บางครั้งนวัตกรรมจะล้มเหลว ไม่สามารถนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงอย่างขนานใหญ่ แต่ก็อาจนำมาซึ่งส่วนเพิ่มและส่วนย่อย
เมื่อพิจารณาถึงความก้าวหน้าในงานวิจัยและพัฒนา (Research & Development) ที่เป็นพระเอกในช่วงเริ่มต้นปี 1700 ไล่มาถึงยุคโทมัส เอดิสัน ปี 1900 จนกลายเป็น GE Model ที่แพร่หลายไปทั่วโลกในศตวรรษที่ 20 ที่แต่เดิมรูปแบบของการสร้างนวัตกรรมได้ถูกออกแบบให้แยกส่วนออกมาเป็นอิสระ เป็นผลให้นวัตกรรมทั้งหมดล้วนมาจากหน่วยวิจัยและพัฒนาเป็นหลัก โดยไม่ค่อยมีส่วนสัมพันธ์โดยตรงกับส่วนอื่นในองค์กร
ความจริงแล้วกระบวนการสร้างนวัตกรรมเองก็ต้องการแนวคิดใหม่ ดังนั้นในแต่ละยุคสมัยก็มีความพยายามที่จะแสวงหาหนทางใหม่ๆ ในการสร้างนวัตกรรม โดยเฉพาะปัจจุบันมีเครื่องมือ เทคนิค วิธีการ ตลอดจนความก้าวหน้าทันสมัยทั้งวิทยาศาตร์และเทคโนโลยีที่สูงล้ำนำหน้ากว่าในอดีตมาก ดังนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องวิเคราะห์และมองให้ออกถึงแนวโน้มที่กำลังจะเปลี่ยนไป
หนังสือชื่อ THE INNOVATION ZONE, How Great Companies Re-Innovate for Amazing Success นำเสนอเนื้อหาที่น่าสนใจยิ่ง สำหรับผู้บริหารที่กำลังให้ความสนใจปรับเปลี่ยนองค์กรด้วยการชักนำให้พนักงานคิดสร้างสรรค์ จนถึงการก่อกำเนิดให้เกิดกระบวนการสร้างนวัตกรรมขึ้นภายในองค์กร
โดยเฉพาะตอนนี้ที่ทั้งบรรษัทข้ามชาติที่มาลงทุนในประเทศไทย และบริษัทขนาดใหญ่สัญชาติไทยที่กำลังหันมาศึกษาที่จะนำแนวคิดและวิธีการใหม่มาใช้เพื่อทำให้เกิดทั้งวัฒนธรรมนวัตกรรม ความคิดเชิงนวัตกรรม จนถึงการเปลี่ยนผ่านไปสู่ความเป็นองค์กรนวัตกรรม เพื่อมุ่งหวังที่จะสร้างมูลค่าที่เพิ่มมากขึ้นหลายเท่าตัว แทนที่จะมุ่งผลิตแค่สินค้าและส่งมอบบริการแบบเดิม ที่นอกจากจะต้องทำให้เหมือนกันตามมาตรฐานและข้อกำหนดทั่วไปแล้วยังมีมูลค่าน้อย จำเป็นต้องขายให้ได้ปริมาณมากๆ ถึงจะได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับการลงทุน หนังสือเล่มนี้อธิบายพร้อมยกตัวอย่างบริษัทชั้นนำตั้งแต่วิธีคิดแบบเดิมของการสร้างนวัตกรรม จนถึงรูปแบบของการสร้างองค์กรนวัตกรรมสมัยใหม่ ที่หนังสือนี้เรียกว่า Innovation 2.0
กรอบการทำงานของนวัตกรรม 2.0 เป็นตัวแบบหลักที่พยายามอธิบายหลากหลายรูปแบบของนวัตกรรมที่เกิดขึ้นในยุคนี้ ตั้งแต่นวัตกรรมส่วนเพิ่ม (Incremental) นวัตกรรมส่วนย่อย (Component) จนถึงนวัตกรรมเชิงระบบ (Radical and systemic) ทุกการเปลี่ยนแปลงได้เพิ่มคุณค่าให้เกิดขึ้นถ้วนในทุกๆ ส่วน ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่แบบหน้ามือเป็นหลังมือที่เรามักอ้างถึงกันเท่านั้น กรอบการทำงานของนวัตกรรม 2.0 ยังแสดงให้เห็นนวัตกรรมที่หลากหลาย จากระบบของความคิดทั้งที่จับต้องได้และไม่ได้อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าบางครั้งนวัตกรรมจะล้มเหลวไม่สามารถนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงอย่างขนานใหญ่ แต่ก็อาจนำมาซึ่งนวัตกรรมส่วนเพิ่ม และนวัตกรรมส่วนย่อยได้เหมือนกัน
ดังนั้นสำหรับองค์กรที่สนใจและใส่ใจต่อการพัฒนาสิ่งใหม่ที่มีมูลค่าเพิ่ม จึงจำเป็นต้องเพิ่มหรือขยายพื้นที่นวัตกรรม (Innovation Zone) ในองค์กร Thomas M. Koulopoulos ผู้แต่งหนังสือเล่มดังกล่าวได้ให้นิยามความหมายว่าเป็น “พื้นที่ที่ได้รับการปกป้องภายในองค์กร อุตสาหกรรม หรือทางภูมิศาสตร์ที่ซึ่งความคิดต่างๆ เกิดขึ้น ประเมิน ดูแล และพัฒนาให้เกิดมูลค่า”
โดยที่จำนวนของความคิดที่หลากหลายมากมายจะถูกคัดกรองเป็นชั้นๆ ลดหลั่นลงมาตามความน่าจะเป็น จนกระทั่งเหลือแนวคิดใหม่ที่เหมาะจะนำไปทดลองปฎิบัติจนกลายเป็นนวัตกรรมได้ ซึ่งขออนุญาตเปรียบขั้นตอนคัดกรองดังกล่าวด้วยคำพูดที่ว่า ร้อยความคิด สิบลงมือทำ หนึ่งความสำเร็จ ซึ่งจะมีสัดส่วนที่สอดคล้องกับสิ่งที่ผู้เขียนหนังสือนี้เรียกว่า หนทางจากประดิษฐกรรมสู่นวัตกรรม (The path from invention to innovation)
การสร้างพื้นที่ภายใน เพื่อให้คนได้สร้างสรรค์ความคิดใหม่ ที่อาจจะต่อยอดจนเกิดเป็นนวัตกรรมในที่สุดนั้น จำเป็นจะต้องมีการบริหารจัดการ และสร้างกลไกผลักดันให้เกิดขึ้นให้ได้ โดยต้องทำให้เกิดองค์ประกอบ 5 ประการนี้ ได้แก่
- Idea ownership การทำให้ทุกคนมีความรู้สึกร่วมที่จะต้องคิด และนำเสนอความคิดนั้นออกมา
- Idea evaluation การประเมินผล และคัดกรองความคิดที่ทุกคนเสนอมาตามลำดับขั้น และมีเกณฑ์พิจารณาที่ชัดเจน
- Idea championship การส่งเสริม สนับสนุน และผลักดันให้คนในองค์กรคิด และนำเสนอความคิดใหม่ๆ นั้นผ่านระบบ
- Idea storage การมีระบบที่ดีในการจัดเก็บ ค้นหา และหยิบใช้ เพื่อนำไปพัฒนาและต่อยอดต่อไป
- Idea valuation การประเมินค่า และบ่งชี้ถึงคุณค่าที่เกิดขึ้นจากความคิดนั้นๆ ซึ่งเมื่อกลายเป็นนวัตกรรมจะทำให้เกิดคุณค่าเพิ่มมากขึ้นอีกมากมายมหาศาล
ดังนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้นำจะต้องแสดงบทบาทในการสร้างพื้นที่ภายในองค์กร เพื่อให้คนร่วมกันคิดจนถึงการนำไปสู่การสร้างนวัตกรรม ซึ่งสามารถดำเนินการได้ด้วยการสร้างพื้นที่ 4 แห่งคือ
- การแยกความสามารถหลักจากรูปแบบธุรกิจหลัก
- การสร้างและเสริมแรงให้เกิดวัฒนธรรมนวัตกรรม
- การสร้างสมดุลใหม่จากพื้นที่ซึ่งยึดติดกับความสำเร็จเดิมๆ โดยสร้างพื้นที่ใหม่ที่ทำให้เกิดความสำเร็จใหม่ๆ
- การสร้างโครงสร้างองค์กรให้เอื้อต่อการสร้างนวัตกรรม ด้วยการจัดระบบ และสิ่งอำนวยความสะดวก
ความจริงแล้วนวัตกรรมมีความโยงใยใกล้ชิดกับความไม่แน่นอน (Uncertainty) และนี่เองที่ทำให้นวัตกรรมไม่ใช่อะไรที่สามารถคาดเดาได้โดยง่าย อย่างไรก็ตามยุคนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใส่สิ่งนี้เข้าไว้ในกระบวนการต่างๆ เมื่อใดก็ตามที่องค์กรต้องการผลลัพธ์ที่สูงและรวดเร็ว เพื่อช่วงชิงโอกาสและความท้าทายใหม่ๆ แนวคิดที่ช่วยขจัดปัญหาเดิมและเพิ่มเติมคุณค่าใหม่นี้ ถ้าสอดคล้องกับความต้องการภายในลึกๆ ของคนทั่วไป อาจนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงแบบหน้ามือเป็นหลังมือทีเดียว
Tags : จำลักษณ์ ขุนพลแก้ว

ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น