กรุงเทพธุรกิจ

  •  

Life Style : สุขภาพ

วันที่ 26 มกราคม 2552 01:00

ยาลดไขมันในเลือด คุณอนันต์แฝงโทษมหันต์(ถ้าไม่ระมัดระวัง) (1)

ยาลดไขมัน Simvastatin

ยาลดไขมัน Simvastatin

ยาเป็นปัจจัยสี่อย่างเดียวกระมังที่มีคุณอนันต์ แต่ก็อาจมีโทษมหันต์

การรักษาด้วยยา มีเป้าประสงค์ คือ เพื่อป้องกันความผิดปกติที่มีโอกาสเกิดขึ้น (primary prevention) หรือเพื่อบรรเทาอาการ และ/หรือความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้วกับเนื้อเยื่อหรืออวัยวะนั้นๆ เมื่อโรคเกิดขึ้นแล้ว และเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคนั้นซ้ำซ้อนอีก (secondary prevention) ดังนั้น ต้องชั่งใจว่ายาที่ได้รับต้องไม่กลายเป็น "ผู้ร้าย" เสียเอง หรือถ้าได้รับยาหลายตัวพร้อมกัน ร่างกายอาจกลายเป็น "สนามรบ" ของยาต่อสู้กันเอง

อาการไม่พึงประสงค์เหล่านี้ ทำให้ต้องระมัดระวังในการใช้ยา ใช้เมื่อจำเป็น ใช้เมื่อมีข้อบ่งชี้ที่ชัดเจน จะใช้ไปนานเท่าใด และถ้าใช้ยาชนิดหนึ่งอยู่แล้วถ้าได้รับตัวใหม่เข้าไป (อาทิเช่น สำหรับอาการอื่นๆ หรือโรคอื่นๆ) ต้องคิดก่อนว่าจะไปด้วยกันได้หรือไม่ กล่าวคือ ต้องประเมินข้อดี-ข้อเสียของการใช้ยาเสียก่อนเสมอ

ขณะเดียวกัน ต้องไม่กลัวจนขึ้นสมองว่า ยาคือสารเคมี สารพิษ ทำลายตับ ไต เพราะโรคบางโรคถ้าไม่ควบคุม รักษา ป้องกันอย่างเหมาะสม มีอันตรายแฝงมากกว่ายา และกลายเป็นคำกล่าวอ้างของผู้ขายอาหารเสริมหรือทางเลือกบางประเภท ว่า สินค้าของเขาสกัดจากผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ เพราะฉะนั้น มีประโยชน์ และปลอดพิษ 100% ซึ่งมีความเป็นจริงหรือเป็นไปได้น้อยมาก ดังได้กล่าวย้ำอยู่เรื่อยๆ ในบทที่ผ่านมา

ในเรื่องของไขมันในเลือด มีไขมันร้ายหลายชนิด ที่รู้จักกันดี คือ ไขมันคอเลสเตอรอล (cholesterol) โดยเฉพาะตัวเลวที่ชื่อว่า LDL (low density lipoprotein) เป็นผู้ร้ายก่อให้เกิดเส้นเลือดตีบตัน ผนังหนา นำมาซึ่งโรคของหลอดเลือดหัวใจ หัวใจวาย และโรคเส้นเลือดสมองตีบอัมพฤกษ์ อัมพาต จึงเป็นเหตุให้ต้องควบคุมระดับไขมันร้ายในเลือดนี้ ทั้งๆ ที่บางครั้งผู้ป่วยยังไม่มีอาการผิดปกติใด

แต่เดิมมามียาลดไขมันในเลือดหลายขนาน (ต่อไปจะย่อเรียกยาลดไขมัน ชื่อนี้ทำให้หลายท่านเข้าใจผิด นำไปใช้เพราะหวังจะลดไขมันที่พอกพูนใต้ผิวหนัง ไม่ใช่นะครับ) แต่ระยะหลังยาที่ใช้ได้ผลดีในการลดไขมัน และช่วยป้องกันโรคได้อย่างมีหลักฐานชัดเจน และดูเหมือนมีอันตรายน้อย คือ ยากลุ่ม statin โดยตัวแรกๆ ที่ได้รับการรับรองออกสู่ตลาด ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1991 ในสหรัฐ คือ Simvastatin (ชื่อสามัญ) เช่น Zocor (ชื่อการค้า) ครองตลาดอยู่นานปี จนมีพี่น้องลูกหลานตามมาหลายตัว อาทิเช่น Atorvastatin (เช่น Lipitor) Rosuvastatin (เช่น Crestor) และอื่นๆ อีกมากมาย

อย่างไรก็ตาม ยากลุ่มนี้เป็นที่ทราบตั้งแต่ต้นว่า ยาอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงบ้าง แต่กระนั้นเนื่องจากการใช้ยากลุ่มดังกล่าวกว้างขวางมากในโลกนี้ เพราะการป้องกันความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง ซึ่งนำมาซึ่งความสูญเสียสูงทั้งผู้ป่วย ญาติ และเงินที่ต้องใช้ในการรักษา ทำให้ก็ยังเกิดอาการไม่พึงประสงค์ที่พบน้อยตอนแรก หลุดรอดออกมาได้เรื่อยๆ

ตัวอย่าง ...คุณมงคล (นามสมมุติ) อายุ 65 ปี มีโรคประจำตัว คือ ลงพุง (โรคอ้วนลงพุง เส้นรอบพุงยาวกว่า 90 เซนติเมตรในชาย 80 เซนติเมตรในหญิง ซึ่งได้รับการพิสูจน์จากหลายสำนักแล้วว่ามีความเสี่ยงของโรคหัวใจ อัมพฤกษ์ มากกว่าก้นใหญ่จากการสะสมของไขมัน) และความดันเลือดสูง ประมาณแปดปีที่แล้ว คุณมงคลเกิดอัมพฤกษ์ของก้านสมองทำให้มีเดินโซเซ เห็นภาพซ้อน และกลืนสำลัก

หลังรักษาอาการดีขึ้นรวมทั้งความดันโลหิต และแม้อาการกลืนสำลักยังคงมีอยู่ แต่ก็ไม่สามารถหยุดยั้ง การบริโภคอาหารนานาชนิดได้ คุณมงคลมีอาการเหนื่อยมากและแน่นหน้าอก 2 เดือนที่แล้ว ได้รับการผ่าตัดเส้นเลือดหัวใจ หลังจากนั้น ได้รับยาเพิ่มเติม คือ ยาลดไขมัน Simvastatin (ชื่อสามัญ) โดยมีขนาดเพิ่มเป็น 40 มิลลิกรัมต่อวัน จากเดิมที่ใช้ขนาด 10 มิลลิกรัม

คุณมงคลมีอาการดีขึ้นมาเรื่อยๆ ทำการเลี้ยงฉลองที่รอดชีวิตหลายครั้ง จน 6 อาทิตย์ถัดมาเกิดข้อหัวแม่เท้าอักเสบ ซึ่งเกิดจากโรคเกาต์ (Gout) และได้รับยาแก้ปวดเกาต์ชื่อ Colchicine และได้กินอยู่ตลอดในขนาดวันละ 2 เม็ด เพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำ 1 อาทิตย์ก่อนหน้าที่เข้าโรงพยาบาล (อีกครั้ง) คุณมงคลปวดเมื่อยกล้ามเนื้อตามต้นแขน บ่า ไหล่ ต้นขา น่อง อาการเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ แวะเวียนไปหาแพทย์ 2 ครั้ง ได้รับการวินิจฉัยว่า อาจเป็นไข้หวัดกลางใหญ่กลางเล็ก

กล่าวคือ อาจเป็นจากติดเชื้อไวรัสซึ่งไม่ใช่ฟลู (Influenza) แต่มากกว่าหวัดธรรมดา ต่อมามีอาการขาอ่อนแรงทั้งสองข้าง ซึ่งลามมาที่แขนและเป็นมากจนขึ้นบันไดต้องใช้คนพยุง จนต้องเข้าโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ผลการตรวจร่างกายพบว่า แขน ขา อ่อนแรงมากทั้ง 2 ข้าง และยังคงมีอาการปวดเมื่อยทั่วทั้งตัว ตรวจเลือดพบว่ามีการสลายของเซลล์กล้ามเนื้อ และมีผลทำให้ตกตะกอนในไต ทำให้ไตเริ่มทำงานบกพร่องไปจากเดิมซึ่งเป็นไม่มาก นอกจากนั้น คุณมงคลยังได้รับการตรวจอีกหลายอย่างทั้งคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อ-ประสาท และการตัดกล้ามเนื้อไปชันสูตร

นอกจากนั้น ยังจะทำการตรวจหาสาเหตุกล้ามเนื้ออ่อนแรงอีกหลายอย่าง ญาติของคุณมงคลได้มาปรึกษาความเห็นว่าควรจะต้องตรวจอะไรต่อมิอะไรต่อไปหรือไม่ และทำอย่างไรจึงจะเดินได้อีก จากประวัติและอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง น่าจะมาจากการเกิดปฏิกิริยาไม่พึงประสงค์จากยาลดไขมัน ทั้งๆ ที่คุณมงคลกินอยู่แล้วเป็นเวลาหลายปี แต่ในระยะหลัง ได้ปริมาณเพิ่มขึ้นจากเดิม รวมทั้งยังได้ยาลดไขมันร่วมกับยาโรคเกาต์ Colchicine ซึ่งในบางรายทำให้เกิดโรคของกล้ามเนื้อและเส้นประสาท (neuromyopathy) อยู่แล้ว ประกอบกับการทำงานของไตไม่ปกติ

เหล่านี้ทั้งหมดเป็นปัจจัยส่งเสริมให้เกิดปวดกล้ามเนื้อจนถึงแหลกสลาย (rhabdomyolysis) ซึ่งถ้าเป็นรุนแรงจะไปตกตะกอนในไตและไตวายต่อไปได้ หลังจากคุณมงคลหยุดยา Simvastatin และ Colchicine อาการก็เริ่มทุเลา และเริ่มลุกขึ้นยืนเดินโดยช่วยพยุงภายใน 2 อาทิตย์ และกลับเป็นปกติใน 6 อาทิตย์

ภาวะส่งเสริมให้เกิดกล้ามเนื้อผิดปกติ ยังเกี่ยวกับอายุ คือ มากกว่า 65 ปี มีโรคต่อมธัยรอยด์ทำงานน้อย (hypothyroidism) มีไตทำงานไม่ปกติ การได้รับยาอื่นๆ ร่วมที่สำคัญ คือ ยาลดไขมัน Gemfibrozil (เช่น Lopid) และกลุ่ม Fibrate อื่นๆ ทั้งหมด โดยที่บางครั้งผู้ป่วยจะมีไขมันสูงทั้ง cholesterol และ triglyceride ในกรณีนี้ ไม่ควรใช้ Simvastatin ในขนาดเกิน 10 มิลลิกรัมต่อวัน เมื่อมียาลดไขมันดังกล่าวร่วมด้วย (ปริมาณ Simvastatin ในรายปกติใช้ได้ ตั้งแต่ 5-80 มิลลิกรัมต่อวัน) ยาอื่นๆ ที่ต้องระวัง เพราะเป็นยาที่ทำให้ระดับ Simvastatin สูงขึ้นมาก

ดังนั้น ไม่ควรใช้ร่วมกับ Simvastatin เลย อาทิเช่น ยาป้องกันการเต้นผิดปกติของหัวใจ Amiodarone (เช่น Cordarone) Verapamil (เช่น Isoptin) ยาฆ่าเชื้อรา Itraconazole Ketoconazole  ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย Erythromycin  Clarithromycin (เช่น Klacid) และยาโรคเอดส์ HIV protease inhibitors และยาต้านซึมเศร้า Nefazodone และห้ามดื่มน้ำผลไม้ชื่อ Grapefruit เกินวันละ 1 ลิตร

นอกจากนั้น Simvastatin ยังมีปฏิกิริยาเสริมหรือต้านฤทธิ์กับยาอื่นๆ อีกหลายชนิด อย่างนี้เรียกว่ายาตีกัน นอกจากนั้น ห้ามให้เด็ดขาดในสตรีมีครรภ์และควรแน่ใจว่าไม่มีแผนที่จะมีบุตรในขณะที่ใช้ยา เนื่องจากเด็กอาจพิการและไม่ควรให้ในสตรีที่ให้นมลูก รวมทั้งยาเองยังทำให้เกิดตับอักเสบได้

ที่หมอเล่ามายืดยาวขนาดนี้ ไม่ได้หมายความว่าต่อไปนี้ไม่ควรใช้ยาในกลุ่ม statin ยาในกลุ่มนี้ทั้งหมดมีความดีที่พิสูจน์แล้วในหลายการศึกษาขนาดใหญ่ทั่วโลก คือ เก่งกาจสามารถป้องกันโรคหัวใจ อัมพฤกษ์ แต่ยาแต่ละตัวในกลุ่มนี้แตกต่างกันบ้างในประสิทธิภาพในการคุมไขมันในเลือดชนิดต่างๆ ซึ่งไม่มากนัก แต่อาการไม่พึงประสงค์จะเหมือนกันทั้งกลุ่ม ดังนั้น จึงไม่น่าต้องเสาะแสวงหายาแพงๆ ในกลุ่มนี้มาใช้

สุดท้ายของสุดท้ายเรื่องราวของคุณมงคลยังไม่จบ ยังมีตอนต่อไปนะครับ ติดตามอ่านได้ในกรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 2 กุมภาพันธ์ และฝากเรียนว่า บทความที่เขียนในกรุงเทพธุรกิจทั้งหมด และในที่อื่นๆ สามารถสืบค้นได้ที่ www.cueid.org ครับ ขอให้ปลอดภัย และโชคดีปีกระทิงไฟด้วยครับ

 


ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา fmedthm@gmail.com www.cueid.org

Tags : ยาลดไขมันในเลือด ยาลดไขมัน Simvastatin

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 12

ดิฉันมีโคเลสเตอรอล สูง LDLสูงทานยาลดไขมันBestatin 2๐;วันละ 1 เม็ดบ้างครึ่งเม็ดบ้างมา๒ปี ตอนนี้มีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อที่ไหล่มาก ดิฉันจึงหยุดยาเองและใช้สารสกัดโพลิโคซานอลและนำ้มันปลาแทนอยากถามคุณหมอว่าดิฉันทำถูกไหมคะอยากได้คำแนะนำ

ความคิดเห็นที่ 11

ดิฉันไขมันในเลือดสูงตังแต่อายุ 20 สุงถึง 500 ทานยาลดไขมัน rosuvastatin กับ crestorมา 6 ปี ปีที่แล้วแอดมิดด้วยโรคตับอักเสบ ตรวจไม่พบไวรัส หนึ่งปีผ่านมายังเจ็บตับอยู่เลย นอนต้องตะแคงขวาตลอด นอนหงายก็จะตึงบริเวณตับ คุณหมอมีคำแนะนำไม๊คะ
ปัจจุบันข้อมืออักเสบ เปลี่ยนรูปใช้งานไม่ได้ดีจนแขนลีบไปบ้าง ก่อนจะแอดมิทด้วยโรคตับมีอาการปวดเมือ่ยตัวเหมือนคนไปแบกหามทำงานหนักมาทั้งคืน เหนื่อย อ่อนเพลีย หัวเข่าไม่ดี น่องเจ็บ บางวันต้องใช้ไม้ค้ำไปทำงาน งงตัวเองเหมือนกันว่าไปทำอะไรมา มักจะเหน็บชาง่ายมาก นั่งแป๊บเดียวเหน็บกิน ปวดศรีษะบ่อยมาก เคยไป รพ ตอนตี3 เพระาปวดเหมือนหัวจะแตก อาการอีกอย่างคือจะอึดอัดหายใจไม่เต็มท้องหลังทานอาหารไม่ว่ามากหรือน้อยก็ตาม และจะมีอาการผะอืดผะอมและอ้วกลมตามมา วันนี้ไปหาหมอเพือ่ติดตามอาการเจ็บของตับ หมอตรวจเลือดพบไขมันสูงสี่ร้อยกว่าๆ หมอจัดยาสองตัวนี้ให้อีกแล้ว ดิฉันไม่อยากทานเลย ดิฉันหยุดยาเองมา หนึ่งปีแล้วตั้งแต่เริ่มมีอาการตัวเหลือตาเหลืองและตับอักเสบ แต่ก็ห่วงเรื่องไขมันที่สุูงมากขนาดนี้จริงๆ ทำไงดีค่ะ

ความคิดเห็นที่ 10

ผมเป็นทั้งความดัน เบาหวาน เก๊า เส้นเลือดสมองตีบ ต่อมลูกหมากโต ต้อหิน ล่าสุดหัวใจโต รวมเจ็ดโรค ไม่รูัร่างกายมันจะสู้ไหวแค่ไหน ปัจจุบัน กินยา เม็ดฟอร์มิน 500mg มาดิพลอท10mg (พอดีหมดกินแอมโลดิปินแทน) ซิมวัสเตติน แอ๊สเป๊นท์ ฮาร์นอล สภาวของร่างกายปัจจุบันก็ปรกติ แต่ข้องใจที่กินแอมโลดิปิน แทนมาดิพลอทจะไดไหม อีกวันสองวันก็จะไปหาซื้อมาดิพลอทมากินเหมือนเดิม

ความคิดเห็นที่ 9

เรียน นพ.ระพีพล ไม่ทราบว่าคุณหมอเคยศึกษาเกี่ยวกับ Nutracutical บ้างมั้ยคะ มีผลิตภัณฑ์ที่ NCEP แนะนำให้ใช้แทนยากลุ่ม simvastatin โดยถูกบรรจุอยู่ในหนังสือ PDR ซึ่งสามารถใช้ได้ดีกว่ายาเพราะไม่มีผลข้างเคียง หากคุณหมอตัดสินใจศึกษาข้อมูลจะเป็นประโยชน์กับผู้ป่วยอีกมากเพราะคุณหมอสามารถช่วยเหลือผู้คนอีกมากมายมหาศาลจากการที่ต้องป่วยเพราะผลข้างเคียงของยา หากคุณหมอตัดสินใจที่จะเป็นส่วนหนึ่งการของช่วยเหลือนี้ติดต่อได้ที่ kung_twins@hotmail.com ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 8

ผมไปตรวจเลือดที่อนามัยใกล้บ้าน ผลออกมามีไขมันในเส้นเลือดสูง หมอให้ยา Bestatin 10 (simvastatin 10mg) เหมือนรูปข้างบน มาเยอะมาก คือให้ทานติดต่อกันทุกวัน 4เม็ด เป็นเวลา 3เดือน ก่อนนอน ผมก็หยิบยาขึ้นมาดูมีภาษาไทยตัวเล็กๆสีแดงเขียนด้านหลังว่า(ยาอันตราย)ผมปกติก็ไม่ค่อยได้ทานยาอะไรจึงถามหมอที่จ่ายยาว่าทำไมยาเยอะจังหมอให้คำตอบว่าไขมันผมมีมากในเส้นเลือดต้องใช้ยาเม็ดใหญ่ทานครั้งละ1เม็ด แต่หมดจึงใช้ 4 เม็ดเล็กแทนกันได้ ผมกลับมาทานยาติดต่อกันทุกวันประมาณ 2อาทิตย์ ผมรู้สึกปวดข้อนิ้วกับข้อพับด้านในหัวเข่า ตรงข้อนิ้วมือด้านในมันบวมปวดมากคล้ายผึ้งต่อย ผมรู้สึกปวดมากจึงเอานิ้วมือกดๆแล้วมันก็แตกดูจากผิวหนังด้านนอกเห็นเป็นสีม่วงคล้ำๆจากข้างในคล้ายเลือดมันดันอยู่แล้วปูดพอกดมันเลยแตก ผมรู้สึกช้ำๆอยู่ 2 วันผมเลยหยุดยา ไม่ทราบว่าท่านใดมีคำแนะนำบ้างครับ

ความคิดเห็นที่ 7

ผมมีประสบการณ์ที่น่าทึ่งครับ กับคนรอบตัวที่ เคยใช้ยาลดไขมัน แล้วตอนนี้ลดการกินยาไปได้เยอะเลย ครับ และจากคนที่ต้อง by pass หรือ ทำ บอลลูน ภายใน สองเดือนเอง ครับ เห็นผล ไม่เสียตังมากมาย และไม่เจ็บตัวด้วย เข้ามาแลกเปลี่ยนประสบการณืได้นะครับ parata23@hotmail.com

ความคิดเห็นที่ 6

ผมมีประสบการณ์ตรงจากแม่ผมเกี่ยวกับไขมันในเลือดและเบาหวาน รักษากับคุณหมดที่โรงพยาบาลมา 3 ปี แต่ลดระดับไม่ได้ (>200) และบางครั้งลามไปที่ตา ช่วงหลังใช้วิธีธรรมชาติบำบัด (แพทย์ทางเลือก) มา 4 เดือน ตามนี้ควบคุมระดับได้ (

ความคิดเห็นที่ 5

ผมมีประสบการณ์ตรงจากแม่ผมเกี่ยวกับไขมันในเลือด

ความคิดเห็นที่ 4

เรียนคุณ smith ยา Plendil ที่รับประทานมีผลแทรกซ้อนที่พบบ่อยคือ เท้าบวม ซึ่งไม่เป็นอันตราย เพียงหยุดเปลี่ยนไปใช้ยากลุ่มอื่นก้หายแล้วครับ เรื่องยา ตีกัน เป็นปัญหาจริงๆ ผมเองแนะนำให้ตรวจกับ อายุรแพทย์ ท่านใดท่านหนึ่งเพียงคนเดียวเป็นหลักจะดีกว่าการไปตรวจกับผู้เชี่ยวชาญหลายสาขา แม้แต่ในรพ.เดียวกันเองก็ตามบ่อยครั้งที่แพทย์ละเลยไม่ใส่ใจ เอาง่ายๆ เช่น ไปตรวจไข้หวัด หมอสั่งจ่าย Klacid / Claron มาให้รับประทาน ทั้งๆที่เดิมผู้ป่วยรบประทานยาลดไขมันกลุ่ม statins อยู่ เพียงเท่านี้ ก็เพิ่ม "ความเสี่ยง"จากยาตีกันได้แล้ว จริงอยู่ว่า ยาตีกัน ไม่ได้เกิดกับทุกคนแต่หากเกิดขึ้นแล้วจะมีความเสียหายมากมาย เราต้องช่วยกันป้องกันครับ

ความคิดเห็นที่ 3

เรื่องใกล้ตัวมีประโยชน์ในชีวิตจริง อยากให้ระบบการศึกษาไทยสอนเด็กให้เรียนเรื่องใกล้ตัวให้มากกกกกกกกกว่าเรื่องไกลตัวนะ ขอขอบคุณคุณหมอมา ณ.ที่นี้ด้วยความเคารพ

ความคิดเห็นที่ 2

ผมเชื่อและเข้าใจเรื่องยาตีกันจริงๆครับคุณหมอ/ เนื่องจากผมเป็นโรคความดันโลหิตสูงมาตั้งแต่อายุ 25 - 57 ปีแล้ว
รักษามาหลายโรงพยาบาลและแพทย์ทางโรคความดันจนปัจจุบัน รักษาที่รพ.ใหญ่ ตรงมุมอานุสาวรีย์ชัยฯ มากว่า 5 ปี ที่ได้รับทราบจากผลเจาะเลือดว่า เป็นโรคเก๊า ไขมันในเส้นเลือดสูง และความดันโลหิตสูง
ได้รับยา Simvastatin ขนาด 10 มม. รับประทานอยู่ ประมาณ 1 ปี มีอาการบวมที่เท้า จึงต้องหยุดเอง เพราะ ต่อมารับยาชุดใหม่มาทั้งหมดหลายตัวเช่น Cochicine 0.6 mg., Lipitor 20 mg., Allopurinol 300 mg. (XanDase), Pendril 10 mg. และCo-Diovan 160/25. เนื่องจากฝ่ามือทั้งสองชามากว่า 4ปีแล้ว ก็ได้วิตามิน B1-6-12 มารับประทานอีก 3 เม็ดต่อวัน
เนื่องจากปีที่แล้วเปลี่ยนหมอใหม่และแจ้งว่ายังมีอาการบวมที่เท้าอีกทุกๆวัน ตรวจเลือดก็ยังมีเก๊าและไขมันอยู่บ้างคุณหมอจึงปรับยาให้ใหม่(เลิก Pendril 10 mg. และCo-Diovan 160/25.) จึงรับประทานยาMadiplot 10 mg. แต่ร่วมกับยาตัวเก่าเป็น Allopurinol แต่เหลือเพียง 200 mg., Lipitor 20 mg. และ Cochicine 0.6 mg. ตอนเช้าวันละมื้อ แต่ขาลดอาการบวมลงได้ทันทีครับ ตรวจไตและตับ วันที่ 9 เดือน ม.ค. 52 ก็ปกติดีครับ แสดงถึงผลของยาตีกันที่คุณหมดบางคนไม่สนใจจะพิจารณารายละเอียดของคนไข้ แต่สั่งยาเพราะต้องการให้หายจากโรคที่ตนรับผิดชอบ(ชำนาญทางโรคข้อฯ แต่ไม่ชำนาญทางโรคความดันโลหิตสูง) เท่านั้นก้เป็นได้ กรณีศึกษาของโรงพยาบาลรรัฐบาลมีมากนะครับขอให้เชื่อหมอหลายๆคน อย่ามั่นใจคนใดคนหนึ่งมากเกินไป ดังเช่นกรณีนางงานบราซิลนั่นไงละ?

ความคิดเห็นที่ 1

เป็นเรื่องเตือนใจที่ดีครับ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่อยากให้ผู้อ่านตื่นกลัวจน "ไม่กล้า" รับประทานยากลุ่มนี้ ทั้งๆที่ยากลุ่มนี้มีประโยชน์มากมาย เมื่อเปรียบเทียบกับผลเสียแล้วประโยชน์ยังมากกว่าหากใช้อย่างถูกต้องระมัดระวัง ปัญหาใหญ่ของบ้านเราคือ การไม่ระมัดระวังในการจ่ายยาของแพทย์ และผู้ป่วยเอง ผู้ป่วยเองก็มักไปพบแพทย์หลายแห่งตามอาการ ซึ่งมักเป็นแพทย์เฉพาะทาง (ดูเรื่องอื่นไม่เป็น) หรือซื้อยารับประทานเองซึ่งเป็นอันตรายมีโกาสเกิดยา ตีกันสูงมาก

ยากลุ่มนี้หากใช้อย่างระมัดระวังและถูกต้องแล้ว ประโยชน์มีมากกว่าโทษมากครับ

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า