กรุงเทพธุรกิจ

  • เข้าสู่ระบบ
ad a1

ธุรกิจ : CEO Blogs

วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2555 04:00
วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ
วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ

วิทนีย์ ฮุสตัน ต่างกับ ไมเคิล แจ็คสัน อย่างไร

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

ข่าวการเสียชีวิตของนักร้องรางวัลแกรมมี่หลายสมัย วิทนีย์ ฮุสตัน อาจจะทำให้หลายๆ คนเศร้าและคิดถึงนักร้องคนนี้ โดยเฉพาะผู้ที่ร่วมสมัยกับดิฉัน

เพราะเธอโด่งดังในช่วงที่พวกเรากำลังเรียนจบและเริ่มทำงาน
 

วิทนีย์ เกิดในนิวเจอร์ซี คุณแม่เป็นนักร้องในโบสถ์ เมื่ออายุ 8 ขวบ วิทนีย์ เริ่มร้องเพลงต่อหน้าสาธารณชนครั้งแรก โดยร้องในโบสถ์ และในอีกสี่ปีต่อมา เมื่ออายุ 12 ปี เธอเริ่มร้องเพลงแบ็คอัพให้กับนักร้องดังๆ
 

เนื่องจากเป็นคนรูปร่างดี หน้าตาสวย เมื่อโตขึ้นวิทนีย์จึงหันไปเอาดีทางด้านนางแบบ โดยเป็นแบบให้กับนิตยสาร Glamour และ Seventeen แล้วก็มีแมวมองมาทาบทามให้ไปออกรายการทีวีดังสองรายการ คือ Silver Spoons และ Gimme a Break
 

หลังจากนั้น วิทนีย์ก็กลับเข้าสู่วงการเพลง โดยเซ็นสัญญาทั้งแสดงเดี่ยวและร้องคู่กับคุณแม่ในปี 1981 ในปี 1983 บริษัท Arista Records ซึ่งปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของ Sony Music Entertainment ได้เซ็นสัญญากับเธอเพื่อออกอัลบั้ม  ชีวิตของเธอเริ่มเข้าสู่จุดสูงสุดเมื่อได้รับรางวัลแกรมมี่ ในปี 1986 ในฐานะนักร้องเพลงป๊อปยอดเยี่ยม
 

เธอเริ่มออกทัวร์คอนเสิร์ตทั้งในสหรัฐและยุโรป มีเพลงเป็นที่รู้จักทั่วไป คือ “One Moment in Time” ที่ร้องในอัลบั้มชื่อเดียวกันสำหรับฉลองกีฬาโอลิมปิก ในปี 1988 และยังได้รับรางวัลแกรมมี่ในปี 1989 สำหรับเพลง “I Wanna Dance With Somebody”
 

วิทนีย์ แต่งงานกับ Bobby Brown ซึ่งเป็นนักแสดง เมื่อปี 1992  และแสดงภาพยนตร์เรื่อง “Bodyguard” กับ เคลวิน คอสเนอร์ ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำรายได้ถึง 390 ล้านดอลลาร์ ในช่วงกลางปี 1993 และอัลบั้มเพลงประกอบภาพยนตร์ขายดีมาก  มีข่าวว่าเธอทำเงินได้ถึง 33 ล้านดอลลาร์ จากแผ่นซาวนด์แทรกของ Bodyguard
 

หลังจากนั้น เธอก็มีลูกสาว ชื่อ Bobbi Kristina Brown  และแสดงภาพยนตร์อีก 3 เรื่อง และภาพยนตร์ทางโทรทัศน์เรื่อง “ซินเดอเรลลา” ทางสถานีโทรทัศน์ CBS
 

วิทนีย์แยกทางเดินกับสามี เมื่อปี 2007 โดยก่อนแยกทางกัน ทั้งคู่มีข่าวเรื่องการใช้ยาเสพติดและปัญหาเรื่องแอลกอฮอล์ วิทนีย์ต้องเข้าสถานบำบัดถึง 3 ครั้ง  และมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า วิทนีย์เสียงแหบและไม่สามารถร้องเพลงเสียงสูงได้เท่าเดิม
 

ชีวิตของเธอมีส่วนคล้ายกับไมเคิล แจ็คสัน คือ เป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จในอาชีพระดับโลกตั้งแต่อายุยังน้อย และที่คล้ายกันคือ มีความอ่อนไหวด้านอารมณ์ หาทางออกไม่ได้จึงพึ่งพายา สุรา หรือยาเสพติด
 

สิ่งหนึ่งที่ต้องเข้าใจ คือ การเป็นบุคคลสาธารณะนั้นจะมีความกดดันมากกว่าปกติ ทำให้ไม่สามารถใช้ชีวิตแบบคนอื่นๆ ได้ ในโลกของคนกลุ่มนี้จึงค่อนข้างอ้างว้าง และเหงา  หากเข้าใจตนเองและพยายามใช้ชีวิตอย่างปกติกับครอบครัวกับเพื่อนๆ ญาติๆ ให้มาก อาจจะช่วยได้ค่ะ
 

ภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายที่เธอแสดง คือ “Sparkle” ซึ่งมีกำหนดฉายในเดือนสิงหาคมปีนี้ คาดว่าจะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี เช่นเดียวกับ “This is It” ของไมเคิล แจ็คสัน
 

วิทนีย์ไม่ได้แต่งเพลงแบบไมเคิล แจ็คสัน เธอร้องเพลงที่แต่งโดยคนอื่น และเธอไม่มีหุ้นในบริษัทถือลิขสิทธิ์เพลง แบบที่ไมเคิลมีหุ้นของ Sony/ATVที่ถือลิขสิทธิ์เพลงของบีทเทิลส์   ในทางการเงิน เธอจึงไม่มีรายได้อื่นนอกจากรายได้จากการแสดงและค่าจ้างตามสัญญาร้องเพลงที่ค่ายเพลงจ่ายให้  สำหรับค่าลิขสิทธิ์เพลงนั้น ผู้แต่งเพลงจะได้รับร่วมกับค่ายเพลงค่ะ เช่น ดอลลี่ พาร์ตัน จะได้รับค่าลิขสิทธิ์เพลง I Will Always Love You ร่วมกับค่ายเพลง เมื่อมีผู้ download เพลงนี้ เพราะดอลลี่เป็นผู้แต่ง
 

อย่างไรก็ดี ตลอดชีวิตของวิทนีย์นั้น เธอมีอัลบั้มเพลงออกมามากกว่า 200 ล้านอัลบั้มทั่วโลก (ทั้งเดี่ยวและรวม) อัลบั้มที่ขายดีที่สุดขายได้ถึง 24 ล้านแผ่น  ในช่วงที่ดังๆ ได้ค่าจ้างร้องเพลงตามสัญญาที่ค่ายเพลงกำหนดไว้หลัก 100 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 3,000 ล้านบาท เงินจำนวนนี้สามารถนำไปบริหารให้งอกเงย หากได้ผลตอบแทนปีละ 6% ปีหนึ่งๆ เธอจะมีรายได้จากการลงทุนประมาณ 180 ล้านบาทเลยทีเดียว
 

ดิฉันเคยเขียนไว้เมื่อเกือบสี่ปีที่แล้ว ตอนจัดพอร์ตให้กับฮีโร่โอลิมปิก ว่า ผู้มีอาชีพนักกีฬา นักแสดง จะมีลักษณะอาชีพคล้ายกันอย่างหนึ่ง คือ ระยะเวลาในการประกอบอาชีพจะสั้นกว่าอาชีพอื่นๆ ดังนั้น โจทย์ของการจัดการการเงิน คือ ทำอย่างไรให้รางวัลหรือเงินที่ได้รับมาในช่วงนั้น สามารถทำรายได้เลี้ยงตัวต่อไปในระยะยาวได้ แนวคิดนี้ประยุกต์ใช้ได้กับอาชีพที่ต้องลงมือลงแรงทำเอง เช่น แพทย์ ทันตแพทย์ วิศวกร นักกฎหมาย รวมถึงเกษตรกร และพนักงานบริษัทด้วย
 

จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะต้องแบ่งรายได้ส่วนหนึ่งไว้ลงทุน  เพื่อให้เงินทำงานแทน ในยามที่ตัวเราไม่สามารถทำงานได้ และอาชีพที่มีช่วงเวลาในการประกอบสั้นนั้น  เงินที่จะแบ่งเอาไว้ลงทุนต้องเป็นส่วนใหญ่ของเงินที่หาได้ด้วย เพราะต้องใช้ดอกผลดูแลตัวเองไปอีกนาน...
 

มีข่าวเล็ดลอดออกมาว่า ก่อนเสียชีวิต วิทนีย์ ฮุสตัน ตกอับถึงกับมีหนี้สินมากมาย บ้านในนิวเจอร์ซี และจอร์เจียถูกยึดไปแล้วเพื่อชำระหนี้ และเจ้าของโกดังเก็บของแห่งหนึ่งในนิวเจอร์ซีได้ฟ้องเพื่อขออำนาจศาลนำข้าวของที่เธอเก็บอยู่ในโกดังออกขายทอดตลาด เพื่อนำไปหักหนี้ค่าเช่าโกดังที่ค้างชำระมา 7 ปี เป็นเงินค่าเช่าประมาณ 200,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 6.2 ล้านบาท ซึ่งเธอออกมาปฏิเสธข่าวว่าเธอเงินหมด ก่อนหน้านี้ไม่กี่เดือน และพี่เขยของเธอก็ให้สัมภาษณ์ภายหลังการจากไปของเธอว่า เธอกำลังจะกลับมา (หลังจากภาพยนตร์ Sparkle ออกฉายเธอน่าจะกลับมามีชื่อเสียงและมีรายได้อีกครั้งหนึ่ง)
 

หากให้คำแนะนำก่อนวิทนีย์เสียชีวิต ดิฉันจะแนะนำให้นำข้าวของบางส่วนที่เธอไม่ได้ใช้ออกประมูลขาย เพื่อหาเงินมาใช้หนี้ และนำมาลงทุนเพื่อให้มีรายได้เลี้ยงตัวในอนาคต  ทราบว่ามีทั้งเสื้อผ้าจากดีไซเนอร์ชั้นนำ ชุดที่ใส่ออกงานสำคัญๆ เครื่องดนตรีของนักร้องคนดัง เชื่อว่าใครๆ ก็อยากได้ เงินส่วนนี้จะช่วยให้ฐานะการเงินของเธอดีขึ้น  ไม่ควรต้องกังวลเรื่องการเสียหน้าหรืออะไรอื่น ขายของตัวเองถือเป็นการกระทำที่สุจริต แฟนเพลงที่ชอบเธออาจจะมีน้ำใจช่วยเธอให้หลุดพ้นจากหนี้และความทุกข์ใจได้ อาจทำให้เธอเห็นตัวเองมีค่าเลิกยาเสพติดกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้
 

ลาก่อน...วิทนีย์ ฮุสตัน... ราชินีเพลงป๊อป เจ้าของเสียงที่ยอดเยี่ยมที่สุดคนหนึ่งของศตวรรษนี้  ขอให้หลับให้สบาย ขอให้เธอไปสู่สุคติเถิด


ดูหนังดูละครแล้วย้อนดูตัวฉันใด  บทเรียนชีวิตที่ได้ยินได้อ่านจากวิทนีย์คงจะทำให้ท่านผู้อ่านได้นำไปประยุกต์ใช้ หรือแนะนำให้คนที่รู้จักนำไปประยุกต์ใช้ฉันนั้น


พบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ

 

 

Tags : วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ

ความคิดเห็นของข่าวนี้

เพื่อแสดงความคิดเห็น

  • ความเห็นที่ 1

    Jirach

    ถ้าป้าแกเกิดช้ากว่านี้สัก 10 ปี
    อาจจะอยากทำธุรกิจน้ำหอมอย่างที่
    รุ่นน้องๆนิยมทำกัน คือ ออกน้ำหอมใน
    แบรนด์ที่เป็นชื่อของตัวเอง ซึ่งไม่ทราบ
    จริงๆว่าได้คุ้มเสียหรือไม่?
    เสียดายโอกาสที่อย่างน้อยถ้าป้าไม่เขียน
    หนังสือเกี่ยวกับการร้องเพลงมาขาย
    การเปิดโรงเรียนสอนร้องเพลงก็คงดีไม่น้อย
    แต่เกรงว่าเงินอาจจะ"จิ๊บจ๊อย"เกินไป
    เลยไม่ได้สนใจมาแต่แรกหรือเปล่า?
    (ทั้งที่ไม่น่าคิดอะไรมาก เพราะอาจไม่ต้อง
    ควักเงินสักเหรียญ)
    ขนาดป้าแบ๊บที่เกิดก่อน เขายังรู้จักเล่นหุ้นเลย!

    หากเป็นในบ้านเราธุรกิจอาหารและผับ
    น่าจะเป็นที่นิยมมากกว่า ไม่ต้องโปรโมท
    โฆษณาอะไร เปิดง่าย เจ๊งง่าย ปิดง่าย
    เน้นสนอง need ส่วนตัวในหมู่เพื่อน
    ซึ่งเมื่อเทียบเป็นตัวเลขก็ไม่ทราบว่า
    โอกาสเป็นกำไรสูงกว่าธุรกิจน้ำหอมหรือไม่?

    และไม่ทราบว่าสำหรับคนทีมีอาชีพในแวดวง
    บันเทิงของเขากับของเรา นิยมทำอะไร
    มากกว่%D:กั%J9?

แสดงความคิดเห็น

advertisement

advertisement

AD Position a2 2

advertisement