กรุงเทพธุรกิจ

ad a1

ธุรกิจ : CEO Blogs

วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2555 01:00
โสภาวดี เลิศมนัสชัย
โสภาวดี เลิศมนัสชัย

เศรษฐกิจมะกันยังไม่รุ่ง

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

ทางการสหรัฐ ประกาศตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 4/2554 ออกมาอยู่ที่ 2.8% (QoQ Annualized) ต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดไว้

ทางการสหรัฐ ประกาศตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 4/2554 ออกมาอยู่ที่ 2.8% (QoQ Annualized) ต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดไว้ที่ 3% โดยเมื่อพิจารณาตัวเลขตลอดทั้งปี จะพบว่า GDP สหรัฐ ขยายตัว เพียง 1.7% ซึ่งยังคงต่ำกว่าตัวเลขการเติบโตตามศักยภาพ (Potential Growth) ของสหรัฐ ที่ระดับ 2 - 3% สะท้อนภาพว่าเศรษฐกิจสหรัฐ ยังมีระยะทางอีกพอสมควรถึงจะกลับสู่ภาวะปกติ
 


ปัญหาเชิงนโยบายของสหรัฐ คือ เศรษฐกิจในภาพรวมที่เห็นสัญญาณของการฟื้นตัวนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างทั่วไปในทุกสาขาการผลิต (Broad-based recovery) แต่เกิดกับสาขาที่ไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติสถาบันการเงินมากนัก เช่น ภาคอุตสาหกรรมและภาคส่งออก ขณะที่สาขาที่เป็นจุดกำเนิดของวิกฤติการเงินเมื่อ 3 ปีที่แล้ว คือ ภาคอสังหาริมทรัพย์และภาคสถาบันการเงินนั้นยังคงย่ำแย่ ภาคอสังหาริมทรัพย์ หรือ พูดตรงๆ ก็คือ ราคาบ้าน ซึ่งเป็นตัวสะท้อนความมั่งคั่งของคนสหรัฐนั้นยังคงปรับตัวต่ำลงอย่างต่อเนื่อง

 

ในขณะที่ภาคสถาบันการเงินที่แม้ว่าจะได้ความช่วยเหลือจากทางการด้วยวงเงินมหาศาล แต่ภาคการเงินยังไม่สามารถทำหน้าที่ของตนคือการปล่อยสินเชื่อให้กับภาคเศรษฐกิจจริงได้ แต่กลับยังคงวนเวียนกับการแก้ปัญหาหนี้สิน การเพิ่มทุน และการสร้างผลกำไรในจากการลงทุนในตลาดการเงินด้วยต้นทุน (Cost of fund) ที่ต่ำเป็นประวัติการณ์จากนโยบายดอกเบี้ยต่ำของธนาคารกลางสหรัฐ (FED)
 


จากความแตกต่างของการฟื้นตัวข้างต้น จึงไม่น่าแปลกใจที่อัตราการว่างงานของสหรัฐจะยังอยู่ที่ระดับสูงราว 8.5-9.0% แม้จะลดลงมาจากจุดสูงสุดที่เกือบ 10% และมีแนวโน้มลดลงมากในช่วงสามสี่เดือนนี้ แต่เมื่อเทียบกับอัตราการว่างงานในช่วงก่อนเกิดวิกฤติที่ประมาณ 5% นั้นยังคงต้องอาศัยเวลาอีกมากกว่าจะกลับมาเป็นปกติ

 

ซึ่งถือเป็นการยืนยันว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐในช่วงปีที่ผ่านมา ไม่น่าจะเป็นการฟื้นอย่างยั่งยืน ตราบใดที่สหรัฐยังไม่สามารถแก้แก่นของปัญหาที่เกิดจากภาคอสังหาริมทรัพย์ได้ “ทำอย่างไรให้ราคาบ้านหยุดร่วงและเพิ่มขึ้น ทำอย่างไรให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อเพื่อลดดอกเบี้ยและปรับโครงสร้างหนี้ให้แก่ผู้กู้ที่มีสถานะทางการเงินที่อ่อนแอจากวิกฤติที่ผ่านมา”
 


ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ในฐานะผู้กำหนดนโยบายการเงิน ได้พยายามแก้ปัญหาในจุดวิกฤตินี้ผ่านมาตรการทางการเงินแบบปกติ คือ กดอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับต่ำเป็นประวัติการณ์ พร้อมกับพยายามทำให้งบการเงินของสถาบันการเงินดูดีขึ้นผ่านการใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงินเชิงปริมาณ หรือ QE เริ่มตั้งแต่ QEI ที่มีเป้าหมายเพื่อ swap สินทรัพย์ที่คุณภาพไม่ดีและขาดสภาพคล่องของสถาบันการเงิน เช่น MBS มาไว้ที่ FED แล้ว FED ก็ให้เงินใหม่เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งแก่งบดุลของสถาบันการเงิน เพื่อให้สามารถเริ่มปล่อยเงินกู้ใหม่ได้

 

ตามมาด้วย QEII ที่ FED พิมพ์เงินใหม่ไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ เพื่อกดอัตราดอกเบี้ยในตลาดให้ต่ำ และมาตรการล่าสุดของ FED หรือ “Operation Twist” ที่เป็นความพยายามที่จะลดต้นทุนการกู้ยืมระยะยาวลง โดยหวังว่าจะช่วยให้อัตราดอกเบี้ย Refinancing ของที่อยู่อาศัยอยู่ในอัตราต่ำ
 


แม้จะมีมาตรการจำนวนมหาศาลใส่เข้าไปและอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐ ตัวยาวๆ ลดต่ำลงตามที่เฟดตั้งใจไว้ แต่การปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยก็ยังไม่ดี จึงไม่แปลกที่นักวิเคราะห์และนักลงทุนในตลาดจะคาดการณ์ว่าในไม่ใช้เฟดจะต้องใช้ QE III โดยเข้าไปจัดการกับ MBS ที่มีปัญหา เพื่อให้สถาบันการเงินยอมปล่อยสินเชื่อใหม่แก้ลูกหนี้ที่คุณสมบัติด้อย โดยปัจจุบันเริ่มจะมีสัญญาณจาก Fed ที่นักลงทุนคาดเดาว่าน่าจะเป็นสัญญาณการจะนำ QE III มาใช้ เช่น ถ้อยแถลงของประธานเฟดล่าสุดที่ยืนยันจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับต่ำไปจนถึงปี 2557 รวมถึงการเพิ่มกรรมการของ Fed ที่มีมาจากตัวแทนสายพิราบ (Dovish) ซึ่งเป็นกลุ่มที่จะช่วยสนับสนุนหรือกดดันประธานเฟดให้ใช้ QEIII
 


ทั้งนี้ การคาดหวัง QE III ที่จะเกิดขึ้น ประกอบกับการแก้ไขปัญหาหนี้สาธารณะในแถบประเทศยุโรปเริ่มจะเป็นรูปธรรมมากขึ้น ทำให้นักลงทุนเริ่มกลับมาลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น โดยนับแต่ต้นปี 2555 หุ้นสหรัฐปรับขึ้นมาแล้วประมาณ 5% หรือหุ้นเยอรมันที่ปรับตัวขึ้นมาแล้วกว่า 10% อย่างไรก็ตามภาพรวมเศรษฐกิจในระยะกลางและระยะยาวยังคงไม่สดใส

 

ดังนั้นการสรุปว่าตลาดเงินตลาดทุนจะปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งในปีนี้จึงอาจเป็นการสรุปที่เร็วเกินไป และนักลงทุนยังควรคำนึงถึงปัจจัยพื้นฐานของสินทรัพย์ที่เข้าซื้อเพื่อการลงทุน นอกจากนี้ยังควรพิจารณากระจายความเสี่ยงการลงทุนไปในสินทรัพย์อื่นๆ เช่น ทองคำ หรืออสังหาริมทรัพย์ อีกด้วย

 

Tags : Pension Fund : GPF View โสภาวดี เลิศมนัสชัย

advertisement

advertisement

AD Position a2 2

advertisement

advertisement