การไปเยือนกรุงปักกิ่งของนายกรัฐมนตรี แองเกลา เมอร์เคล ของเยอรมนีเป็นเวลาสามวันเมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว
เกิดขึ้นเพียง 2 วันหลังจากการประชุมสุดยอดผู้นำยุโรปสิ้นสุดลง
นายกเมอร์เคล กล่าวในงานแถลงข่าวร่วมกับนายกรัฐมนตรี เหวินเจียเป่าของสาธารณรัฐประชาชนจีน ว่า วิกฤตการณ์นี้ไม่ใช่วิกฤตการณ์ของเงินยูโร แต่เป็นวิกฤตการณ์หนี้ และเป็นวิกฤตการณ์ของความสามารถในการแข่งขันที่แตกต่างกัน (ของยุโรปตอนเหนือที่เศรษฐกิจค่อนข้างสมดุลมีทั้งการส่งออก และพึ่งพาการบริโภคในประเทศ กับยุโรปตอนใต้ หรือที่เรียกกันว่ายุโรปชายขอบ ที่เศรษฐกิจส่วนใหญ่พึ่งพาการจ้างงานภาครัฐและการบริโภคในประเทศ)
หลังจากปล่อยให้ปัญหายืดเยื้อมานาน เพราะต้องการให้ประเทศที่เกิดปัญหาพยายามช่วยตัวเอง ประเทศต่างๆก็ต้องหันหน้าเข้ามาให้ความช่วยเหลือประเทศที่กำลังประสบปัญหา ส่วนหนึ่งก็เพื่อรักษาสถาบันการเงินของตนเอง(ที่จะเสียหายเนื่องจากปล่อยกู้ให้กับประเทศยุโรปชายขอบ) เพื่อรักษาการคงอยู่ร่วมกันในประชาคมยุโรป และสิ่งที่นายกเมอร์เคิลไม่ได้ยอมรับออกมา คือเพื่อรักษาการมีสกุลเงินเดียวกัน
ความคืบหน้าในช่วงประมาณสองเดือนที่ผ่านมา คือการที่ประเทศต่างๆถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือกันอย่างมากมาย หากดูเปรียบเทียบจากต้นปี 2553 จะพบว่าภายใน 2 ปี อันดับความน่าเชื่อถือของประเทศหลักๆในกลุ่มยูโรเกือบทุกประเทศ ถูกปรับลดลงมาหมด จะมียกเว้นก็เพียงเยอรมนี และเนเธอร์แลนด์เท่านั้น ซึ่งเอสแอนด์พีก็มองแนวโน้มของเนเธอร์แลนด์เป็นลบ และทั้งสองประเทศก็มีโอกาสถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือได้ หากการแก้ปัญหาของประเทศกลุ่มยุโรปชายขอบไม่มีความคืบหน้า
อัตราการว่างงานในยุโรป ณ สิ้นปี 2554 ของประเทศที่ใช้สกุลเงินยูโร 17 ประเทศ เท่ากับ 10.4%สูงที่สุดนับตั้งแต่ใช้สกุลเงินเดียวกัน โดย สเปน มีอัตราการว่างงานสูงที่สุดในกลุ่มคือ 22.9% กรีซ 19.2% โปรตุเกส 13.6% เยอรมนี 6.7% เนเธอร์แลนด์ 4.9% และออสเตรีย 4.2%
นักวิเคราะห์พากันวิจารณ์ว่า การแก้ปัญหาของยุโรปที่ผ่านมาสองปี “น้อยเกินไป และสายเกินไป” (Too late, too little) เราจะไม่วิจารณ์การแก้ปัญหานะคะ เพราะไม่เกิดการสร้างสรรค์ แต่จะติดตามสถานการณ์และทำความเข้าใจกับสถานการณ์ให้มากที่สุด เพื่อนำมาใช้เตรียมรับหากมีผลกระทบกับเรา
การตกลงแก้ปัญหาของกรีซ เพื่อรับมือกับปัญหาเฉพาะหน้าคือหนี้ก้อนใหญ่ที่จะถึงกำหนดชำระในกลางเดือนมีนาคมจำนวน 14,500 ล้านยูโร เมื่อวันที่ 31 มกราคม นั้น ที่ประชุมสุดยอดของผู้นำยุโรป ได้ทำความตกลงเบื้องต้นเกี่ยวกับการจัดการหนี้ของกรีซ โดยปรับลดหนี้ที่ภาคเอกชนให้กู้แก่รัฐบาลกรีซ ลงไปประมาณ 70% และยืดเวลาชำระคืนเป็น 30 ปี โดยรวมแล้วรัฐบาลกรีซจะลดหนี้ไปได้ประมาณ 100,000 ล้านยูโร (ประมาณ 4.2 ล้านล้านบาท) และยินยอมให้ส่วนกลางเข้าไปแทรกแซงนโยบายการคลังของแต่ละประเทศได้ หากประเทศนั้นๆไม่อยู่ในกรอบที่กำหนดให้
แต่มีสองประเทศในกลุ่ม คือ สหราชอาณาจักร และสาธารณรัฐเชคที่ไม่เข้าร่วมรับหลักการนี้ เพราะเห็นว่าเสมือนหนึ่งเป็นการเสียอธิปไตยให้แก่ผู้อื่น
ทั้งนี้สหราชอาณาจักรและสาธารณรัฐเชค ไม่ได้อยู่ในกลุ่มที่ใช้เงินยูโรอยู่แล้ว จึงไม่น่าจะส่งผลต่อการใช้สกุลเงินยูโรร่วมกันของประเทศต่างๆ (ในกลุ่มประชาคมยุโรป 27 ประเทศ มีประเทศที่ใช้สกุลเงินยูโร 17 ประเทศ คือ ออสเตรีย เบลเยียม ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมนี ไอร์แลนด์ อิตาลี ลักเซมเบอร์ก เนเธอร์แลนด์ โปรตุเกส สเปน กรีซ สโลวาเนีย ไซปรัส มอลตา สโลวาเนีย และ เอสโตเนีย)
ปัญหาของประเทศที่กำลังจะล้มละลายคือ ไม่มีใครอยากให้กู้อีกต่อไป ดังนั้น หากไม่สามารถกู้เงินใหม่ได้ ก็ไม่มีเงินมาจ่ายคืนดอกเบี้ยหรือเงินต้นที่จะครบกำหนด ไม่มีเงินมาจ่ายเงินเดือนข้าราชการ จ่ายค่าโครงการลงทุนต่างๆที่รัฐดำเนินการอยู่
วิธีแก้ไขปัญหาที่ผ่านมาคือ กองทุนส่วนกลางเข้าไปค้ำประกันและบอกเจ้าหนี้ว่า หากประเทศในกลุ่มไม่มีเงินจ่ายชำระคืน กองกลางจะจ่ายคืนให้ และกองกลางเองก็สามารถให้กู้โดยตรงกับประเทศเหล่านี้บางส่วน
ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันคือปัญหาความมั่นใจ ประชาคมโลกไม่มีความมั่นใจว่า หากประเทศอื่นที่มีขนาดใหญ่กว่ากรีซ เช่น อิตาลี หรือสเปน มีปัญหาขึ้นมาบ้าง กลไกรักษาเสถียรภาพการเงินยุโรป หรือ European Financial Stabilisation Mechanism (EFSM) ซึ่งมีเงินให้กู้อยู่ 60,000 ล้านยูโร และวงเงินค้ำประกันของกองทุน EFSF จำนวน 780,000 ล้านยูโร รวมกับเงินที่ ไอเอ็มเอฟ จะสามารถให้กู้ได้ จะเพียงพอต่อการอัดฉีดให้กู้แก่ประเทศเหล่านี้ เพื่อนำมาจ่ายคืนหนี้หรือไม่ เพราะหากไม่พอ เจ้าหนี้ก็จะต้องขาดทุนจากการถูกเจรจาลดหนี้ลงไป เช่นเดียวกับกรณีที่เกิดขึ้นกับกรีซอีก
พี่ใหญ่ของยุโรป คือเยอรมนีและฝรั่งเศส ก็คงไม่สามารถช่วยได้ไปตลอด ไอเอ็มเอฟก็ประกาศปาวๆว่า หากเกิดปัญหากับอิตาลีและสเปน ไอเอ็มเอฟ ไม่มีเงินพอที่จะให้กู้แน่นอน
ปัญหาทางการเงินที่เกิดขึ้นมีส่วนใหญ่ๆสองส่วนคือ เรื่องของสภาพคล่อง และ เรื่องของการไม่สามารถดำรงอยู่ได้ กรณีของกรีซเป็นเรื่องของความไม่สามารถดำรงอยู่ได้ เพราะมีหนี้สินล้นพ้นตัว คืออย่างไรกรีซก็ต้องล้มละลายอยู่ดี แต่ละล้มแบบมีระเบียบ คือตกลงกันว่าเจ้าหนี้กลุ่มไหนได้คืนเท่าไหร่ อย่างไร หรือจะล้มแบบระเนระนาด ความพยายามตอนนี้คือให้ล้มแบบมีระเบียบค่ะ
ในการไปเยือนจีนของนายกเมอร์เคิลนั้น นายก เหวินเจียเป่า ของจีน ได้ให้คำมั่นว่า จีนจะเข้าไปช่วยสนับสนุนการแก้ไขปัญหาของยุโรป โดยช่วยสนับสนุนเงินกองทุนผ่านช่องทางการช่วยเหลือที่มีอยู่ในปัจจุบัน(EFSM และ EFSF) แต่พูดชัดเจนว่าจะไม่เข้าไปนำการช่วยเหลือ จีนต้องการให้ชาติในกลุ่มประชาคมยุโรปเป็นแกนนำที่จะช่วยเหลือกันเอง
พูดเพียงเท่านี้ ค่าเงินยูโรก็กระเตื้องขึ้นทันที เพราะมีความหวังขึ้นมาแล้วว่า ยูโรจะไม่แตก!!
นอกจากนี้ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิต (Purchasing Manager Index หรือ PMI)ซึ่งเป็นดัชนีวัดกิจกรรมของเศรษฐกิจในระยะต่อไป ของประเทศต่างๆในยุโรปในเดือนมกราคม ต่างก็ออกมาดีขึ้น คือเริ่มมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นแล้ว แม้จะยังอยู่ในระดับต่ำก็ตาม
ทราบหรือไม่ว่า บริษัทแอปเปิลผู้ผลิตไอแพดและไอโฟน มีเงินสด(จากกำไร)อยู่มากมายถึง 26,468 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 833,742 ล้านบาท)เกินกว่าเพียงพอที่จะนำมาจ่ายคืนหนี้ของกรีซที่จะครบกำหนดในเดือนหน้า
Tags : วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ


ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น