คนไทยส่วนหนึ่ง กำลัง "เห่อเหิม" กับแนวคิดเรื่อง "เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy)"
โดยฝันหวานว่า "เศรษฐกิจสร้างสรรค์" จะเป็น "พระเอกขี่ม้าขาว" มาช่วยปลดปล่อยเศรษฐกิจไทยให้รอดพ้นจากห้วงเหวของวิกฤติเศรษฐกิจโลกที่กำลังจมดิ่งลง
แต่คำถามที่ไม่เคยมีใครถาม ก็คือ "เศรษฐกิจสร้างสรรค์" ที่เคยใช้ได้ดีในประเทศพัฒนาที่มั่งคั่งร่ำรวย และถึงขนาดประกาศเป็นวาระแห่งชาติของประเทศอังกฤษนั้น จะสามารถนำมาใช้กับประเทศกำลังพัฒนาอย่างไทยได้หรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อประเทศไทยยังมีระดับการพัฒนาในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา และโครงสร้างพื้นฐานด้าน IT ในระดับต่ำกว่ามาตรฐาน
ในฐานะประเทศที่ล้าหลังกว่าทางด้านพัฒนาการทางเศรษฐกิจ ประเทศไทยจึงควรกำหนดยุทธศาสตร์ที่เหมาะสมและชาญฉลาดในการก้าวเข้าสู่ "เศรษฐกิจสร้างสรรค์" โดยจะต้องมุ่งเน้นไปที่การค้นหา "รากเหง้าวัฒนธรรมไทย" ที่มีความพิเศษและแตกต่างจากประเทศอื่น เพื่อนำมา "ออกแบบและพัฒนา" เป็นจุดขายที่คู่แข่งไม่อาจเลียนแบบได้ ในขณะเดียวกัน จะต้องคิดค้นเครื่องมือใหม่ๆ ที่ช่วยลดทอนจุดอ่อนในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาและโครงสร้างพื้นฐาน IT ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์
สำหรับประเทศอเมริกาที่มีสถานะอำนาจนำในเวทีโลก วัฒนธรรมอเมริกัน ก็คือ วัฒนธรรมโลก ดังนั้น การค้นลึกลงไปเพื่อแสวงหา "รากเหง้าวัฒนธรรม" ที่จะนำมาพัฒนาเป็นจุดขาย ซึ่งสร้างความแตกต่างจากสินค้าเชิงวัฒนธรรมของประเทศอื่นนั้น จึงแทบไม่มีความจำเป็นอันใด แต่สำหรับประเทศไทย ที่ความงดงามของวัฒนธรรมไทยถูกแวดล้อมด้วยวัฒนธรรมที่โดดเด่น และมีอำนาจมากกว่าของประเทศมหาอำนาจทั้งหลาย ย่อมมีความจำเป็นที่จะสร้างจุดขายที่แตกต่างของวัฒนธรรมไทย โดยผ่านเส้นทางการค้นหา "รากเหง้า"
การค้นหา "รากเหง้า" วัฒนธรรมไทย ไม่ใช่เรื่องง่าย คนจำนวนมากเข้าใจผิดว่า "วัฒนธรรม" มีลักษณะหยุดนิ่งตายตัว โดยมีคนรุ่นใหม่ที่หลงใหลกับวัฒนธรรมต่างประเทศ เป็นคนที่ทำให้วัฒนธรรมไทยเสื่อมถอยลง นี่คือ ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน แน่นอนว่า วัฒนธรรมไทยมีรากเหง้าอยู่ในอดีตอันไกลโพ้น แต่วัฒนธรรมก็เหมือนสิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะพลวัตมากกว่าจะเป็นวัตถุสิ่งของที่หยุดนิ่งตายตัว
"รากแก้ว" ของวัฒนธรรมไทยที่เคยให้ร่มเงากับบรรพบุรุษไทย เมื่อเติบโตเต็มที่จนยากที่จะขยายต่อไปได้ก็จะต้องผุพังไป แต่สิ่งที่ทิ้งไว้ คือ "เมล็ดพันธุ์" ซึ่งจะงอกรากเป็น "ต้นไม้วัฒนธรรมไทย" ที่ให้ร่มเงากับคนรุ่นต่อไป ยิ่งกว่านั้น การกลายพันธุ์ของเมล็ดวัฒนธรรมย่อมเป็นเรื่องธรรมดา และเป็นไปตามกฎเกณฑ์ของวิวัฒนาการ ที่วัฒนธรรมเก่าต้องตายไป เพื่อช่วยให้วัฒนธรรมใหม่ได้มี "ที่ว่าง" เพื่อการเติบโต แต่กระนั้น วัฒนธรรมไทยที่เกิดจากเมล็ดพันธุ์ใหม่ ย่อมมีรากเหง้าร่วมกับวัฒนธรรมไทยในครั้งบรรพกาล การค้นหา "รากเหง้า" จึงเป็นภารกิจที่บรรลุได้ แต่ต้องศึกษาผ่าน "กระบวนการวิวัฒนาการทางวัฒนธรรม" ไม่ใช่ฝันเฟื่องแต่การค้นหา "วัฒนธรรมบริสุทธิ์เดิมแท้" ที่ผุพังไปในอดีตอันไกลโพ้นแล้ว
การที่ "ประเทศไทย" ยังรวมตัวอยู่ได้ ไม่แตกเป็นรัฐเล็กรัฐน้อย ก็ย่อมเพราะมีรากเหง้าทางวัฒนธรรมร่วมกัน แต่กระนั้น "รากเหง้า" นี้ ยังมีลักษณะเป็น "ความรู้ฝังลึก Tacit Knowledge" ที่ฝังรากอยู่ในระดับจิตใต้สำนึกของคนในประเทศ แต่กลับไม่สามารถอธิบายออกมาเป็น "ความรู้แจ้งชัด Explicit Knowledge" ที่มีความเป็นรูปธรรมให้ประชาคมโลกสัมผัสรับรู้ได้
คำกล่าวที่ว่า "วัฒนธรรมไทยไร้ราก" จึงน่าจะมาจากสาเหตุที่คนไทย ไม่สามารถแปรเปลี่ยนวัฒนธรรมที่ฝังแน่นอยู่ใน "วิถีชีวิตประจำวัน" ของตนเอง ให้แปรเปลี่ยนเป็น "สัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม" ที่จับต้องได้ สัมผัสได้ มีคุณค่าทางสุนทรียะอันละเอียดอ่อน (Aesthetics)
ความขัดแย้งในการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศกำลังพัฒนาอย่างไทย จึงเกิดขึ้นในจุดนี้ โดยมีทางเลือกแรกที่ได้ผลรวดเร็วกว่าในระยะสั้น คือ การระดมนักออกแบบที่มีอัจฉริยะทางการสร้างสรรค์ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อผลิตสินค้าสร้างสรรค์ (Creative Product) โดยไม่ต้องเสียเวลาและต้นทุนไปกับการค้นหารากเหง้าทางวัฒนธรรม ส่วนทางเลือกที่สองนั้น มุ่งเน้นไปที่การแสวงหาและพัฒนา "จุดแข็ง" เพื่อต่อสู้บนเวทีโลกในระยะยาว โดยเฉพาะการลงทุนลงแรง เพื่อค้นหา "รากเหง้าทางวัฒนธรรม" แล้วนำมาผลิตเป็น "สัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม" ที่สามารถส่งผ่านคุณค่าและความหมายในความเป็นไทย ให้ผู้บริโภคทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศยอมรับ
สำหรับทางเลือกแรกนั้น ย่อมไม่มีอะไรให้กล่าวถึงมากนัก เพราะเป็นเรื่องของผู้เชี่ยวชาญไม่กี่สิบคน แต่สำหรับทางเลือกที่สอง ซึ่งมุ่งค้นหา "รากเหง้า" โดยผ่านการศึกษาวิวัฒนาการของวัฒนธรรมไทยนั้น จะต้องมีการวางแผนยุทธศาสตร์ การบริหารจัดการ และการพัฒนาระบบ เพื่อให้เศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่มีรากฐานจากรากเหง้าวัฒนธรรมไทยนั้น มีความแข็งแกร่ง ยืดหยุ่น และยั่งยืน
อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า ปัญหาของวัฒนธรรมไทยนั้น ไม่ใช่การเสื่อมถอยหรือกลายพันธุ์ แต่เป็นความไม่สามารถแปรเปลี่ยน "วัฒนธรรมไทยในวิถีการดำรงชีวิต" ให้เป็น "สัญลักษณ์วัฒนธรรม" ที่เป็นรูปธรรมและจับต้องได้ ดังนั้น จึงต้องสร้าง "เครือข่าย" ที่เข้มแข็งของคน 2 กลุ่ม นั่นคือ กลุ่มที่มีความโดดเด่นในการใช้ชีวิตบนวิถีวัฒนธรรมไทยที่หลากหลายตามภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศไทย และกลุ่มที่มีความเชี่ยวชาญในการแปลงข้อมูลและวิถีชีวิตที่เข้มข้นนั้นให้กลายเป็นความรู้แจ้งชัด (Explicit Knowledge) ที่คนทั่วไปร่วมรับรู้ได้ รวมถึงศิลปินนักออกแบบที่สามารถ "สกัด" วิถีชีวิตที่เข้มข้นทางวัฒนธรรมให้ตกผลึกออกมาเป็น "สัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม" ที่มีสุนทรียะให้คนทั่วไปได้เสพรับด้วยความซาบซึ้งดื่มด่ำ
