กรุงเทพธุรกิจ

ad a1

ธุรกิจ : CEO Blogs

วันที่ 21 มีนาคม 2554 04:00
ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ
ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

เรื่องบุหรี่

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

ข่าวเกี่ยวกับบุหรี่ต่างชาติขณะนี้ถกเถียงกันเกี่ยวกับการเก็บภาษีว่าเก็บภาษีน้อยไป เพราะบริษัทต่างชาติตั้งราคาต่ำกว่าจริงหรือเหมาะสมแล้ว

เพราะกรมที่เกี่ยวข้องของกระทรวงการคลังบอกว่าพบหลักฐานว่ามีการแจ้งราคาเป็นเท็จ การชี้ว่า "ถูกหรือผิด" จึงจะถกเถียงกันในประเด็นกฎหมายและหลักฐานของการทำผิดหรือไม่ผิดกฎหมายเป็นหลักโดยมีรายได้ของรัฐบาลเป็นตัวเดิมพัน
 

ทำให้ผมนึกถึงสมัยที่ผมเคยทำงานที่กระทรวงการต่างประเทศและสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตันเมื่อ 25 ปีก่อน ซึ่งไทยเผชิญกับปัญหาการค้ากับสหรัฐมากมายหลายเรื่อง เช่น สหรัฐห้ามนำเข้าสิ่งทอไทย สหรัฐขายสต็อกข้าวราคาต่ำมาตีตลาดข้าวไทย และออกกฎหมายกล่าวหาไทยว่าค้าข้าวอย่างไม่เป็นธรรม สภาสหรัฐพยายามออกกฎหมายเพิ่มการเก็บภาษีสินค้าไทยและที่สำคัญที่สุด คือ การอาศัยสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) กดดันไทยให้คุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาและเปิดตลาดบุหรี่
 

การดำเนินการของ USTR นั้นเป็นปัญหารุนแรงที่สุดสำหรับไทย จนทุกวันนี้ ไทยก็ยังอยู่ในกลุ่มประเทศที่สหรัฐจับตามองว่ายังบกพร่องในการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐ เรื่องนี้เป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการค้า (trade issue) แต่ความมุ่งมั่นของสหรัฐในเรื่องนี้มีพื้นฐานมาจากความเชื่อมั่นในความถูกต้องของฝ่ายสหรัฐ หรือที่ภาษาฝรั่งเรียกว่า moral high ground ตัวอย่างเช่น ฝ่ายไทยมีกลยุทธ์โน้มน้าวให้สหรัฐเจรจาเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาในกรอบพหุภาคี ซึ่งจะทำให้ต้องใช้เวลาเจรจาให้เห็นผล 2-3 ปี แต่ผู้แทนการค้าสหรัฐตอบคณะผู้แทนฝ่ายไทยว่าอย่าพูดถึง 2-3 ปีเลยสหรัฐจะไม่ยอมให้มีการขโมยสินทรัพย์ของสหรัฐ 2-3 นาทีด้วยซ้ำ เมื่อฝ่ายไทยพยายามล็อบบี้ฝ่ายการเมืองของสหรัฐ เพื่อคานกับฝ่ายการค้า ก็ได้รับคำถามกลับว่าทำไมรัฐบาลไทยจึงพยายามสนับสนุนพฤติกรรมของโจรที่พยายามปล้นคนสหรัฐ กล่าวโดยสรุปคือผมในฐานะเจ้าหน้าที่ไทยในขณะนั้นทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของไทยได้อย่างยากลำบาก ในเรื่องปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา
 

ในทางตรงกันข้ามเมื่อบริษัทบุหรี่สหรัฐยื่นเรื่องฟ้องประเทศไทยให้เปิดตลาดบุหรี่ เพราะองค์การยาสูบไทยเป็นผู้ผูกขาดการผลิตและขายบุหรี่ในประเทศไทย ก็จะเห็นว่าบริษัทบุหรี่มีประเด็นเหตุผลที่หนักแน่นในเชิงการค้าว่าถูกฝ่ายไทยเลือกปฏิบัติอย่างชัดเจน จึงอาจเชื่อได้ว่าบริษัทบุหรี่สหรัฐน่าจะได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากรัฐบาลและฝ่ายต่างๆ ของสหรัฐ แต่สิ่งที่เกิดขึ้น คือ มีแรงต่อต้านการดำเนินการของบริษัทบุหรี่สหรัฐอย่างมาก เนื่องจากบุหรี่ไม่ใช่สินค้าที่เป็นประโยชน์ (ภาษาฝรั่งบางครั้งใช้คำว่า goods เพื่อแทนคำว่าสินค้า) และเป็นสินค้าที่เป็นพิษต่อผู้บริโภค (เป็น bad มากกว่า good) ผมจำได้ว่าเจ้าหน้าที่เจรจาของสำนักผู้แทนการค้าสหรัฐ ที่มีความสามารถและประสบการณ์มากที่สุดคนหนึ่งที่ควรเป็นผู้นำการเจรจาของสหรัฐ ปฏิเสธการรับหน้าที่นี้โดยอ้างว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อน คือ บิดาของเจ้าหน้าที่คนนั้นตายเพราะโรคที่มีสาเหตุมาจากการสูบบุหรี่ ในช่วงนั้นเข้าใจว่าไม่ค่อยมีเจ้าหน้าที่ของ USTR อยากรับทำคดีนี้มากนัก
 

นอกจากนั้น เอ็นจีโอที่ต่อต้านบุหรี่ก็เสนอให้ความช่วยเหลือและคำแนะนำอย่างไม่ขาดสายทั่วโลก โดยนำเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของบริษัทบุหรี่สหรัฐทั่วโลกในการพยายามขายบุหรี่ราคาถูกและหลบเลี่ยงกฎเกณฑ์เพื่อแอบโฆษณาบุหรี่ (เพราะประเทศส่วนใหญ่ห้ามการโฆษณาบุหรี่) ทั้งนี้ เพราะบริษัทรู้ว่าลูกค้าของเขามักอายุไม่ยืนจึงต้องพยายามสร้างตลาดกับผู้เยาว์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้หญิง ซึ่งจะถูกชักชวนให้เริ่มสูบบุหรี่ได้หากสามารถโฆษณาชวนเชื่อได้ว่าพฤติกรรมดังกล่าวสะท้อนความโดดเด่นและความมีเสน่ห์ (glamour and sophistication) เป็นต้น ทำให้ผมเห็นชัดว่าในเรื่องบุหรี่นั้นสหรัฐขาดความชอบธรรมหรือไม่ได้มี moral high ground เช่น กรณีทรัพย์สินทางปัญญา ฝ่ายไทยร่วมกับเอ็นจีโอจึงสามารถล็อบบี้ให้วุฒิสภาของสหรัฐ โดยอดีตวุฒิสมาชิก Kennedy เป็นประธานคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องสามารถเรียก USTR มาทำการประชาพิจารณ์ในทำนองตำหนิว่าทำไมจึงทำให้รัฐบาลสหรัฐเป็นเครื่องมือของบริษัทบุหรี่ในการผลักดันให้ประชาชนในประเทศกำลังพัฒนาสูบบุหรี่มากขึ้น โดยเฉพาะกับประเทศไทย ซึ่งเป็นพันธมิตรที่ดีของสหรัฐ และจะส่งผลอย่างไรต่อภาพพจน์ของสหรัฐ ฯลฯ ในทำนองเดียวกันก็มีการทำประชาพิจารณ์ที่สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ กล่าวโดยสรุปคือฝ่ายบริหารสหรัฐรู้ตัวว่ามีเสียงต่อต้านและฉุดรั้งการกดดันไทยเกี่ยวกับการเปิดตลาดบุหรี่อย่างมาก ทั้งๆ ที่บริษัทบุหรี่สหรัฐในขณะนั้นพร้อมจะทำทุกอย่างและทุกทางที่จะเปิดตลาดบุหรี่ในไทย (รวมทั้งการเสนอร่วมลงทุนกับองค์การยาสูบของไทย)
 

มาวันนี้ บริษัทบุหรี่สหรัฐเลยไปลงทุนผลิตบุหรี่ราคาถูกที่ประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นสมาชิกอาเซียนสามารถส่งออกบุหรี่มาขายในประเทศไทย โดยไม่ต้องเสียภาษีศุลกากร (เพราะมีการเปิดเสรีทางการค้าอาเซียน) เหลือแต่ภาษีสรรพาสามิต ซึ่งข้อถกเถียงที่ไทยแพ้คดีที่องค์การการค้าโลก (WTO) คือ บริษัทบุหรี่มีสิทธิจะตั้งราคาบุหรี่ของตน (ถูกๆ) ได้ โดยอ้างว่าต้นทุนการผลิตที่ฟิลิปปินส์ต่ำ แม้ว่าราคาขายบุหรี่ยี่ห้อเดียวกันที่ขายไปที่อื่นๆ จะสูงกว่าราคาที่แจ้งกับกรมสรรพากรไทย 3 เท่าก็ไม่ใช่เหตุที่ฝ่ายไทยจะนำไปสรุปว่าบริษัทบุหรี่สหรัฐแจ้งราคาอย่างตรงไปตรงมา
 

ผมคิดว่าเรื่องบุหรี่นั้นฝ่ายไทยควรถามตัวเองเป็นเรื่องหลักว่าเราพึงพอใจเพียงใดที่จะให้บุหรี่นำเข้ามาขายได้ในราคาถูก หากเห็นว่าไม่เหมาะสมก็ควรหาข้อมูลให้ได้ว่าการกล่าวอ้างเรื่องต้นทุนการผลิตต่ำนั้นน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด ผมไม่เชื่อว่าเราควรจะต้องเกรงใจ WTO หรือฟิลิปปินส์ในเรื่องนี้เพราะบุหรี่ไม่ใช่ good แต่เป็น bad สำหรับข้อกล่าวหาว่าเราเลือกปฏิบัตินั้นก็ต้องถามตัวเองว่าบริษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่หรือรัฐวิสาหกิจที่เป็นผู้ผูกขาด อันไหนทางการไทยจะสามารถควบคุมได้อย่างมีประสิทธิผลมากกว่า เพราะกรณีนี้เราไม่ต้องการการผลิตและจำหน่ายบุหรี่อย่างมีประสิทธิภาพ ตรงกันข้ามยิ่งขาดประสิทธิภาพก็จะยิ่งดีกับสุขภาพของประชาชนคนไทย
 

การนำเอาความชอบธรรมเป็นที่ตั้งแทนการคำนึงถึงผลประโยชน์ทางการค้า-ภาษีนั้นทางการไทยแสดงจุดยืนหลายกรณีแล้วในอดีต เช่นการไม่ยอมให้การค้าประเวณีถูกกฎหมาย ทั้งๆ รู้ว่ามีกิจกรรมดังกล่าวแพร่หลาย การไม่ยอมให้ตั้งบ่อนการพนันและการไม่ยอมให้ขายสลากกินแบ่งรัฐบาลแบบออนไลน์ เป็นต้นครับ

Tags : ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

Adsense

ความคิดเห็นของข่าวนี้

เพื่อแสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

advertisement

advertisement

advertisement

advertisement