อภิสิทธิ์ ปาฐกฯนักลงทุนกว่า 600 คน หวังดึงเชื่อมั่นกลับคืน ยอมรับเตรียมแผนสำรองกระตุ้นเศรษฐกิจรอบ 2 ในช่วงไตรมาสสาม
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังปาฐกถาหัวข้อ นายกรัฐมนตรีพบนักลงทุนให้นักลงทุนโดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติราว 650 คน รับฟัง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นการลงทุนให้กลับคืนมา โดยเขาเชื่อมั่นว่า การปาฐกถาของเขาในครั้งนี้ จะทำให้นักลงทุนโดยเฉพาะต่างชาติ เข้าใจการทำงานของรัฐบาลมากขึ้น
นอกจากนี้ รัฐบาลจะเร่งทำความเข้าใจในเรื่องเหล่านี้ในอีกหลายเวที โดยในต้นเดือนหน้ารัฐบาลจะนำคณะไปโรดโชว์ยังประเทศญี่ปุ่น เนื่องจากเป็นนักลงทุนที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากเป็นอันดับ 1
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า นอกเหนือจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เพิ่งผ่านการประชุมครม.วงเงินกว่าแสนล้านบาทแล้ว รัฐบาลยังจะมีแผนสำรอง (แผนบี) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งในขณะนี้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างศึกษาถึงแหล่งเงิน โดยยอมรับว่ารัฐบาลอาจมีความจำเป็นต้องกู้เงินต่างประเทศ เข้ามาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ยังไม่ได้ข้อสรุปวงเงินที่ชัดเจน
"เรามีแผนกระตุ้นเศรษฐกิจรอบแรกแล้ว ซึ่งจะเริ่มทำงานได้ในไตรมาสแรก ไตรมาสสอง และไตรมาสสาม แต่ไม่มีใครทราบว่าพอถึงไตรมาสสาม สถานการณ์จะเป็นอย่าไร รัฐบาลจึงจำเป็นต้องทำแผนรองรับ กระทรวงการคลังก็เตรียมแผนอยู่ ทั้งในเรื่องของแหล่งเงินทุน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องใช้ จะต้องประเมินสถานการณ์ความจำเป็นก่อน แต่รัฐบาลจะต้องทำงานด้วยความไม่ประมาท จึงต้องเตรียมแผนสำรองไว้ตลอดเวลา เพื่อปูทางไปสู่การดำเนินนโยบายในระยะสั้นและระยะยาวมากขึ้น" นายกรัฐมนตรี ระบุ
ผู้สื่อข่าวถามว่า ในแผนสำรองเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ จะต้องกู้เงินวงเงินสูงถึง 1 แสนล้านบาทใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า เพดานเงินกู้ของรัฐ จะมีสัดส่วนที่ถูกจำกัดให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามรัฐบาลจะต้องระมัดระวังมากขึ้นหากเป็นการกู้หนี้จากต่างประเทศ
"ยังไม่มีการพูดชัดเจนขนาดนั้นว่าจะต้องกู้เงินมากถึงแสนล้านบาท แต่อาจจะเป็นตัวเลขที่กระทรวงการคลัง คำนวณอยู่ในเรื่องของเพดานต่างๆ" นายกรัฐมนตรี ระบุ
นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงประเด็นเสถียรภาพทางการเมืองว่า มีความเชื่อมั่นว่า คนไทยส่วนใหญ่ ต้องการให้ยุติความขัดแย้งเพื่อให้ประเทศเดินไปข้างหน้า โดยเห็นว่าความขัดแย้งทางความคิดเกิดขึ้นได้ แต่จำเป็นต้องจำกัดความขัดแย้งให้อยู่ในระบบรัฐสภา
"ผมได้ตอบคำถามนักลงทุนเรื่องความเห็นทางการเมืองที่แตกต่างกันต้องมีตลอดไป แต่เราต้องขีดวงให้ความขัดแย้งทางการเมืองมันจำกัดอยู่ในระบบของเราเอง ไม่ให้ไปอยู่ใต้ดินหรือบนถนน ไม่ให้ไปกระทบต่อบ้านเมืองทำให้ธุรกิจเสียหาย ถ้าเราทำตรงนี้ได้ผมว่าจะสำคัญมากกว่าอายุของรัฐบาล เพราะจะทำให้เศรษฐกิจเดินไปได้"
ต่อคำถามที่ว่า การยื่นอภิปรายของฝ่ายค้านจะทำให้อายุของรัฐบาลสั้นลงหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เร็วเกินไป ที่จะไปประเมินอะไร เมื่อถึงเวลานั้นก่อนจึงจะรู้ว่าฝ่ายค้านมีเหตุผลอะไรในการยื่นยัตติ ขณะที่รัฐบาลก็มีหน้าที่ชี้เจง ทุกคนต้องตรวจสอบได้เมื่อมีการนำเสนอข้อมูลก็ต้องมีการตรวจสอบต่อไป
นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงกรณีที่นักลงทุนต้องการให้เพิ่มเติมสิทธิประโยชน์การลงทุน ซึ่งประเด็นนี้ นายกรัฐมนตรี ยอมรับว่า ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของนักลงทุนได้ทั้งหมด แต่สิ่งที่รัฐบาลจะดำเนินการได้คือการกำหนดกติกาให้มีความชัดเจน ไม่เกิดช่องโหว่ของกฎหมายที่นำไปสู่การทุจริต
"การสร้างความแน่นอนในการบังคับใช้กฎต่างๆ เป็นสิ่งที่ต้องทำ ข้อวิตกของนักลงทุน คือ เขาไม่มั่นใจในการบังคับใช้กฎหมาย เช่น การถือครองที่ดิน หรือคอนโดมิเนียม ซึ่งเป็นปัญหากับเขามาก ส่วนข้อเรียกร้องหลายอย่าง ผมไม่เชื่อว่าจะสามารถตอบสนองได้ทั้งหมด แต่อะไรก็ตามที่เป็นกติกาเราจะต้องทำให้เกิดความชัดเจน ไม่ให้เกิดความไม่แน่นอน ไม่ให้เกิดปัญหาช่องโหว่ ช่องว่างของการที่จะไปทุจริต" นายกรัฐมนตรีกล่าว และว่า
ได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือบีโอไอไปประมวงปัญหาของนักลงทุนมานำเสนอ ขณะที่คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ที่จะประชุมกันในกลางสัปดาห์นี้ ก็น่าจะสะท้อนปัญหาในเรื่องเหล่านี้ เพื่อนำไปสู่การหาแนวทางแก้ไขปัญหาในที่สุด
Tags : อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ • พบนักลงทุน • มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ •
