กรุงเทพธุรกิจ

การเงิน-การลงทุน : Guru Forum

วันที่ 28 พฤษภาคม 2555 04:00
วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ
วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ

เฟซบุ๊ค (Facebook)

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

หลังจากสัปดาห์ที่แล้วได้อ่านเทพนิยายกรีกไปแล้ว ซึ่งผู้อ่านหลายท่านแจ้งมาว่าชอบมาก อ่านซ้ำมากกว่าหนึ่งรอบ สัปดาห์นี้เราจะไปสู่โลกเทคโนโลยี

วันนี้จะเขียนถึงเฟซบุ๊คค่ะ เพราะเรื่องกำลังร้อนๆ


สถิติที่รวบรวมโดย Socialbakers บอกว่าชาวกรุงเทพมหานครของเราเล่นเฟซบุ๊คมากที่สุดในโลก คือ มีจำนวนผู้ใช้เฟซบุ๊คถึง 8,682,940 คน ตามมาด้วย กรุงจาการ์ตา ของอินโดนีเซีย และกรุงอิสตันบูล ของตุรกี กรุงลอนดอนยังอยู่ในอันดับสี่ นิวยอร์ก อยู่อันดับ 12 และ ปารีส อยู่อันดับที่ 15


กรุงเทพฯ อัตราการใช้ 104% ซึ่งสันนิษฐานได้หลายประการคือ จำนวนประชากรในกรุงเทพฯ และปริมณฑลที่แท้จริง มีมากกว่าจำนวนประชากรที่เป็นทางการ โดยเรามักจะประมาณว่า กทม.และปริมณฑลมีประชากรประมาณ 12-15 ล้านคน ในขณะที่ตามทะเบียนราษฎร์มีประมาณ 8 ล้านคนเศษ ทั้งนี้ผู้ใช้บางคนอาจลงทะเบียนว่าอยู่ กทม. ทั้งๆ ที่อยู่ต่างจังหวัด และบางคนอาจจะมีบัญชีผู้ใช้มากกว่า 1 บัญชี


อย่างไรก็ดี ดิฉันเชื่อว่าชาว กทม.ของเราใช้เฟซบุ๊ค หรือเล่นเฟซบุ๊คกันมาก เพราะยิ่งเรามีเพื่อนมาก เราก็อยากจะสื่อสารมากขึ้น  ยกตัวอย่างดิฉันเอง มีบัญชีเฟซบุ๊คตั้งแต่ปี 2549 แต่ไม่ค่อยเข้าไปใช้ เพราะจำนวนเพื่อนมีน้อยและแต่ละคนก็เข้าไปใช้ไม่บ่อย พอมาปีนี้มีเพื่อนมากขึ้น ดิฉันเอาบทความไปลงในเฟซบุ๊ค คนเห็นก็มาขอเป็นเพื่อน  เพื่อนๆ ให้ความเห็น ติชมมากขึ้น ก็สนุกขึ้น ตอนนี้ต้องเข้าเฟซบุ๊ควันละสองครั้งคือตอนเช้าหลังตื่นนอนและกลางคืนก่อนนอน


บริษัทเฟซบุ๊คของคุณมาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก เพิ่งจะเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไปจำนวนประมาณ 421.23 ล้านหุ้น เมื่อวันพฤหัสที่ 17 พฤษภาคม ในราคาหุ้นละ 38 ดอลลาร์ โดยเป็นหุ้นออกใหม่ 180 ล้านหุ้น และหุ้นของผู้ถือหุ้นเดิมออกมาเสนอขายอีกประมาณ 241.23 ล้านหุ้น กรณีจองเกิน สามารถนำหุ้นออกมาขายได้อีก 63.185 ล้านหุ้น


บริษัทได้เงินจากการขายหุ้นครั้งนี้ 6,840 ล้านดอลลาร์ ส่วนผู้ถือหุ้นเดิมได้เงินจากการขายหุ้นครั้งนี้ประมาณ 9,167 ล้านดอลลาร์ เมื่อรวมกับที่จองเพิ่มแล้วเท่ากับ 18,407 ล้านดอลลาร์ นับเป็นการเสนอขายหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่อันดับสอง รองจากบริษัทบัตรเครดิตวีซ่า ที่เสนอขายหุ้นต่อประชาชนครั้งแรกไปเมื่อเดือนมีนาคม ปี 2551 ในมูลค่า 19,700 ล้านดอลลาร์


บริษัทเฟซบุ๊คแจ้งในหนังสือชี้ชวนซื้อหุ้นว่า วิสัยทัศน์ของบริษัทคือ “ทำให้โลกเปิดกว้างและเชื่อมต่อกันมากขึ้น” (To make the world more open and connected) บริษัทมีผู้ใช้ที่ใช้อยู่ประจำ (active users) 901 ล้านคน ต่อเดือน มีคนกด Like และแสดงความคิดเห็น 3,200 ล้านครั้ง ต่อวัน มีมิตรภาพเกิดขึ้น 125,000 ล้าน


มูลค่าของบริษัทเฟซบุ๊ค ณ ราคา IPO เท่ากับ 81,244 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 2.56 ล้านล้านบาท และหุ้นของเฟซบุ๊ค เข้าไปซื้อขายในตลาดแนสแด็ก (Nasdaq) เมื่อวันศุกร์ที่ 18 พฤษภาคม โดยในวันที่เข้าไปทำการซื้อขายวันแรกกำหนดไว้ว่าจะเปิดซื้อขายตอน 11.00 น. เพราะต้องเตรียมการรับออเดอร์ที่คาดว่าจะเข้ามามาก แต่หุ้นเปิดซื้อขายได้จริงๆ ในตอน 11.45 น. และเปิดด้วยราคา 42.05 ดอลลาร์ ในครึ่งชั่วโมงแรก ราคาขึ้นไปสูงสุดที่ 43 ดอลลาร์ และปิดการซื้อขายวันแรกด้วยราคา 38.23 ดอลลาร์ ราคาล่าสุด ณ วันศุกร์ที่ 25 พฤษภาคม ปิดที่ 31.91 ดอลลาร์


มีข่าวลือว่าผู้บริหารของบริษัทไม่พอใจที่ตลาดหุ้นแนสแด็กไม่สามารถรองรับการซื้อขายปริมาณมากได้ดีเท่าที่คาดหวัง และมีแผนจะย้ายไปซื้อขายที่ตลาดหุ้นนิวยอร์ก (NYSE Euro Next) แทน  จริงๆ แล้วทั้งตลาดแนสแด็กและตลาดหุ้นนิวยอร์ก ก็ตั้งอยู่ในนิวยอร์ก โดยแนสแด็กอยู่ที่ไทม์สแควร์ ที่นักท่องเที่ยวชอบไปถ่ายรูปกับป้ายโฆษณาแสงสีจัดจ้าน และตลาดหุ้นนิวยอร์กอยู่บนถนนวอลล์ แต่ข่าวนี้ยังไม่มีใครยืนยัน


ที่มียืนยันแน่ๆ คือ ในวันที่ 24 พฤษภาคม มีผู้ถือหุ้นชาวอเมริกัน ยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหาย หลังจากมีข่าวเรื่องของการให้ข้อมูลของบริษัทผู้จัดจำหน่าย โดยมีผู้สงสัยว่าบริษัทผู้จัดจำหน่ายให้ข้อมูลแก่ผู้ลงทุนไม่เท่าเทียมกัน โดยในข้อมูลที่ให้กับผู้ลงทุนสถาบัน มีการลดเป้าหมายรายได้ของบริษัทลง จึงทำให้ผู้ลงทุนสถาบันบางรายไม่จองซื้อในคราวเสนอขายต่อประชาชน เพราะคาดว่าราคาตลาดอาจจะลดลงต่ำกว่าราคาเสนอขายครั้งแรก หรือราคาไอพีโอ (IPO- Initial Public Offering)


อีกข่าวหนึ่งที่เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันก็คือ ผลตอบแทนที่ผู้บริหารอันดับสูงสุด 5 คนแรกได้รับจากบริษัทในปีที่แล้ว สูงถึง 83 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 2,600 ล้านบาท สูงกว่าผู้บริหารของแอ๊ปเปิ้ล 4 เท่า และสูงกว่าผู้บริหารของโกลด์แมนแซคส์ ถึง 10 เท่า  นักวิเคราะห์ต่างมองว่าค่อนข้างสูงเกินไปหน่อย


ดิฉันอ่านหนังสือชี้ชวนของหุ้นเฟซบุ๊ค และเข้าไปหาข้อมูลเปรียบเทียบกับหุ้นแอ๊ปเปิ้ล จาก CNBC ณ ราคาปิดของวันที่ 25 พฤษภาคม แล้ว อยากนำมาแสดงเปรียบเทียบให้ทราบดังนี้ค่ะ


ราคาต่อกำไรสุทธิ (Price to Earnings Ratio หรือ P/E) เฟซบุ๊ค 86.49 เท่า  แอ๊ปเปิ้ล 12.93 เท่า


ราคาเทียบกับกระแสเงินสด (Price to Cashflow) เฟซบุ๊ค 34.27 เท่า   แอ๊ปเปิ้ล 10.68 เท่า


ราคาเทียบกับมูลค่าทางบัญชี (Price to Book) เฟซบุ๊ค 12.62 เท่า  แอ๊ปเปิ้ล  4.99 เท่า


อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Return on Equity) เฟซบุ๊ค  22.84%  แอ๊ปเปิ้ล  45.37%


อัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (Return on Assets) เฟซบุ๊ค  14.41%  แอ๊ปเปิ้ล  27.06%


อัตรากำไรสุทธิ (Profit Margin) เฟซบุ๊ค 18%  แอ๊ปเปิ้ล  23.9%


ถ้าถามดิฉัน ดูอย่างไรหุ้นเฟซบุ๊คก็มีราคาแพง  เป็นลูกค้าผู้ใช้บริการ ดีกว่าเป็นผู้ถือหุ้นในราคา IPO


ขอตัวไปเล่นเฟซบุ๊คก่อนนะคะ


หมายเหตุ : การลงทุนย่อมมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนต้องศึกษาข้อมูลทุกครั้งก่อนการตัดสินใจลงทุน และความเห็นนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน เพื่อเป็นกรณีศึกษาเท่านั้น มิได้ต้องการเชิญชวนหรือแนะนำให้ลงทุนในหุ้นที่กล่าวถึงแต่อย่างใด

 

Tags : วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ เฟซบุ๊ค (Facebook) Socialbakers

Adsense

ความคิดเห็นของข่าวนี้

เพื่อแสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

advertisement

advertisement

AD Position SYNERGY-E

advertisement