นานๆ จะได้ยินได้ฟังเรื่องรายละเอียดดีๆ ที่ฟังแล้วทำให้ได้ความรู้กับอาจมีประโยชน์ที่คนรุ่นหลังจะได้นำเอาไปถือเป็นต้นแบบ
ที่จะใช้สร้างและพัฒนาตนเองไปสู่การเป็น “นักบริหาร” ที่ประสบความสำเร็จได้
ทั้งนี้ เส้นทางการเติบโตของคนที่เป็นนักบริหารยุคแรกๆ นั้น คือ รุ่นอายุประมาณ 60 ถึง 70 ปี ใกล้เคียงและก่อนหลังรุ่นผมประมาณ 10 ปี
นักบริหารคนไทย ที่ได้ชื่อว่า เป็น “นักบริหารมืออาชีพ” ต่อจากรุ่นพ่อที่เป็นเถ้าแก่นั้น ก็คือ รุ่นพี่และรุ่นอายุใกล้กับผม ที่ซึ่งเกิดตอน “โกโบริตาย” ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ทั้งก่อนและใกล้สิ้นสุดลงนั่นเอง
ที่เห็นได้ชัดเป็นตัวอย่าง คือ รุ่นพี่จากนครสวรรค์ ก็คือ อดีตผู้ว่าการ ธปท. คุณเริงชัย มะระกานนท์ และคุณสถาพร กวตานนท์ อดีตเลขาฯ บีโอไอ รวมทั้งอดีตนายใหญ่ สไตล์อังกฤษ อย่าง คุณวิโรจน์ ภู่ตระกูล อดีตคนไทยคนแรกที่โตได้ใน ยูนิลีเวอร์ เป็นต้น
ถือเป็นกลุ่มที่มีโอกาสได้รับการศึกษา กับได้ผันกายไปสู่งานที่มิใช่การค้าขายดั้งเดิม โดยเป็นนักบริหารธุรกิจ หรือข้าราชการหรือพนักงานรัฐวิสาหกิจแตกต่างกันไป
ทั้งนี้ สิ่งที่น่าสนใจ คือ เส้นทางของคนกลุ่มที่ต่อจากกลุ่มข้างต้นหลังสงครามโลก ครั้งที่ 2 สงบลงนั้น คนเหล่านี้มีเส้นทางการเติบโตเป็นนักบริหารมืออาชีพ ข้ามยุคข้ามสมัย เติบโตมาได้อย่างไร
และที่สำคัญกว่า คือ การมีกลยุทธ์เฉพาะตัวของแต่ละคนในการ “พลิกกาย” โหนเกาะติดหลังผู้ใหญ่ ข้ามแม่น้ำขุนเขา จนโตไวได้ตำแหน่งสูงพิเศษนั้น เขาทำกันอย่างไร รวมถึงการไต่เต้าขึ้นสู่ตำแหน่งใหญ่ จนเป็นนักบริหารมืออาชีพ ที่มีชื่อเสียงโด่งดังข้ามสมัย จนเข้ามาในยุคโลกาภิวัตน์ที่เป็น “ยุครวยง่าย รวยสบาย” ไร้พรมแดน พร้อมมีโอกาสสร้างความมั่งคั่งด้วย “ทางรวยสุดขอบฟ้า” ได้ในยุคมีตลาดทุน กับการสื่อสารสร้างภาพลักษณ์ ที่มีพลังอิทธิพลเป็นใหญ่
จากบทสัมภาษณ์ “ทฤษฎีผู้นำ” ดร. วิชิต ในกรุงเทพธุรกิจ คอลัมน์ HR & Management วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2555 ถือเป็นเนื้อหาที่ดี ที่สะท้อนถึงความสำเร็จของ ซี อี โอ ข้ามยุคได้อย่างดี
เพื่อให้ได้เห็นเส้นทางความเป็นมาของนักบริหารมืออาชีพ จนถึงเป็น ซี อี โอ ผมขอสรุปย้อนหลัง เพื่อชี้ให้เห็นถึงโอกาสและเส้นทางเดินที่ผ่านมา ดังนี้
1. การสำเร็จการศึกษาชั้นสูงจากต่างประเทศ ซึ่งส่วนมาก คือ ผู้ได้รับทุนไปเรียนที่สหรัฐ ส่วนมากมีบ้างที่พ่อแม่รวยก็ใช้เงินส่วนตัวไปเรียน ที่โชคดี คือ เรียนจนจบเอก แต่บางคนจำใจทิ้งทุนกลับมาทำงาน เพราะครอบครัวไม่รวยพอ
สมัยนั้น ราวปี ค.ศ. 1970 คือ ปีที่มีจำนวนคนจบจากต่างประเทศสูงมาก ซึ่งด้านบริหารธุรกิจ หรือปริญญา MBA คือ การผลิต "นักบริหารมืออาชีพ" (Professional Manager) ของสหรัฐ ที่เชื่อว่า สามารถผลิตหรือสร้างผู้นำธุรกิจจากห้องเรียนได้ โดยการเปลี่ยนคนที่เดิมนิยมเรียนรู้ลึกไปในทางเทคนิคในสาขาวิชาการของตน เช่น วิศวกร หรือสายวิชาชีพต่างๆ ดังเช่น นักบัญชี หรือเคมี จนเป็น Specialist เก่งและชำนาญเฉพาะทาง เป็นต้น
การผลิตนักบริหาร หลักการ คือ การต้องให้กรอบความรู้ที่กว้าง สามารถเข้าใจ สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม เข้าใจองค์กร พร้อมกับหน้าที่งานที่จำเป็นของการทำธุรกิจครบกระบวน โดยสร้างให้เขามีความเป็นคนรู้รอบ ที่เปิดกว้าง หรือเป็น Generalist ตรงข้ามกับ Specialist ที่ชำนาญพิเศษเฉพาะอย่าง
ทั้งนี้ สิ่งสำคัญที่ต้องให้เขาเพื่อเป็นนักบริหาร ก็คือ เครื่องมือการวิเคราะห์และการตัดสินใจ ในโจทย์กับปัญหาเศรษฐกิจต่างๆ ทั้งนี้ เครื่องมือช่วยวิเคราะห์เหล่านี้ ที่สำคัญ คือวิชาบัญชีบริหาร คณิตศาสตร์ สถิติและการวิจัยการปฏิบัติการ กับการวิเคราะห์เชิงปริมาณ รวมไปถึงเรื่องของพฤติกรรมคน ที่จำเป็นสำหรับการช่วยการตัดสินใจให้ได้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ อย่างถูกต้องครบถ้วน
2. การต้องสร้างแผนงานและเครือข่ายกับทีมทำงาน
ในสมัยนั้น MBA ถือเป็นเรื่องใหม่ ที่คนไม่ค่อยเข้าใจ แต่โดยที่ผมได้รับทุนกลับมาเป็นอาจารย์บุกเบิกเรื่องนี้ ได้เห็นทั้งปัญหาการขาดคนที่เป็นนักบริหารในแวดวงธุรกิจ เพราะการเรียนรู้ธุรกิจสมัยนั้น ส่วนมากแยกส่วนเรียนเป็นความรู้ด้านการพาณิชย์ หรือเฉพาะด้าน ซึ่งรวมถึง ปริญญาโทของคณะก็สอนไปในทางบัญชีและการพาณิชย์
ผมจึงได้เสนอความคิดต่อคณบดีสมัยนั้น (ดร.พยอม) ให้เปลี่ยนการสอนเป็น MBA ตามแนวสร้างนักบริหารมืออาชีพแบบสหรัฐ ซึ่งผู้บริหารของคณะเห็นชอบ ประกอบกับ ก่อนหน้านั้นประเทศไทยได้รับทุนสนับสนุนพัฒนาอาจารย์ให้ไปอบรมสัมมนาตามโครงการ ICAME ของสหรัฐ ที่ให้กับอาจารย์จุฬาฯ และธรรมศาสตร์ให้ไปศึกษาที่ ม.สแตนฟอร์ด มาก่อน
ซึ่งโชคดีที่หนึ่งในนั้น คือ ศ.สังเวียน อินทรวิชัย นักเรียนทุนรุ่นก่อน ที่แต่เดิมจบมาจากวิชาชำนาญการด้านการบัญชี ACA โดยตรง ท่านได้มี “วิสัยทัศน์ใหม่” เข้าใจและเห็นด้วยกับผมในความจำเป็นและต้องการผลิตนักบริหารแบบใหม่ สไตล์ MBA โดยรับผู้จบสาขาต่างๆ ที่เป็น Non Business Backgrounds ขาดแคลนไม่สมดุลกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจ
แล้วการเร่งลงมือเปิดโครงการจึงเริ่มขึ้น โดยมี ศ.สุธี สิงหเสน่ห์ เป็นประธาน โดยการได้รับและประสานจาก ศ.สังเวียน ที่เป็นผู้บริหารในส่วนกลาง หรือก็คือเลขาธิการ หรือเรียกว่ารองอธิการในสมัยนี้
กลยุทธ์สำคัญแม้ทำโครงการอย่างรีบเร่ง แต่ได้คุณภาพดีประกันได้นั้นเกิดจาก 3 ทาง คือ 1. การได้รับการช่วยเหลือให้เข้ามาเป็นกรรมการในโครงการให้มีการเชื่อมโยงจากเก่าสู่ใหม่ โดยศิษย์เก่าอาจารย์ผู้ใหญ่ของคณะซึ่งเป็นนักเรียนทุนรุ่นมาก่อน ส่วนมากอยู่ ก.การคลัง กับแบงก์ชาติ มีตำแหน่งใหญ่ (ซึ่งต่อมาหลายท่านเป็น รมต.ตามติดในวงการเมืองยาวนานตั้งแต่คุณบุญชู เรื่อยมา)
2. กรรมการและอาจารย์อาวุโสเหล่านี้ จึงกลายเป็นเครือข่ายสำคัญเป็นพี่เลี้ยงให้กับอาจารย์หนุ่มที่มาเป็นอาจารย์พิเศษช่วยสอน ที่ได้มีโอกาสรู้จักกับอาจารย์ผู้ใหญ่ทั้งหลาย ทำให้หลายคนได้สายใยการสนับสนุนโดยทางอ้อมตามมาในระยะหลัง การใช้อาจารย์พิเศษและดำเนินการสอนเป็นภาคค่ำ เพราะ มธ.สมัยนั้นขาดอาจารย์ประจำมาก แต่ด้วยทำเลที่ตั้ง ใกล้ชิดและเป็นทางเสือผ่านของคนเก่า ก.การคลัง (ในพระราชวัง) ที่อยู่ใกล้ กับไม่ไกลนัก จากวังบางขุนพรหมที่ตั้ง ของ ธปท.ที่ซึ่งมีคนจบใหม่ ความรู้ดี หลายคนไปเรียนนอกตั้งแต่ปริญญาตรี แต่ไม่มีเพื่อน จึงเป็นทรัพยากรสำคัญที่จะมาช่วยสอนในเวลาเย็น ซึ่งจะได้ทั้งการได้ใช้วิชาการ ได้รู้จักอาจารย์ผู้ใหญ่ กับได้มีเครือข่ายสังคมทางใหม่กลุ่มใหญ่ต่างอาชีพด้วย
3. แหล่งใหญ่ของกำลังคนที่มีค่ายิ่งและมีการคัดสรรหามาแล้วอย่างดี นั่นคือ บุคลากรของ บ.เงินทุนหลักทรัพย์ทิสโก้ ซึ่งร่วมทุนระหว่าง ธ.กสิกรไทยกับ Banker Trust โดยเขาได้ประกาศคัดเลือกและหาคนไทยที่เรียนดีที่กำลังใกล้จบให้มาทำงานที่สำนักงานเมืองไทย แล้วที่นั่นคือ เป้าหมายที่เราหวังจะได้อาจารย์พิเศษที่เรียนดี มีภาคปฏิบัติให้มาช่วยสอน ดังเช่น ศ. (พิเศษ) พิษณุ จงสถิตย์วัฒนา คุณศิวะพร ทรรทรานนท์ คุณบรรลือ ฉันทาดิศัย กับ คุณสุรศักดิ์ นานานุกูล และ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นต้น
การหาอาจารย์พิเศษ เราได้ขยายไปไกลจนถึง อ.พิเศษ ที่จบด้านวิจัยการปฏิบัติการจาก ม.แคลิฟอร์เนีย เบิร์กเล่ย์ คือ ดร.พิชิต ที่อยู่ไกลไปถึงโรงงานเหล็กที่สำโรง ซึ่งต้องยอมแพ้การจราจรที่แสนยากและไกล ต้องเลิกไป เป็นต้น ความสำเร็จของการผลิตนักบริการที่กล่าวขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญ คือ
ก. ต้องมีความจริงจังในต้นแบบวิธีการเรียนรู้ โดยแสวงหาวิธีการสอนที่ดีมาใช้ เช่น ใช้กรณีศึกษาตามแบบของ ม.ฮาร์วาร์ด
ข. การเน้นการวิเคราะห์เชิงปริมาณตามแบบของ ม.สแตนฟอร์ด ที่ทำให้มีการเชิญ ดร.วิชิต ที่จบด้าน OR จาก UCLA มีชื่อเสียงมาช่วยสอน
ค. การเน้นด้านวิเคราะห์และการบริหารเชิงระบบกับบูรณาการ โดยการสอนบัญชีบริหารมากเป็นพิเศษ กับพฤติกรรมศาสตร์ องค์การและการจัดการ
ง. แต่อะไรก็ไม่สำคัญเท่ากับการจะต้องมีการประสาน บูรณาการความรู้ให้เข้ากันได้ และใช้อย่างเป็นระบบ กับต้องมีการติดตามการเปลี่ยนแปลงต่างๆ พร้อม พัฒนาตนเองด้วย
จ. สำคัญที่สุด คือ การต้องเข้าใจเกมการเมืองกับวิถีการเล่นเกมการเมืองในองค์กรด้วย เพราะปัจจัยหลังนี้ แม้ไม่เกี่ยวกับความเก่งทางวิชาการ แต่กลับเป็นปัจจัยสำคัญทำให้นักบริหารโตไปได้อย่างราบรื่น ยาวนานหรือสั้นมากต่างกันไป
ฉ. การต้องรู้รักษาสิ่งเก่ากับต้องแสวงหาสิ่งใหม่ที่มาให้ได้ ทั้งนี้ เพื่อการปรับตัวตามทันได้กับไม่ล้าสมัย เช่น การต้องรู้และเข้าใจพลังอิทธิพลของไอทียุคใหม่ ที่ทำให้เกิดเครือข่ายไอที (IT Network) มีพลังในการใช้ดำเนินการธุรกิจได้ ควบคู่ และต่างกับเครือข่ายคนรู้จักกับเครือข่ายทางสังคม หรือ Social network เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม การจะสำเร็จผลเป็น CEO ได้หรือไม่ สุดท้าย ต้องยอมรับในสัจธรรมที่ว่า "แข่งความสามารถนั้นแข่งได้ แต่อย่าแข่งบุญแข่งวาสนา" ที่แต่ละคนมีมาต่างกัน
Tags : ธงชัย สันติวงษ์

ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น