ข่าวที่ฮือฮาในแวดวงดิจิทัลของเดือน ก.พ. คงไม่มีข่าวไหน ได้รับความสนใจ มากไปกว่าการเตรียมเปิดขายหุ้นต่อสาธารณะของเฟซบุ๊ค
ข่าวที่ฮือฮาในแวดวงดิจิทัลของเดือน ก.พ. คงไม่มีข่าวไหน ได้รับความสนใจ มากไปกว่าการเตรียมเปิดขายหุ้นต่อสาธารณะ (Initial Public Offering หรือ IPO) ของบริษัทที่ทรงอิทธิพลบนโลกอินเทอร์เน็ตที่สุดในยุคนี้อย่างเฟซบุ๊ค
เฟซบุ๊ค ต้องการระดมทุนด้วยการขายหุ้นมูลค่าประมาณ 10,000 ล้านดอลลาร์ จากมูลค่าของกิจการทั้งหมดที่นักวิเคราะห์หลายสำนักประมาณการอยู่ที่ 75,000-100,000 ล้านดอลลาร์ เทียบกับจำนวนไอพีโอของกูเกิลที่เข้าตลาดหุ้นเมื่อปี 2004 ที่ 1,900 ล้านดอลลาร์จากมูลค่ากิจการขณะนั้น 23,000 ล้านดอลลาร์ นับว่ามูลค่ากิจการของเฟซบุ๊คเมื่อเข้าตลาดหลักทรัพย์นั้น สูงกว่ากูเกิลเกือบ 5 เท่าตัว
ในปี 2011 รายได้ของเฟซบุ๊คอยู่ที่ 3,710 ล้านดอลลาร์ สูงกว่าที่ทำได้ในปี 2010 ถึง 88% คิดเป็นกำไรสุทธิ 1,000 ล้านดอลลาร์ มากกว่าปี 2010 ที่ทำได้ 606 ล้านดอลลาร์
สัดส่วนรายได้หลักถึง 85% มาจากการขายโฆษณาบนแพลตฟอร์มของเฟซบุ๊คเอง (ลดลงจากปี 2010 ที่อยู่ที่ 95%) อีก 15% ที่เหลือ มาจากเกม ซึ่งแบ่งเป็น 12% จากบริษัท ซิงกา ผู้พัฒนาเกมฟาร์มวิลล์อันโด่งดังและอีก 3% เป็นเกมของบริษัทอื่น
ค่าใช้จ่ายที่น่าสนใจของเฟซบุ๊ค คือ ค่าวิจัยและพัฒนา (R&D) ซึ่งกระโดดสูงขึ้นจาก 9 ล้านดอลลาร์เมื่อปี 2010 มาเป็น 114 ล้านดอลลาร์ในปี 2011 (มากกว่าเดิมถึง 11.66 เท่า) ซึ่งมองได้ว่าเฟซบุ๊คให้ความสำคัญกับการพัฒนาแพลตฟอร์มของตัวเองเป็นอย่างมาก มีการจ้างคนมากกว่าหนึ่งพันตำแหน่ง ทั้งหมดนี้ เพื่อรองรับแผนการไอพีโอนั่นเอง
นอกจากความน่าสนใจของผลประกอบการแล้ว ยังมีสถิติอื่นๆ ที่น่าสนใจอยู่ในบันทึกของฟอร์ม S-1 ซึ่งเป็นเอกสารที่ต้องยื่นต่อตลาดหลักทรัพย์
ณ ปัจจุบันเฟซบุ๊คมีจำนวนผู้ใช้ที่แอ็คทีฟอยู่ 845 ล้านคน เพิ่มจากปี 2010 ถึง 39% ซึ่งถ้าเจาะลึกลงไปอีกจะพบว่าผู้ใช้ที่เข้ามาใช้งานเฟซบุ๊คเป็นประจำ จะอยู่ที่ 483 ล้านคน และจากจำนวนผู้ใช้ทั้งหมด มีผู้ใช้ 425 ล้านคน ใช้งานเฟซบุ๊คบนมือถือ
มียอดเฉลี่ย 3 เดือนล่าสุดของการกด Like และคอมเมนท์อยู่ที่วันละ 2,700 ล้านครั้งต่อวัน มีรูปถ่าย 250 ล้านรูปถูกอัพโหลดขึ้นเฟซบุ๊คในแต่ละวัน คิดจำนวนข้อมูลที่เก็บรวมกันกว่า 100 ล้านกิกะไบต์
รายได้ต่อปีของ มาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้ง เป็นเงินเดือนรวมกันปีละ 500,000 ดอลลาร์ และผลตอบแทนอื่นๆ กว่า 1.5 ล้านดอลลาร์ ในจำนวนนี้ มีค่าเช่าเครื่องบินส่วนตัวถึง 692,679 ดอลลาร์โดยที่ตัวเค้าเอง ได้แจ้งไว้ว่าจะขอลดค่าจ้างตอบแทนรายปีเหลือเพียงแค่ 1 ดอลลาร์ เหมือนอย่างที่ สตีฟ จ็อบส์ ผู้ก่อตั้งแอ๊ปเปิ้ล ลาร์รี่ เพจ กับเซอร์เกย์ บรินน์ ผู้ก่อตั้งกูเกิล ได้รับเช่นกัน
ถ้าลองวิเคราะห์จากรายได้และมูลค่าของเฟซบุ๊ค ณ ปัจจุบัน ทำให้มั่นใจว่าอนาคตของผู้คนทั้งโลก จะต้องมาใช้ชีวิตอยู่บนแพลตฟอร์มของเฟซบุ๊คต่อไปอีกนาน และมูลค่าเหล่านี้ สะท้อนคุณค่าที่เฟซบุ๊คมีในระบบเศรษฐกิจปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นความน่าสนใจต่างๆ ของผู้คน รสนิยม ความชอบ และพฤติกรรม ต่างก็มีมูลค่าที่ยังไม่สามารถตีออกมาเป็นตัวเงินได้ชัดเจน เพราะเป็นข้อมูลที่นำไปใช้ได้หลากหลาย ทั้งเรื่องการตลาด หลักจิตวิทยาและความสัมพันธ์ หรือกระทั่งข่าวการเตรียมใช้ข้อมูลของทั้งเฟซบุ๊ค และทวิตเตอร์ในการทำนายอาชญากรรมของเอฟบีไอ
และเมื่อความสัมพันธ์ของคนและพฤติกรรมต่างๆ ในชีวิตจริง ถูกแปลงให้เป็นรูปแบบดิจิทัลมากขึ้นจนถึงระดับหนึ่ง ต่อไปไม่ต้องรออันดับหนังทำเงินในบ็อกซ์ ออฟฟิศก็สามารถรู้ได้ว่า หนังเรื่องไหนคนดูมากที่สุด หนังสือเล่มไหนคนอ่านมากที่สุดของปีนี้ สถานที่ท่องเที่ยวใดที่คนไปเที่ยวมากที่สุด สินค้าแบรนด์ไหน คนรักมากที่สุด ซึ่งสถิติทั้งหลายก็คงจะทยอยเปิดเผยออกมา ราวกับว่าเฟซบุ๊ค คือ กินเนสส์บุ๊คเลยทีเดียว (ไม่แน่ว่าเฟซบุ๊คอาจจะทำ Year Review ออกมาเป็นสถิติน่าสนใจประจำปี ขายก็ได้)
จับตาหุ้นของเฟซบุ๊คในตัวย่อ FB ไว้ให้ดีครับ ใครมีหุ้นตัวนี้อยู่ อาจได้เป็นมหาเศรษฐีในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เพราะมูลค่ามากมายที่แอบแฝงอยู่จะทยอยเผยออกมาให้เห็นเรื่อยๆ :)
ติดตามความรู้ด้านดิจิทัลและกลยุทธ์การตลาด จากหน้าเพจ http://www.facebook.com/MktHub และรายการ DigiLife TV ทุกวันอาทิตย์ 4 ทุ่มทางเนชั่น ครับ
Tags : วรวิสุทธิ์ ภิญโญยาง • Marketing Hub • เฟซบุ๊ค
