สำหรับทุกท่านที่ติดตามความเคลื่อนไหวของตลาดอสังหาริมทรัพย์มาโดยตลอด เวลาท่านอ่านข่าวในส่วนของธุรกิจนี้ท่านคงจะคุ้นเคยกันดีกับพาดหัว
ที่มักพูดถึงการช่วงชิงตำแหน่ง เบอร์หนึ่ง เบอร์สอง เจ้าตลาด กันอยู่เสมอๆ ใช่ครับ เป็นเรื่องธรรมดาครับที่คนในวงการจะให้ความสำคัญกับการสลับสับเปลี่ยนกันขึ้นมาครองตำแหน่งแชมป์ ไม่ว่าจะเป็นยอดขายต่อปี ยอดรายได้ กำไรสุทธิ
ในช่วงที่ผ่านมาก็ต้องยอมรับครับว่าเป็นการแข่งกันของม้า 3 ค่ายหลักๆ ซึ่งผมคงไม่ต้องเอ่ยชื่อนะครับ ข่าวสารในเชิงดังกล่าว แน่นอนครับ เป็นข่าวที่คล้ายๆ กับเป็นดรรชนีบอกความเจริญเติบโตและความเคลื่อนไหวโดยรวมของตลาดอสังหาฯ เนื่องด้วยผู้ประกอบการรายใหญ่ 5-6 รายในอันดับต้นๆ ก็กินส่วนแบ่งตลาดไปเกือบหมดแล้ว
ดังนั้น ความเคลื่อนไหวใดๆ ที่รายใหญ่ๆ ส่งเสียงออกมาจะถูกนำตีความโดยบรรดานักลงทุนและนักวิเคราะห์ทั้งหลาย ซึ่งการตีความจากข่าวความเคลื่อนไหวดังกล่าวจะมีผลสำคัญต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในตัวบริษัทเอง และภาพรวมของเศรษฐกิจด้วยในบางครั้ง
แต่ผมและทีมงานเอง หลังๆ เริ่มคำถามว่า การแย่งชิงตำแหน่งแชมป์ไม่ว่าจะเป็นยอดขายหรือรายได้ในแต่ละปี เป็นเพียงเป้าหมายเดียวที่เราต้องการหรือเปล่า ผู้บริโภคให้ความสำคัญมากน้อยแค่ไหน ทุกครั้งที่ผมพบปะนักข่าว ก็มักจะมีคำถามเรื่องนี้ทุกครั้งไป
ล่าสุดในงานแถลงข่าวถึงแผนการดำเนินงานในปีนี้ ผมพูดถึงแนวคิดที่ว่า การครองแชมป์ในด้านธุรกิจก็เป็นเรื่องหนึ่งที่แน่นอนทุกรายมีความต้องการที่จะช่วงชิง แต่อีกสิ่งหนึ่งที่เราเองหันมาให้ความสนใจมาสักพักแล้วก็คือการเข้าไปครองตำแหน่งที่หนึ่งในใจผู้บริโภค
ผมว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ทำได้ยากกว่าการครองแชมป์ในแต่ละปีครับ เพราะผู้บริโภคคือมนุษย์ที่มีความคิดความอ่านซับซ้อน มีความหลากหลาย มีปัจจัยหลายๆ อย่างที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจของพวกเขา
ผู้บริโภคจะมีความผกผันของ อารมณ์ จิตสำนึก และความอ่อนไหวต่อปัจจัยและความเปลี่ยนแปลงต่างๆ สูงถึงสูงมาก ทำให้บางครั้ง คนที่เคยเป็นที่รักก็กลายเป็นที่ชังไปได้ในเวลาไม่นาน
การตอบโจทย์ในเรื่องนี้ ผมว่าการทำธุรกิจและการตลาดแบบดั้งเดิม หรือ conventional ไม่น่าจะเป็นคำตอบเดียวที่ทำให้บริษัทบรรลุเป้าหมายการเป็น แบรนด์อันดับหนึ่งในใจผู้บริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจอย่างอสังหาริมทรัพย์ ที่ถูกผูกขาดด้วยการทำการตลาดดั้งเดิม ส่งผลให้มิติและความลึกของการเข้าไปอยู่ในใจของผู้บริโภคทำได้แค่ผิวเผิน
ความต้องการของผู้บริโภคถูกตีความในมิติเดียว คือการมองหาที่อยู่อาศัย ไม่ได้มองไปไกลกว่านั้น ผู้ประกอบการรายใหม่ๆ ที่เข้ามาก็จะยึดติดกับแนวทางแบบนั้นเพราะไม่เห็นความจำเป็น และอาจไม่กล้าท้าทายพื้นฐานการมองธุรกิจและการตลาดแบบเดิมๆ
แต่ผมกลับคิดว่า การที่จะเข้าไปอยู่ในใจของผู้บริโภคได้ จำเป็นต้องมองนอกกรอบการทำธุรกิจและต้องกล้าที่จะทำอะไรไม่ใช่แค่ บางอย่าง แต่ต้องเป็นหลายๆ อย่าง ในแนวทางที่ตัวเองคิดว่าใช่และเหมาะสมกับแบรนด์
ปีนี้ จะเป็นปีที่ผมสนับสนุนให้ทีมงานโดยเฉพาะทีมการตลาดทำสิ่งใหม่ๆ ที่ปกติผู้ประกอบการทั่วๆ ไปไม่ทำกัน ไม่ว่าจะเป็นการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ นอกเหนือจากสถาบันการเงินที่เป็นพันธมิตรแล้ว ก็จะมีการจับมือกับแบรนด์อีกหลากหลายแบรนด์ที่จะร่วมกันนำเสนอผลิตภัณฑ์ในส่วนอื่นๆ สร้างมุมมองใหม่ๆ ให้กับธุรกิจอสังหาฯ
ไม่ว่าจะเป็นการจับมือกับแบรนด์เครื่องหอมชั้นนำของไทยออกแบบกลิ่นพิเศษเฉพาะสำหรับแบรนด์ของเรา ผู้ผลิตชาของไทยที่มีสินค้าวางขายในห้างดังต่างประเทศ ผู้ผลิตสิ่งทอและเครื่องตกแต่งบ้านแบรนด์ใหญ่ ที่จะได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ที่จะช่วยเสริมสร้างประสบการณ์สำหรับการเข้ามาใกล้ชิดกับแบรนด์ของเรา
นอกจากนี้ ตั้งแต่เดือนหน้าเป็นต้นไป ผู้บริโภคที่มีความสนใจในแบรนด์ ก็จะมีโอกาสได้เห็นภาพลักษณ์ใหม่ของพนักงานต้อนรับและทีมขายของเราทั้งหมดโดยดีไซเนอร์ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการเสื้อผ้าและแฟชั่นของไทย รวมถึงสถานที่ที่เราจัดสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นศูนย์กลางของการรับรู้ประสบการณ์เหล่านี้
ที่ผมกล่าวมา ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นสูตรสำเร็จหรือตัวอย่างที่ถูกต้องที่สุดที่อยากให้ทุกคนทำตาม เพราะผมคิดว่านี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการมองและลงมือทำธุรกิจให้แตกต่างและสร้างสรรค์ ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่
ผมเชื่อว่าการที่เรายืนอยู่ในจุดที่สบายตัว ไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลง สักวันก็จะไม่ทันวิถีคิดของผู้บริโภค นั่นคืออุปสรรคสำคัญอันหนึ่งในการที่จะก้าวไปเป็นแบรนด์อันดับหนึ่งในใจของผู้บริโภคในสายตาของผมครับ
Tags : บริหารจัดการ • เศรษฐา ทวีสิน
