รู้จักคำว่า แยงกี้ ใช่ไหมครับ คำนี้ที่มีใช้กันมานาน นับตั้งแต่สมัยก่อตั้งประเทศสหรัฐอเมริกา และโดยทั่วไปมีความหมายว่า คนอเมริกัน
รู้จักคำว่า “แยงกี้” ใช่ไหมครับ คำนี้เป็นคำเก่าแก่ที่มีใช้กันมานาน นับตั้งแต่สมัยก่อตั้งประเทศสหรัฐอเมริกา และโดยทั่วไปมีความหมายว่า “คนอเมริกัน”
ในวงการการเมืองระหว่างประเทศ บางครั้งเราก็เห็นประชาชนของบางประเทศที่ประท้วงขับไล่ทหารอเมริกัน หรือ การแทรกแซงของชาวอเมริกัน ให้พ้นไปจากประเทศของเขา โดยมักจะถือป้ายต่อต้านว่า “Yankee Go Home!” กลับบ้านเสียเถอะ เจ้าแยงกี้
ในวงการตลาดเงินตลาดทุนระหว่างประเทศ คำว่า “Yankee” ถูกนำมาใช้ในทางที่ดี เพราะอเมริกาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก และเงินดอลลาร์ เป็นเงินสกุลสำคัญที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในวงการค้าและการเงินระหว่างประเทศ ดังนั้น อเมริกาจึงเป็นแหล่งเงินทุนที่สำคัญ ซึ่ง ประเทศอื่น หรือ บริษัทจากประเทศอื่น ที่มีความประสงค์จะหาแหล่งเงินทุน นิยมไปออก “พันธบัตร” (Bond) เพื่อกู้เงินสกุลดอลลาร์ ที่ศูนย์กลางการเงินของอเมริกา
วงการเงิน เรียกพันธบัตรดังกล่าวว่า “Yankee Bond”
ประเทศไทย รวมทั้งบริษัทต่างๆ จากประเทศไทย ก็เคยออกพันธบัตร Yankee Bond เช่นกัน โดยออกครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2532 และหลังจากวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้ง รัฐบาลไทยก็ได้จำหน่ายพันธบัตรแยงกี้ อายุ 10 ปี มูลค่า 600 ล้านดอลลาร์ และได้รับความนิยมจากนักลงทุนอย่างมาก ส่วนเอกชนนั้น ถ้าจำไม่ผิด ธนาคารกรุงเทพฯ น่าจะเป็นบริษัทแรกที่ไปออกแยงกี้บอนด์ เมื่อปี พ.ศ. 2538
ว่ากันว่า Yankee Bond ซึ่งออกจำหน่ายในอเมริกาเพียงประเทศเดียวนั้น มีขนาดใหญ่เป็นที่สองรองจาก Eurobond ทีเดียว แต่ยูโรบอนด์ มีความหมายกว้างกว่า คือหมายถึง “พันธบัตรที่เป็นสกุลเงิน ซึ่งไม่ใช่สกุลเงินของประเทศหรือของบริษัท ที่ออกพันธบัตรนั้น” ดังนั้นจึงมีหลากหลายประเภทเช่น ยูโรดอลลาร์ ยูโรเยน เป็นต้น
ในเมื่อมี “Yankee Bond” แล้ว ทำไมจะมีชื่ออื่นๆ บ้างไม่ได้ แน่นอนครับ ประเทศญี่ปุ่น ก็เป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอีกประเทศหนึ่ง แม้ว่าในปัจจุบันความขลังจะถดถอยลงไปบ้างก็ตาม แต่ตลาดทุนของญี่ปุ่นอย่าง และเงินสกุลเยน ก็มีความสำคัญในตลาดโลกอย่างมาก ดังนั้น ประเทศและบริษัทต่างๆ จากทั่วโลก จึงนิยมออกพันธบัตรเพื่อกู้เงินเยน ในตลาดโตเกียว เช่นกัน
พอเดาได้ไหมครับ ถ้าเราเรียกพันธบัตรสกุลดอลลาร์ที่ออกจำหน่ายในอเมริกาว่า Yankee Bond แล้วเราจะเรียกพันธบัตรสกุลเงินเยน ที่จำหน่ายในญี่ปุ่นว่าอะไร.....เขาเรียกกันว่า “Samurai Bond” ครับ (ความจริงน่าจะเป็น “Sakura Bond” ก็ได้นะครับ)
ถือว่าวงการตลาดเงินตลาดทุนนั้น เห็นคุณค่าของประวัติศาสตร์อย่างมาก เพราะอุตส่าห์ไปหาคำที่เป็นรากเหง้าของประวัติศาสตร์ประเทศนั้นๆ มาใช้อ้างอิงในการออกพันธบัตรเลยทีเดียว
คราวนี้พอประเทศอื่นๆ เริ่มมีการพัฒนาทางเศรษฐกิจ และตลาดเงินตลาดทุนเพิ่มมากขึ้น ก็เริ่มมีประเทศหรือบริษัทจากประเทศอื่น ไปออกพันธบัตรในประเทศนั้น ในสกุลเงินของประเทศนั้น เพิ่มมากขึ้น เราจึงได้ยินคำว่า “Kim Chi Bond”...... ใช่แล้ว กิมจิ เจ้าเก่าที่เรารู้จักนั่นแหละครับ แน่นอนว่าหมายถึงพันธบัตรเงินวอน ที่ออกจำหน่ายในตลาดทุนของ เกาหลีใต้ แห่ง แด จัง กึม นั่นเอง
ระยะ 3-4 ปีมานี้ วงการเงินได้เกิดตลาดใหม่ และเริ่มที่จะเติบโต นั่นคือ ประเทศจีน ซึ่งเศรษฐกิจได้เติบโตเป็นตัวเลขสองหลักมาอย่างต่อเนื่องนับทศวรรษแล้ว (เพิ่งจะชะลอลงมาเหลือเลขหลักเดียวไม่นานนัก) และมีประเทศอื่นรวมทั้งบริษัทต่างชาติ ไปจำหน่ายพันธบัตรเงินหยวนในประเทศจีนมากยิ่งขึ้น คุณผู้อ่านพอจะเดาได้ไหมครับว่า น่าจะเรียกพันธบัตรนี้ว่า อะไร
เมืองจีนนั้นยิ่งใหญ่ และมีประวัติยาวนานเหลือเกิน แล้วจะอ้างอิงอะไรดีล่ะ กำแพงเมืองจีน ก็ใช่ ชาจีน ก็ใช่ หมีแพนด้า ก็ใช่ กำลังภายใน ก็ใช่ น่าจะเรียกว่า Tea Bond หรือ Panda Bond หรือ Kungfu Bond ดีไหมครับ
แต่ที่กล่าวมานั้น ผิดทั้งหมด เพราะเขาเรียกกันว่า “Dim Sum Bond” ครับ
ส่วนประเทศไทยเรา ถือว่าได้พัฒนาตลาดเงินตลาดทุนมานานและมั่นคงพอสมควร แม้จะผ่านวิกฤตการณ์อย่างรุนแรงมาแล้ว หลายรอบก็ตาม แต่ถามว่า มีต่างชาติมาออกพันธบัตรเป็นเงินบาท ในสยามเมืองยิ้มหรือไม่ คำตอบก็คือ มีครับ ครั้งแรก คือธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย เมื่อปี พ.ศ. 2538 และเมื่อปี 2554 ที่ผ่านมามีผู้ออก บาทบอนด์ จำหน่าย มูลค่าสี่หมื่นกว่าล้านบาททีเดียว
แล้วเราควรจะเรียกว่าอะไรดีล่ะ ที่ผ่านมายังเรียกกันง่ายๆ ว่า “Baht Bond” ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่ายังมีปริมาณไม่มากนัก หรือยังไม่มีใครคิดคำที่เหมาะสมขึ้นมาก็ได้ ดังนั้น ผมจึงอยากเชิญชวนคุณผู้อ่านช่วยกันคิดว่า น่าจะเรียกว่าอะไรดี เผื่อคำนี้เกิดติดตลาดขึ้นมา คุณก็จะมีชื่อเสียงนะครับ
ผมเสนอว่ามีหลายคำให้เลือก เช่น “Tom Yum Kung Bond” หรือ “Phad Thai Bond” ก็ได้ ส่วน มัสมั่น ซึ่งอาจจะอร่อยที่สุดในโลกนั้น น่าจะเป็นคำที่ยังไม่รู้จักกันมากนัก แต่ถ้าจะใช้วิกฤติให้เป็นโอกาส และทันสมัยจริงๆ ก็น่าจะเป็น “MessyFlood Bond” หรือ “YellowRed Bond” ให้สะใจกันไปเลย
แต่ในบรรดา Bond ที่กล่าวถึงทั้งหมด ยังไม่มีรายใด เป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมเท่ากับ Bond ของอังกฤษ เลย เพราะรู้จักกันทั้งโลก คนนอกวงการตลาดเงินตลาดทุน ก็รู้จัก และลงทุนซื้อทุกครั้งที่ออกจำหน่าย เรียกว่า นักลงทุนรายย่อย ต่างยินดีควักเงินซื้อกันทั่วโลก เพราะลงทุนต่ำ แต่ซื้อแล้วได้ผลตอบแทนสูงยิ้มแก้มปริ กันทุกครั้งไป
ผมไม่ได้หมายถึง พันธบัตรเงินปอนด์ ซึ่งออกจำหน่ายในอังกฤษ ที่เรียกกันว่า “Bulldog Bond” หรอกนะครับ
ผมหมายถึง “James Bond” ต่างหาก
Tags : กิมจิ • ต้มยำกุ้ง • แยงกี้ • Business and Society • วรภัทร โตธนะเกษม
