสือพิมพ์ใหญ่ๆ สื่อมวลชนใหญ่ๆ ห้า ไปหาพรีเซ็นเตอร์ เป็นนักการเมืองใหญ่ๆ สี่ห้าองค์ประกอบนี่รวมกัน เราได้พระเครื่องชั้นยอดมารุ่นหนึ่ง ปล่อยออกสู่ตลาด คนก็แห่แหนไปบูชาจะเหยียบกันตาย คนทำก็รวยไป คนบูชาก็โง่ พระพุทธศาสนาบอบช้ำ เรากำลังหากินบนความโง่ความหลงของญาติโยม

@ แต่ระยะหลัง ดูเหมือนมีคนหันมาสนใจเรื่องพุทธศาสนาและการปฏิบัติธรรมกันมากขึ้นด้วยเหมือนกัน ?

น่ายินดีมากเลย เริ่มมีกระแสที่คนหันมาสนใจพุทธศาสนา ถึงขนาดกล่าวได้ว่าเป็นปรากฏการณ์ แล้วเป็นพระพุทธศาสนาเชิงลึกด้วยนะ สังเกตมั้ยว่า คนหันกลับมาสนใจสมาธิวิปัสสนา และชาวบ้านเริ่มรวมกลุ่มกันสอนสมาธิที่บ้าน นี่คือ นิมิตดีว่าสังคมไทยเริ่มหันมาสนใจพระพุทธศาสนาที่ตัวเนื้อหาสาระอีกครั้งหนึ่ง น่าสังเกตว่าคนที่สนใจแบบนี้เป็นระดับปัญญาชนนะ อย่างคนที่อ่านหนังสือของอาตมา หลายคนเราก็นึกไม่ถึงว่า เอ้อ เขาก็มีเวลาอ่านนะ อ่านแล้วก็มาพบมาคุย เป็นอาจารย์ เป็นนักศึกษา ผู้หลักผู้ใหญ่ในวงการต่างๆ อ่านแล้วก็มาคุยกัน เราก็เริ่มเห็นพลังเงียบทางธรรมะ

@ ในแง่การตอบสนองจากฝ่ายสงฆ์เป็นอย่างไรคะ

สังคมหันมาสนใจเนื้อหาสาระ ขณะที่พระกลับไปสนที่เปลือก คือ เรามีพระที่เป็นครูวิปัสสนากรรมฐานก็เยอะ แล้วญาติโยมที่สนใจแนวนี้ก็มีเยอะ แต่ก็มีพระส่วนที่เดินสวนทางกับชาวบ้านน่ะนะ ขณะที่ชาวบ้านเดินเข้าวัด พระก็เดินสวนออกไปหาลาภยศสรรเสริญก็มี หรือท่านที่รู้ตัว รับรู้กระแสของสังคมก็เป็นเรื่องของปัจเจกบุคคลมากกว่า โดยพระสงฆ์กระแสหลักรู้สึกจะยังเหมือนเดิม ไม่ได้หันมาสนใจอะไรนัก ยังยุ่งอยู่กับเรื่องเดิมๆ ปัญหาเดิมๆ เราคงต้องฝากอนาคตไว้กับพระทางเลือก ที่ไม่สนใจลาภสักการะ แต่สนใจธรรมะจริงๆ 

@ ต้องเลือกพระหรือคะ

เมื่อคนสนใจธรรมะที่แก่น ก็เท่ากับว่า สังคมกำลังเรียกร้องพระที่เป็นพระจริงๆ คือ เมื่อสนใจธรรมะที่แก่น พระก็ต้องมีแก่นไปให้เขา ใช่มั้ย ฉะนั้น เราน่าจะได้พระจริงขึ้นมาอีกเยอะนะ น่าจะเป็นแนวโน้มที่ดี ที่จริงอาตมาไม่ได้ห่วงเท่าไหร่นะ สังคมไทยในแง่ที่เขาจะสนใจศาสนาหรือไม่สนนะ อาตมาห่วงแต่สังคมสงฆ์นี่แหล่ะ ที่ไม่ตื่นตัวซะที เวลาเรานึกถึงพระ เรารู้สึกว่าท่านให้เราพึ่งได้ไม่เท่าไหร่ใช่มั้ย บางปัญหาสังคมเห็นว่าไฟมันลามทุ่งแล้วนะ ท่านน่าจะดับ แต่ท่านก็ไม่ดับใช่มั้ยล่ะ อย่างภาคใต้นี่ วัดโดนถล่มไป 3 แห่ง ท่านก็เงียบ 

@ ในหมู่สงฆ์มีการคุยถึงปัญหาร้อนๆ เหล่านี้บ้างมั้ยคะ

คุยกัน แต่มันไม่มีพลวัตจนถึงขั้นจะสร้างความมั่นใจให้ญาติโยมได้ เป็นเสียงสะท้อนที่เงียบ อาตมามองอย่างนี้นะ ถามว่าทำไมเป็นแบบนี้ อาตมาก็ว่าเราต้องมองเชิงโครงสร้างด้วย อย่าไปโทษพระทีละรูป แล้วว่าท่านแย่อย่างนั้นอย่างนี้คงไม่ได้ ที่ท่านแย่เพราะอะไร ก็องค์โน้นแย่ก่อน ท่านก็แย่ตาม แล้วที่องค์โน้นแย่ ก็เพราะโครงสร้างมันเป็นอย่างนั้น โครงสร้างมันเอื้อให้อืด มันก็ต้องอืดใช่มั้ย 

อย่างโยมปลูกต้นไม้ แล้วรอบๆ ต้นไม้มันมีกรง จะให้มันบานสะพรั่งออกไปนอกกรงได้ยังไงล่ะ ฉะนั้น ถ้าจะแก้ปัญหาตรงนี้ ต้องรื้อโครงสร้างแล้วทำใหม่ ซึ่งที่ผ่านมาก็รื้อๆ ปรับๆ กันนะ แต่ไม่ได้ปรับเปลี่ยนภารกิจขององค์กร จะแก้ปัญหามันต้องมีวิสัยทัศน์ พันธกิจต้องชัดเจน แล้วถึงไปเอาคนเอาโครงสร้างมาใส่ แต่ของเรา หนึ่ง วิสัยทัศน์ไม่ชัดเจน สอง พันธกิจพร่ามัวมาก แล้วก็รื้อโครงสร้าง พอรื้อเสร็จ ปรากฏว่า เหมือนเดิม ไม่รู้จะรื้อไปทำไม อาตมาก็มองว่ามันเป็นเหล้าเก่าในขวดใหม่นะ ทำไปก็ไม่ได้อะไร ญาติโยมก็อ่อนใจอยู่ตามเดิม

@ ฟังแล้วสิ้นหวังมากนะคะ

โยมก็อย่าเพิ่งหมดกำลังใจกัน พระดีๆ มีเยอะ แต่เราไม่ค่อยรู้จัก เหมือนคนดีที่มีเยอะในทางโลกใช่มั้ย แต่พอโครงสร้างมันไม่เอื้อ ก็ทำให้ท่านไม่สามารถโดดเด่นออกมาทำงาน แล้วคนดีก็ไม่ได้มารวมกันใช่มั้ย กระจัดกระจายกันอยู่น่ะ อย่ามองอะไรเป็นสีดำไปหมด โอ๊ย ไม่ไหว้แล้วพระ ไหว้ไม่ไหว ที่จริง สีดำสีขาวมันก็อยู่ด้วยกัน อยู่ที่ว่าด้านไหนมันจะหันมาให้เราเห็นก่อน มันอยู่ติดกันนั่นแหละ มองอีกด้านหนึ่ง แล้วจะเห็นว่าเรายังมีหวังอยู่ คิดอย่างนี้จะดีนะ

Tags : พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี ว.วชิรเมธี

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 8

ผมว่าท่าน ว. กำลังหลงทางนะครับ 1.หลงว่าสิ่งที่ท่านเองวิเคาะห์ถูก (ซึ่งดูเหมือนว่าท่านจะคิดเองเออเองซะมากกว่า)2.หลงว่าท่านคือผู้ชี้ทางโลก(ที่จริงคำสอนของพระพุทธเจ้าต่างหากที่ชี้นำโลก )3.หลงว่าท่านเก่ง (คนที่หลงว่าตนเองเก่งน่ากลัวมาก น่ากลัวกว่าคนที่ไม่รู้ว่าตัวเองเก่ง เพราะถ้าหลงว่าตนเองเก่งก็ยากที่จะรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น อยากจะบอกท่านว่า ปริยัติที่ท่านศึกษามันเป็นแค่เพียงบันไดขั้นแรกหากท่านยังไม่ได้ศึกษาเรื่อง ปฏิบัติ ปฏิเวธ ก่อนเทศนา มันก็ยังคงสามารถเห็นผิดเป็นถูกได้ คือเชื่อมั่นในความคิดของตนเอง ภูมใจในความคิดของตนเอง ถึงแม้คำที่สื่อออกมามันจะคม มันจะสละสรวย ชวนให้คิดสกิดใจก็ตามที แต่มันก็หาใช่หมายความว่าจะถูกต้องเสมอไป เพราะการศึกษาเพียงแค่ทางด้านทฤษฎีเองไม่สามารถตอบโจทย์ได้หมดทุกอย่าง

ความคิดเห็นที่ 7

ผมว่าท่าน ว. กำลังหลงทางนะครับ 1.หลงว่าสิ่งที่ท่านเองวิเคาะห์ถูก 2.หลงว่าท่านคือผู้ชี้ทางโลก3.หลงว่าท่านเก่ง ต้องบอกว่าบางอย่างที่ท่านวิเคาะห์มันยังไม่โดน และมีเค้าว่ามันจะผิดด้วย เช่นเรื่องที่ท่านบอกว่า คนเราจะมัวหลงทำทานอยู่ทำไม ก็ในเมื่อสามารถเข้านิพพานได้ในชาตินี้ อันนี้ยังไม่เคลีย์ครับ เพราะพระพุทธเจ้าท่านยกเอาทานบารมีมาเป็นบันไดก้าวแรกในการขึ้นไปสู่บันไดขั้นสุดท้ายคือพระนิพพาน อยากจะบอกท่านว่า ปริยัติที่ท่านศึกษามันเป็นแค่เพียงบันไดขั้นแรกหากท่านยังไม่ได้ศึกษาเรื่อง ปฏิบัติ ปฏิเวธ ก่อนเทศนา มันก็ยังคงสามารถเห็นผิดเป็นถูกได้ คือเชื่อมั่นในความคิดของตนเอง ภูมใจในความคิดของตนเอง อันเป็นเหตุที่จะนำพาตัวท่านและคนที่หลงเชื่อในวาทะท่านไปสู่ทาง * ได้ เพราะการศึกษาเพียงแค่ทางด้านทฤษฎีเองไม่สามารถตอบโจทย์ได้หมดทุกอย่าง และไม่สามารถยืนยันได้ว่ามันถูก100%อย่าเพียงแค่คิดคำคมๆมาพูดเท่านั้น มันอาจจะดูสวยดี เพราะดี ชวนให้คิดดี แต่มันก็อาจหลอกตัวท่านเองด้วยความคิดของท่านเองก็เป็นได้

ความคิดเห็นที่ 6

ผมว่าท่าน ว. กำลังหลงทางนะครับ 1.หลงว่าสิ่งที่ท่านเองวิเคาะห์ถูก 2.หลงว่าท่านคือผู้ชี้ทางโลก3.หลงว่าท่านเก่ง อยากจะบอกท่านว่า ปริยัติที่ท่านศึกษามันเป็นแค่เพียงบันไดขั้นแรกหากท่านยังไม่ได้ศึกษาเรื่อง ปฏิบัติ ปฏิเวธ ก่อนเทศนา มันก็ยังคงสามารถเห็นผิดเป็นถูกได้ คือเชื่อมั่นในความคิดของตนเอง ภูมใจในความคิดของตนเอง อันเป็นเหตุที่จะนำพาตัวท่านและคนที่หลงเชื่อในวาทะท่านไปสู่ทาง * ได้ เพราะการศึกษาเพียงแค่ทางด้านทฤษฎีเองไม่สามารถตอบโจทย์ได้หมดทุกอย่างต้องผ่านการศึกษาทางด้าน ปริยัติ นำมาสู่ปฏิบัติ พัฒนาด้วยปฏิเวธ เมื่อเทศนาก็จะได้ไม่ผิดเพี้ยนครับ

ความคิดเห็นที่ 5

สิกขา : การศึกษาเป็นกระบวนการพัฒนาชีวิต ให้มีคุณภาพฯ คิด พูด ทำ อย่างเป็นระบบ ฯ

ความคิดเห็นที่ 4

ติดตามอ่านงานของท่านเกือยทุกเล่ม จากเล่มแรกที่ทำให้ติดตามธรรมะ และ1 ปีที่อ่านจนครบ รู้สึกว่าชีวิตดีขึ้นมาก คะปลงมาก เมื่อวางมากก็สุขมากขึ้นอยากจะขอบคุณท่านด้วยใจจริง แต่พักหลังๆ เน้นทางเหตุบ้านการเมืองมากนะคะ อ่านแล้วเครียดกว่าเดิม จึงไม่ค่อยอ่าน และเริ่มไปหางานเขียนของท่านอื่นๆบ้าง ตั้งใจไว้ว่าวันหนึ่งอยากไป ฟังธรรมจากปากท่านตัวเป็นๆ คะ
อย่างไรก็ตาม งานที่อ่านแล้ว ก็มอบให้ผู้สนใจต่อไป ขอให้ท่านได้บุญเยอะๆ นะคะ

ความคิดเห็นที่ 3

He set a great example how a Buddhist monk should behave. It is a pity to see many temples in Thailand have "corruptive" monks that destroys the faith of Bhuddism.

ความคิดเห็นที่ 2

แสดงความดีใจด้วย ที่ไทยเรายังมีพระดี เเต่ลองไปดูที่,วัดศรีจุฬา ต.ศรีจุฬาอ.เมือง จ.นครนายก พระเล่นหวยใต้ดินกันตรึม บางครั้งได้เลขจากหมาที่เลี้ยงไว้ในวัด แล้วจะทำกันยังไงกันต่อไป

ความคิดเห็นที่ 1

ฮาดีครับ แ่ต่มีสาระ

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

Video

advertisement

advertisement